โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.เอกนิติ” รับลูกเอกชน ปราบคอร์รัปชัน-ดัน 4 แผนรื้อระบบเศรษฐกิจไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 5.42 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.เอกนิติ เผย ภาคเอกชนหวั่นไทยนิ่งเฉยเสี่ยงสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตามหลังเพื่อนบ้าน เสนอ 4 แนวทาง หนุนควบรวมกิจการ-ปราบคอร์รัปชั่น ดันไทยกลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง

15 พ.ค. 2569 เวลา 21.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับเอกชนในงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า การพบปะกับภาคเอกชนวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยในภาวะวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยเฉพาะการที่ต่างชาติเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มายังภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสนี้ภาคเอกชนได้นำเสนอ 4 ข้อเสนอหลัก ต่อรัฐบาล ได้แก่

1. เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านน้ำและพลังงานสะอาด โดยภาคเอกชนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับทั้งภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานผลิตอาหารสำคัญ และเพื่อรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ ต้องเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อรองรับเทรนด์พลังงานโลก

2. ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะคนไทย (Reskill/Upskill) ผ่านเทคโนโลยี AI โดยต่อยอดจากพื้นฐานด้าน Data Center ไปสู่ Cloud Service และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New Growth Engines โดยต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และเกษตรสมัยใหม่

4. ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบภาครัฐ โดยภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ของรัฐบาลที่ช่วยให้การออกใบอนุญาตทำได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการปลดล็อกปัญหาการขอใบอนุญาตด้านที่ดินและระเบียบที่ซับซ้อนอื่นๆ ต่อไปเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า นอกจากนี้สมาคมธนาคารไทยเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) โดยสนับสนุนการควบรวมกิจการเพื่อให้มีความเข้มแข็งและใหญ่พอที่จะออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาคได้

“จากวิกฤตตะวันออกกลางจะเห็นว่ามีคนอยากย้ายเข้ามาอยู่ในภูมิภาคเรามากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้ภาคการเงินของเราเข้มแข็งขึ้น โดยมีข้อเสนอเรื่องการควบรวมกิจการ จริงๆ ก็ไม่ใช่เฉพาะในภาคการเงิน แต่สนับสนุนให้มีการควบรวมในหลายๆ ธุรกิจ เพราะการที่เราจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ จะต้องมีการทำให้ธุรกิจของเราเข้มแข็ง และใหญ่พอที่จะไปตะลุยในภูมิภาคได้”

ขณะที่ภาคเอกชนเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใส และยังให้ความสำคัญกับแนวทาง 4T คือ Target มุ่งเป้าชัดเจน, Transition เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, Transform ปฏิรูปคน และ Together การทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า การหารือวันนี้ภาคเอกชนแสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อคนตัวเล็กหรือประชาชนในระดับฐานราก รวมถึงกลุ่ม SME เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจไม่มีกำลังหรือแรงรองรับเพียงพอที่จะต้านทานผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นได้

โดยสมาพันธ์ SME ได้เสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะนี้ ขณะที่ภาคเอกชนเน้นย้ำว่า แม้รัฐจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New Growth Engine) แต่ต้องดูแลให้ผลประโยชน์ของการลงทุนนั้นตกสู่ SME ไทยและคนไทย อย่างแท้จริง รวมถึงต้องมีการกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ในวันนี้จะนำข้อเสนอไปปฏิบัติอย่างจริงจังพร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อนำเนื้อหาจากการหารือครั้งนี้ไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการลงทุน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการดูแลค่าครองชีพ เป็นลำดับแรก

“การหารือในวันนี้เราได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าหากไทยนิ่งเฉยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตามหลังหลายประเทศในอาเซียน หลังจากนี้จึงจะให้ความสำคัญกับการลงทุนโดยเอกชนนำและรัฐช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อขับเคลื่อนยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง”

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมวันนี้ไม่ได้มีการหารือโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) แต่มีการหารือในรายละเอียดของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของแนวคิดดังกล่าวแทน เช่น

1. ท่าเรือระนอง โดยภาคเอกชนเน้นย้ำว่าการพัฒนาท่าเรือระนองมีความจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับท่าเรือแห่งนี้เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า

2. การเร่งลงทุนในเส้นทางรถไฟ (Missing Link) โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอให้เร่งลงทุนในเส้นทางรถไฟส่วนที่ขาดหายไป

3. การเชื่อมต่อชุมพร-ระนอง โดยจุดที่เน้นย้ำคือเส้นทางระหว่าง ชุมพร ไปยัง ระนอง เพื่อสร้างการเชื่อมโยงให้สินค้าจากภาคเหนือสามารถขนส่งลงมาสู่ภาคใต้และออกสู่ทะเลทางท่าเรือระนองได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...