“ดร.เอกนิติ” รับลูกเอกชน ปราบคอร์รัปชัน-ดัน 4 แผนรื้อระบบเศรษฐกิจไทย
ดร.เอกนิติ เผย ภาคเอกชนหวั่นไทยนิ่งเฉยเสี่ยงสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตามหลังเพื่อนบ้าน เสนอ 4 แนวทาง หนุนควบรวมกิจการ-ปราบคอร์รัปชั่น ดันไทยกลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง
15 พ.ค. 2569 เวลา 21.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับเอกชนในงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า การพบปะกับภาคเอกชนวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยในภาวะวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยเฉพาะการที่ต่างชาติเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มายังภูมิภาคอาเซียน
ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสนี้ภาคเอกชนได้นำเสนอ 4 ข้อเสนอหลัก ต่อรัฐบาล ได้แก่
1. เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านน้ำและพลังงานสะอาด โดยภาคเอกชนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับทั้งภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานผลิตอาหารสำคัญ และเพื่อรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ ต้องเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อรองรับเทรนด์พลังงานโลก
2. ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะคนไทย (Reskill/Upskill) ผ่านเทคโนโลยี AI โดยต่อยอดจากพื้นฐานด้าน Data Center ไปสู่ Cloud Service และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New Growth Engines โดยต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และเกษตรสมัยใหม่
4. ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบภาครัฐ โดยภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ของรัฐบาลที่ช่วยให้การออกใบอนุญาตทำได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการปลดล็อกปัญหาการขอใบอนุญาตด้านที่ดินและระเบียบที่ซับซ้อนอื่นๆ ต่อไปเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า นอกจากนี้สมาคมธนาคารไทยเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) โดยสนับสนุนการควบรวมกิจการเพื่อให้มีความเข้มแข็งและใหญ่พอที่จะออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาคได้
“จากวิกฤตตะวันออกกลางจะเห็นว่ามีคนอยากย้ายเข้ามาอยู่ในภูมิภาคเรามากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้ภาคการเงินของเราเข้มแข็งขึ้น โดยมีข้อเสนอเรื่องการควบรวมกิจการ จริงๆ ก็ไม่ใช่เฉพาะในภาคการเงิน แต่สนับสนุนให้มีการควบรวมในหลายๆ ธุรกิจ เพราะการที่เราจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ จะต้องมีการทำให้ธุรกิจของเราเข้มแข็ง และใหญ่พอที่จะไปตะลุยในภูมิภาคได้”
ขณะที่ภาคเอกชนเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใส และยังให้ความสำคัญกับแนวทาง 4T คือ Target มุ่งเป้าชัดเจน, Transition เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, Transform ปฏิรูปคน และ Together การทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า การหารือวันนี้ภาคเอกชนแสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อคนตัวเล็กหรือประชาชนในระดับฐานราก รวมถึงกลุ่ม SME เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจไม่มีกำลังหรือแรงรองรับเพียงพอที่จะต้านทานผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นได้
โดยสมาพันธ์ SME ได้เสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะนี้ ขณะที่ภาคเอกชนเน้นย้ำว่า แม้รัฐจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New Growth Engine) แต่ต้องดูแลให้ผลประโยชน์ของการลงทุนนั้นตกสู่ SME ไทยและคนไทย อย่างแท้จริง รวมถึงต้องมีการกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ในวันนี้จะนำข้อเสนอไปปฏิบัติอย่างจริงจังพร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อนำเนื้อหาจากการหารือครั้งนี้ไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการลงทุน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการดูแลค่าครองชีพ เป็นลำดับแรก
“การหารือในวันนี้เราได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าหากไทยนิ่งเฉยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตามหลังหลายประเทศในอาเซียน หลังจากนี้จึงจะให้ความสำคัญกับการลงทุนโดยเอกชนนำและรัฐช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อขับเคลื่อนยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมวันนี้ไม่ได้มีการหารือโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) แต่มีการหารือในรายละเอียดของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของแนวคิดดังกล่าวแทน เช่น
1. ท่าเรือระนอง โดยภาคเอกชนเน้นย้ำว่าการพัฒนาท่าเรือระนองมีความจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับท่าเรือแห่งนี้เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า
2. การเร่งลงทุนในเส้นทางรถไฟ (Missing Link) โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอให้เร่งลงทุนในเส้นทางรถไฟส่วนที่ขาดหายไป
3. การเชื่อมต่อชุมพร-ระนอง โดยจุดที่เน้นย้ำคือเส้นทางระหว่าง ชุมพร ไปยัง ระนอง เพื่อสร้างการเชื่อมโยงให้สินค้าจากภาคเหนือสามารถขนส่งลงมาสู่ภาคใต้และออกสู่ทะเลทางท่าเรือระนองได้