โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บรรยากาศที่คนภายนอกมองเข้ามาอาจดูตึงเครียด แต่ทว่าความเป็นจริงกลับกลายเป็นการเปิดอกพูดกันอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกันเองเพื่อหาทางออกร่วมกัน ในการประชุมร่วมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69 ณ กรมศุลกากร ระหว่างฝ่ายบริหารกรมศุลกากร กับ 3 หน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ สตง., ป.ป.ช., ป.ป.ท.

การประชุมครั้งสำคัญเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทของกรมศุลกากร จำนวน 2 โครงการ โดยมี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ นำโดย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อร่วมกันวางแนวทาง “พี่เลี้ยง” ป้องกันการทุจริตและลดความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้าง

เปิดงบประมาณ 2 โครงการยักษ์ เสริมเขี้ยวเล็บด่านศุลกากร

กรมศุลกากรได้นำเสนอภาพรวมโครงการลงทุนที่เป็นเป้าหมายการเฝ้าระวังให้ 3 หน่วยงานตรวจสอบได้เห็นภาพรวม ได้แก่

1. โครงการเช่าระบบกล้อง CCTV และเทคโนโลยีระยะที่ 4 วงเงินงบประมาณผูกพันปี 2569–2574 รวมกว่า 1,449 ล้านบาท

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 8 ปี โดยเปลี่ยนมาใช้รูปแบบ “เช่าบริการ” 60 เดือน เพื่อลดภาระการบำรุงรักษาและรองรับระบบ AI และ Cloud

ซึ่งโครงการนี้ได้ลงนามสัญญากับกิจการค้าร่วมสกายไฮ และยิบอินซอย ไปเมื่อ 25 มีนาคม 2569

2. โครงการจัดหาระบบเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ วงเงินประมาณ 2,900 ล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่เสื่อมสภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกวดราคาใหม่หลังจากรอบแรกประสบปัญหาผู้ยื่นเสนอราคาไม่ผ่านเงื่อนไข

“ผมต้องเซฟตัวไว้ก่อน” กับคำตอบจาก สตง. “อย่ากลัวโดยไม่มีเหตุผล”

บรรยากาศการประชุม ช่วงหนึ่งมีการหารือถึงปัญหาโครงการเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งในการประกวดราคารอบแรก โครงการย่อยที่ 1 (CT Scan) มีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว จนทำให้คณะกรรมการพิจารณาผลฯ เสนอให้ยกเลิก

โดย อธิบดีกรมศุลกากร ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาในที่ประชุมถึงความกังวลของคนทำงานว่า

“เรียนตามตรง มีผู้ยื่นเจ้าเดียวผมก็ไม่กล้าให้คณะกรรมการเดินต่อ เป็นประโยชน์กับราชการยังไงก็ต้องเอาเซฟตัวไว้ก่อน นี่พูดกันตรงไปตรงมา ที่ไม่กล้าเอารายเดียว เพราะกลัว สตง. มาตรวจ”

เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้ นายมณเฑียร ผู้ว่าการ สตง. ได้ชี้ทางเพื่อคลายความกังวลว่า ตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ มาตรา 8 เน้นเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพมากกว่าแค่จำนวนรายผู้ยื่น หากเทคโนโลยีของรายเดียวนั้นดีที่สุดและเหมาะสมกับงบประมาณ การเลือกรายเดียวก็สามารถทำได้ตามระเบียบข้อ 56

อีกไฮไลท์สำคัญคือการถกเถียงเรื่องการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า “ล็อกสเปก” โดยฝ่ายตรวจสอบแนะนำให้ใช้คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “หรือเทียบเท่าขึ้นไป” โดยผู้ว่าการ สตง. ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน

“ถ้าท่านกำหนดขวดน้ำ ท่านจะซื้อได้เฉพาะขวดน้ำ แต่ถ้ากำหนดขวดน้ำนี้หรือลักษณะเทียบเท่าขึ้นไป อะไรที่มันดีกว่าขวดน้ำ ท่านจะได้ทันที…”

นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องเกณฑ์การตัดสินราคาและคุณภาพ (Price Performance) โดย สตง. ชี้ให้เห็นว่าการซื้อของที่ราคาสูงแต่ประสิทธิภาพสูงเพื่อจับยาเสพติดนั้นคือความคุ้มค่าตามมาตรา 8

“การซื้อของแพง กับการซื้อของราคาแพง ต่างกัน วัสดุที่ท่านเอามาใช้จับยาเสพติด มันเป็นวัสดุที่มีความเฉพาะที่มีราคาแพง เราซื้อได้ ทำไมไม่ซื้อ 3 บาท ก็ฉันจะใช้ 5 บาทมันตอบสนองกว่า พัสดุนั้นต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ เราถึงต้องเขียนต้องเอา 5 บาท ไม่เอา 3 บาท”

บทเรียนเรื่อง “ของแถม” และการตัดสินใจตัดงบปรับปรุงอาคาร

ในส่วนของโครงการเอกซเรย์ ที่ประชุมได้ซักถามถึงรายละเอียดการพ่วงงบ “ปรับปรุงอาคารสำนักงานเดิม” เข้าไปใน TOR ด้วย

โดยตัวแทนกรมศุลกากรฯ ชี้แจงว่า การปรับปรุงอาคารเดิมเราไม่สามารถเขียนได้ว่าสเปคต้องเป็นอาคารแบบไหนขนาดเท่าไร แต่การมีอาคารคือการป้องกันรังสีจากเอกซเรย์กระจาย และต้องมีขนาดที่เหมาะกับเครื่องด้วย ดังนั้นเมื่อยังไม่ได้เครื่องเอกซเรย์ จึงกำหนดไม่ได้ว่าต้องอาคารแบบไหน และบริษัทเจ้าของเครื่องเอกซเรย์จะเป็นผู้กำหนดและสร้างเองเพื่อให้เหมาะกับเครื่อง

ซึ่งจุดนี้ผู้แทนจาก ป.ป.ช. ได้ให้คำแนะนำเชิงเฝ้าระวังว่า การพ่วงงานอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องเอกซเรย์อาจถูกมองเป็นการเอื้อประโยชน์หรือ “ของแถม” ได้ ซึ่งประเด็นของแถม มันก็เคยมีเรื่องกล่าวหามาแล้ว เช่นก่อสร้างถนนแล้วแถมรถให้หน่วยงาน มันจะมีประเด็นที่เขาร้องเรียนเข้ามาได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์

ประกอบกับความยุ่งยากทางกฎหมายเรื่องแบบก่อสร้างตามหนังสือเวียน ว.420 ที่ต้องมีแบบชัดเจนก่อนประกาศประมูล

ถึงจุดนี้ทำให้อธิบดีกรมศุลกากรจึงตัดสินใจกลางที่ประชุมว่า “ตัดออกเลยครับ” เพื่อให้โครงการมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเอกซเรย์อย่างเดียวและเดินหน้าได้ทันกำหนดปีงบประมาณคือวันที่ 30 กันยายน 2569

และก่อนจบการประชุม ผู้แทนหน่วยงานตรวจสอบได้ฝากคำแนะนำที่สำคัญถึงการทำบันทึกเหตุผลในทุกขั้นตอน เพราะการร้องเรียนมักไม่เกิดขึ้นในทันที

“ปัญหาคือมันไม่ได้ร้องเรียนในวันนี้ บางทีมันผ่านไป 5 ปีสร้างเสร็จแล้วถึงมาร้องเรียน เอกสารหรือเหตุผลเหล่าที่เราคุยกันวันนี้ อ้างกฎหมายไหน ระเบียบไหน มันจะเป็นเกราะป้องกันท่าน”

ทางด้าน อธิบดีกรมศุลกากร ได้กล่าวสรุปด้วยความมั่นใจที่มากขึ้นว่าได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการไม่ต้องกลัวการตรวจสอบหากทำเพื่อประโยชน์ของรัฐ

“วันนี้ได้ประโยชน์มาก ผมได้ความรู้ไปด้วย ทุกคนไม่ได้จะทุจริตนะ แต่กลัว สตง. กลัว ป.ป.ช. วันนี้ได้รับคำแนะนำว่าอย่ากลัว ผมพยายามจะลงนามในสัญญา ให้ทันก่อน 30 กันยายนนี้ครับ”

อธิบดีศุลกากรชี้เครื่องเก่า 18 ปี ไร้อะไหล่-ต้องเร่งยกระดับสู้ขบวนการค้ายา

จากนั้น นายพันธ์ทอง เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กรมศุลกากรมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ เนื่องจากเครื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ท่าเรือแหลมฉบังใช้งานมานานถึง 18 ปี จนบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าไม่มีอะไหล่รองรับแล้ว

โดยโครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเครื่องเอกซเรย์นี้มีงบประมาณ 2,900 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องเอกซเรย์ 4 เครื่อง ติดตั้งในจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง (2 เครื่อง), เชียงของ และแม่สอด เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยไม่เป็นทางผ่านของยาเสพติดโลก

“เครื่องเอกซเรย์ไม่หลอกเรา การใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจและการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยลดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์และเพิ่มธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน” นายพันธ์ทองระบุ พร้อมอธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยให้เห็นความผิดปกติในตู้คอนเทนเนอร์ได้แม่นยำขึ้น เปรียบเสมือนเครื่อง MRI ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

มั่นใจลงนามทันปีงบประมาณ 69 หลังได้ “พี่เลี้ยง” ตรวจสอบ

อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความกังวลใจเรื่องความล่าช้า เนื่องจากผ่านมา 9 เดือนแล้วยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้เพราะงบประมาณมีมูลค่าสูงถึง 2,900 ล้านบาท แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจากทั้ง สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ตั้งแต่ขั้นตอนการร่าง TOR ทำให้กรมฯ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถดำเนินกระบวนการให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม

“วันนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เรามาคุยกันตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการทำ TOR ทำให้เรามั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นของดีที่สากลยอมรับ และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเมื่อโครงการเสร็จสิ้นไปแล้ว” นายพันธ์ทอง กล่าว

ป.ป.ช. ย้ำมาแชร์ข้อมูลป้องปราม มากกว่ามาจ้องจับผิด

ด้านนางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ป.ป.ช. ได้นำสถิติและข้อร้องเรียนในอดีตมาถอดบทเรียนเพื่อแชร์จุดเสี่ยงให้กับกรมศุลกากร

“ยืนยันว่าวันนี้พวกเรามาในลักษณะของการร่วมมือกันเพื่อป้องกันมากกว่าการจ้องจับผิด และชื่นชมกรมศุลกากรมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ให้คำแนะนำในการร่าง TOR ให้รัดกุมเพื่อเป็นเกราะป้องกันปัญหาในอนาคต” นางวาธินีกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...