BNEF คาดกำลังผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์โลกพุ่ง 44% ใน 10 ปี “จีน” จ่อแซงสหรัฐขึ้นเบอร์ 1 โลก
BloombergNEF คาดกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 372 กิกะวัตต์ เป็น 535 กิกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่จีนเดินหน้าก่อสร้างต่อเนื่อง จ่อขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกแทนสหรัฐ
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 44% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หลังจากเติบโตอย่างจำกัดมานาน โดยได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจีนและอินเดีย
รายงานของ BloombergNEF (BNEF) ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 535 กิกะวัตต์ ภายในปี 2579 จาก 372 กิกะวัตต์ ในปีที่ผ่านมา
จีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดังกล่าว โดย ณ สิ้นปี 2568 จีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 59 กิกะวัตต์ และคาดว่ากำลังการผลิตรวมจะเพิ่มเป็น 102 กิกะวัตต์ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งจะทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุดในโลก
BNEF ระบุว่า อุตสาหกรรมนิวเคลียร์กำลังได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความพยายามของนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผลักดันความต้องการแหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม บ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่รองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ ทัศนคติของสังคมที่เปิดรับพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ยังทำให้รัฐบาลและผู้ประกอบการสาธารณูปโภคหลายประเทศเริ่มทบทวนนโยบายที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม BNEF เตือนว่า การขยายกำลังการผลิตอาจยังเผชิญข้อจำกัดจากกระบวนการอนุมัติและกฎระเบียบที่ใช้เวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้โครงการนิวเคลียร์ล่าช้ามาโดยตลอด
สำหรับสหรัฐ แม้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์อย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพียง 1 แห่ง อย่างไรก็ตาม BNEF คาดว่าการลงทุนและการก่อสร้างจะเร่งตัวขึ้นในช่วงทศวรรษหน้า
รายงานสรุปว่า หลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ในปี 2554 อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ทั่วโลกแทบอยู่ในภาวะทรงตัวมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนไป จากความต้องการพลังงานสะอาดและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : bloomberg.com