โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สส. ฝ่ายค้านจำนวน 133 คน ยื่นให้ตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 7 วัน

อีกทั้งมีรายงานว่า มติเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมนั้น เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเต็มองค์คณะ 9 คน ในครั้งถัดไป จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTHการที่ศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านถือเป็นขั้นตอนตามปกติ และตัว พ.ร.ก. ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเตรียมนำเม็ดเงินก้อนแรกเกือบ 2 แสนล้านบาทไปใช้ในโครงการลักษณะแจกเงิน เช่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อดีต รมว.คลัง ประเมินว่า หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปแจกแบบให้สิทธิคนทั่วไปจำนวนถึง 30 ล้านคน โดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีความเดือดร้อนอย่างแท้จริงหรือไม่ จะทำให้มีคนที่ไม่เดือดร้อนเข้ามารับสิทธิด้วย ลักษณะการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มหนี้สาธารณะแล้วนำมาแจกจ่ายโดยไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นการกู้เงินที่เกินความจำเป็นและไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ

นอกจากนี้ หากรูปแบบการแจกเงินเป็นลักษณะ ‘ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน’ จะยิ่งสร้างความไม่ยุติธรรม เนื่องจากผู้สูงวัยหรือประชาชนในต่างจังหวัดที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ระบบคอมพิวเตอร์ ได้ยาก จะเสียเปรียบกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงระบบได้ง่ายกว่า ซึ่งการทำให้เกิดการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ระหว่างบุคคลในประเทศลักษณะนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติห้ามไว้

สำหรับเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่อ้างว่าจะนำไปใช้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานนั้น ธีระชัยมองว่า โครงการเหล่านั้นเป็นเพียงการสอน การจัดฝึกอบรมเพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต หรือการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นงานประจำและเป็นโครงการระยะยาว โครงการเหล่านี้ ‘ไม่เข้าลักษณะความจำเป็นรีบด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

ในประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธีระชัยประเมินว่า การกู้เงินมาแจกในโครงการอย่างไทยช่วยไทย พลัส แม้จะช่วยทำให้มีกำลังซื้อและดันตัวเลข GDP ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่จะเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบเดียวแบบ ‘ไฟไหม้ฟาง’ เพราะไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศแต่อย่างใด

สิ่งที่รัฐบาลควรทำอย่างแท้จริงเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน คือการเข้าไปรื้อและปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจพลังงานในปัจจุบัน

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 1

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สรุป 3 ข้อหาที่เสี่ยงผิดกฎหมาย อดีต รมว.คลัง สรุปทิ้งท้ายว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ มีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการกู้เงินได้โดยใช้วิธีการอื่น
  • ขัดรัฐธรรมนูญ ในประเด็นก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลจากระบบการลงทะเบียน
  • ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เพราะนำเงินไปแจกจ่ายในโครงการที่ไม่คุ้มค่าและกู้เกินความจำเป็น

ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าศาลจะมีกรอบเวลาในการพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่รับคำร้อง

ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลทำคู่ขนานกันไป ซึ่งมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า การที่เราออกพระราชกำหนด เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับรัฐบาล ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งในกระบวนการชี้แจงต่อศาลมีกระบวนการอยู่แล้ว โดยปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลออกพระราชกำหนดมาแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทุกอย่างจึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน และเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ระเบียบ และกฎหมายกำหนด ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 พฤษภาคม ตามกำหนด

ทั้งนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน’

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

โดยรัฐบาลได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการชี้แจงแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

“คณะรัฐมนตรียืนยันว่า พระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องดำเนินการต่อไป” ดร.เอกนิติกล่าว

อดีต ตุลาการศาล รธน. วิเคราะห์ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เวทีความคิด ช่อง Thinkingradio’ ให้ความเห็นว่า ย้อนกลับในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการออก พ.ร.ก. ได้ใน 2 เงื่อนไขหลัก คือ 1. เพื่อประโยชน์ในความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ 2. เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน

แต่สำหรับ รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญถูกจำกัดอำนาจให้ตรวจสอบได้เฉพาะเงื่อนไขแรกเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่ประเด็น ความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

ศาลไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือตรวจสอบได้ ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านจะยื่นตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ ‘ไม่ฉุกเฉินหรือเร่งด่วน’ จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะรับพิจารณาได้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

ขณะที่เนื้อหาในคำร้องของ สส.ฝ่ายค้านที่เสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีจุดที่น่าสนใจคือ ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านงบประมาณในส่วนของการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ พุ่งเป้าโจมตีไปที่เงินกู้ก้อนที่สองมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเตรียมนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยมองว่าส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามปกติได้โดยไม่ต้องใช้ทางลัดผ่าน พ.ร.ก.

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องความเร่งด่วนไม่ได้ ประเด็นชี้ขาดจึงเหลือเพียงว่า งบพลังงาน 2 แสนล้านบาท เข้าข่ายการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความปลอดภัยสาธารณะหรือไม่

ในมุมมองทางกฎหมาย วิกฤตพลังงานถือเป็นเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักที่ใช้ทั้งในการขับเคลื่อนกำลังทหารเพื่อความปลอดภัย ไปจนถึงกระบวนการทางเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ เงื่อนไขในการตีตก พ.ร.ก. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ต้องใช้เสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 หรือ 6 ใน 8 เสียงของตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งโอกาสที่ตุลาการถึง 6 ท่านจะลงมติว่าเรื่องพลังงานไม่มีประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลยนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณี Worst-case Scenario หากเกิดเหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ทางกฎหมายจะรุนแรงกว่ากรณีที่สภาไม่อนุมัติอย่างมาก

หากเป็นกรณีที่สภาไม่อนุมัติในภายหลัง พ.ร.ก. จะตกไปแต่จะไม่มีผลย้อนหลัง การกระทำใดๆ ก่อนหน้านั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ แต่ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก. จะ ‘ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น’ หรือตกเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลให้สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วต้องถูกยกเลิกเพิกถอนย้อนหลังทั้งหมด เงินที่จ่ายไปต้องถูกเรียกคืน และผู้ที่อนุมัติสั่งจ่ายอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำร้องของฝ่ายค้านระบุชัดเจนว่า ‘ไม่ติดใจในส่วนของงบเยียวยา’ รัฐบาลจึงสามารถตีความได้ว่างบส่วนนี้เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีข้อขัดแย้ง ในทางปฏิบัติ รัฐบาลจึงสามารถเดินหน้าดำเนินมาตรการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาจากศาล และต่อให้ศาลตีตก พ.ร.ก. ฉบับนี้ กฎหมายก็จะตกไปเฉพาะในส่วนของงบพลังงานที่ถูกร้องเรียนเท่านั้น

ดังนั้น พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีแนวโน้มสูงที่จะผ่านการพิจารณา แต่การทักท้วงของฝ่ายค้านถือเป็นกลไกการตรวจสอบที่เกิดประโยชน์ เพราะการกู้เงินถึง 2 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูพลังงาน แม้จะมีความสำคัญ แต่หากไม่ฉุกเฉินเร่งด่วน การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะและดอกเบี้ยมหาศาลที่ลูกหลานต้องตามชดใช้โดยไม่จำเป็น

ภาพ: Mehaniq / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...