นายกฯจี้ทุกหน่วยเร่งทำตาม 4 ข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’-ครม.กู้เพิ่ม 2.2 แสนล้าน แจกคนละพัน
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯจี้ทุกหน่วยเร่งทำตาม 4 ข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’
- มติ ครม.ปรับแผนกู้เพิ่ม 2.2 แสนล้าน แจกคนละพัน-พยุงราคาน้ำมัน
- ปรับลดชดเชยค่า K เหลือ +/-2%
- เคาะ 16 ต.ค.เป็นวันหยุดใน กทม.-รับประชุมธนาคารโลก-IMF
- สั่ง ศธ.แก้ปมโรงเรียนไม่แจกวุฒิ-เด็กค้างค่าเทอมส่ง สลค.ใน 30 วัน
- ตั้ง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ อธิบดีสรรพากร
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน ได้มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
จี้ทุกหน่วยเร่งทำตาม 4 ข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’
ดร.รัชดา รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พฤษภาคม 2569) รัฐบาลจัดงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนผู้ประกอบการจาก 10 ภาคอุตสาหกรรม ได้นำเสนอความคิดเห็นว่า “ในสถานการณ์บ้านเมืองนี้ เขาต้องการอะไร อยากให้รัฐบาลเดินหน้าในเรื่องไหนบ้าง และเราจะจับมือกันอย่างไร”
“นายกฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก และขอยืนยันกับประชาชนว่า การรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการไม่ใช่ทำ เพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจเจริญเติบโต หรือเดินหน้าต่อไปได้ ก็จะนำไปสู่การจ้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งระบบจะได้ประโยชน์จากภาคธุรกิจที่จับมือกับรัฐบาล” ดร.รัชดา กล่าว
ดังนั้น นายกฯ จึงมีข้อสั่งการในการประชุม ครม. ว่า เมื่อรัฐบาลได้รวบรวมข้อมูลจากสภาพัฒน์ ฯแล้ว ให้ทุกหน่วยกำหนดกรอบติดตามว่า ได้มีการขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร และให้ติดตามทุก 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ผ่านกลไก ครม.เศรษฐกิจ และประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยมีการเน้นย้ำให้ดำเนินการ 4 ด้าน และมอบหมายไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังนี้
1. โครงสร้างพื้นฐานน้ำและพลังงานสะอาด มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
2. การพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอและดิจิทัล มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ พร้อมร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ ดาต้า เซ็นเตอร์ คลาวน์ และเซมิคอนดักเตอร์ มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
4. การลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์ มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากนี้ ดร.รัชดา รายงานว่า นายกฯ ยังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องการปราบปรามทุจริต คอร์รัปชัน และสแกมเมอร์ โดยประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ และ ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
มอบคลัง-สำนักงบฯ-สศช.-กฤษฎีกา ทำคำชี้แจงศาล รธน.
ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำคำชี้แจง และเอกสารประกอบในเรื่องดังกล่าว เป็นการด่วน แล้วจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเตรียมการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ปรับแผนกู้เพิ่ม 2.2 แสนล้าน แจกคนละพัน-พยุงราคาน้ำมัน
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล
“การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ” ดร.รัชดา กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ ได้มีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท เงินกู้ระยะยาว เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท
ดร.รัชดา กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต
ดร.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน
ปรับลดชดเชยค่า K เหลือ +/-2%
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบ สำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและรักษาสภาพคล่องของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัสดุที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐในช่วงต้นทุนผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรับงานก่อสร้างและงานจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็น SMEs และมีข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน หากปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกดดันต่อเนื่อง อาจกระทบการส่งมอบงาน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
ดร.รัชดา กล่าวว่า สาระสำคัญของมาตรการคือ การผ่อนผันวิธีคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือ “ค่า K” เป็นการชั่วคราว โดยให้หักในอัตราร้อยละบวก/ลบ 2 จากเดิมร้อยละบวก/ลบ 4 เฉพาะสัญญาที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-30 ก.ย. 2569 เพื่อให้การชดเชยต้นทุนสะท้อนภาวะราคาที่เปลี่ยนแปลงได้เหมาะสมขึ้น พร้อมกับให้ใช้ดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง แทนดัชนีราคา ณ เดือนเปิดซองประกวดราคา เพื่อให้การคำนวณสอดคล้องกับต้นทุนจริงในช่วงที่ราคาพลังงานและวัสดุปรับตัวเร็วและผันผวน
ทั้งนี้ ค่า K หรือสูตรปรับราคางานก่อสร้างนี้ ถือเป็นกลไกที่ใช้คำนวณชดเชยความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนระหว่างการดำเนินโครงการ เช่น ราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และต้นทุนด้านพลังงาน หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเกินกรอบที่กำหนด รัฐจะจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมให้ผู้รับจ้างตามสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง แต่หากต้นทุนลดลง ก็จะมีการปรับลดในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการลักษณะนี้เคยใช้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจซับไพรม์ เพื่อประคองผู้ประกอบการ และลดแรงกระแทกจากต้นทุนที่ผันผวนสูง การนำกลับมาใช้ครั้งนี้ จึงเป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เคยผ่านสถานการณ์วิกฤติมาแล้ว และปรับให้สอดคล้องกับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน
“ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงและผันผวน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการมีนโยบายที่บรรเทาผลกระทบทุกกลุ่ม ทั้งการประคองกำลังซื้อภาคประชาชน การดูแลผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพราะเมื่อธุรกิจยังมีสภาพคล่อง งานภาครัฐเดินต่อได้ การจ้างงานยังอยู่ ประชาชนมีกำลังซื้อเศรษฐกิจ ก็จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้” ดร.รัชดา กล่าว
เคาะ 16 ต.ค.เป็นวันหยุดใน กทม.-รับประชุมธนาคารโลก-IMF
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
รวมทั้ง อนุมัติให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และให้หน่วยราชการในพื้นที่ กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) ดังนี้
- วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569
- วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569
- วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569
ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดการประชุมดังกล่าว ขอความร่วมมือให้หน่วยงานแต่ละแห่ง พิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงาน
สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็น หรือมีนัดหมายบริการประชาชนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากการยกเลิกจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน
มาตรการดังกล่าว เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร อำนวยความสะดวกในการเดินทาง และรักษาความปลอดภัยสูงสุดให้แก่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกตลอดจนผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกผู้นำทางความคิดและนักวิชาการกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 190 ประเทศ เดินทางมาไทยเพื่อประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจการเงินของโลกและแนวทางการรับมือกับความท้าทายในด้านต่าง ๆ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ตั้งนายกฯ ประธานบอร์ดฯผลักดันไทยเป็นสมาชิก OECD ปี’71
ดร.รัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างจริงจัง โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. 2569 ได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อกำกับทิศทาง เร่งรัด และติดตามการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ
คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรี 3 คน เป็นรองประธาน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานสำคัญทั้งด้านงบประมาณ ระบบราชการ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ และกฎหมาย เช่น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ.ร. ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการได้แก่ นายกิตติ ตั้งจิตรมนีศักดา นายทวิลาภ ฤทธิภิรมย์ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ และศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงษ์ กิติยารักษ์ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนในมิติเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ดร.รัชดา กล่าวว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เพราะเป็นกระบวนการยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลก
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น ประเทศไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ซึ่งต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD ในหลายสาขา โดยมีหน่วยงานไทยร่วมดำเนินการกับคณะกรรมการและคณะทำงานของ OECD
ดร.รัชดา กล่าวว่า คณะกรรมการชุดใหม่จะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เสนอแนะแนวทาง กำกับ เร่งรัด และติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และแผนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยจะมีรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย การต่างประเทศ งบประมาณ และการพัฒนาประเทศเข้าร่วม เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน
รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยจะเร่งดำเนินภารกิจสำคัญ ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบข้อมูล และมาตรฐานการทำงานของภาครัฐ ให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ OECD อย่างเป็นขั้นตอน
ดร.รัชดา กล่าวว่า นายอนุทินให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในฐานะเครื่องมือยกระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโปร่งใส แข่งขันได้ และสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะสื่อสารความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นว่าเส้นทางสู่ OECD คือการยกระดับอนาคตของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เห็นชอบ MOU เข้าร่วม ‘คอบร้าโกลด์’ ไทย-สิงคโปร์
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักเลขาธิการรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (สิงคโปร์) ว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ของกองทัพสิงคโปร์ในราชอาณาจักรไทย (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore on the Participation of Singapore Armed Forces in Cobra Gold Exercise in the Kingdom of Thailand) (พ.ศ. 2568-2573) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้ กระทรวงกลาโหมพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม รวมทั้ง ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กองทัพไทยและกองทัพสิงคโปร์ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายในการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ (เป็นการฝึกร่วม/ผสมระดับพหุภาคีในการส่งเสริมด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพ และมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ของทุกปี) ซึ่งที่ผ่านมากองทัพสิงคโปร์ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการฝึกในไทยเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้เสนอร่างบันทึกความเข้าใจฯ (พ.ศ.2568-2573) มีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดเงื่อนไข ข้อกำหนด และคำแนะนำสำหรับกำลังพล รัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ในระหว่างการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ในไทย
สำหรับประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์จากสิงคโปร์ ทั้งในด้านการเมือง ด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจในอนาคต
แก้ไขความตกลง ‘มาร์ราเกช’ ห้ามสมาชิก WTO อุดหนุนประมง
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกช จัดตั้งองค์การการค้าโลก เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นการจัดทำกฎเกณฑ์ เพื่อห้ามสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงที่เป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล โดยการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 17 มิถุนายน 2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ที่มีมติรับรองพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 1A ของความตกลง WTO (Multilateral Agreements on Trade in Goods) พิธีสารดังกล่าว โดยความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ) โดยความตกลงฯ จะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น และจะบังคับใช้กับสมาชิกที่ให้การยอมรับหลังจากความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้วทันที ซึ่งปัจจุบันความตกลงฯ มีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม WTO และสมาชิกที่ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้วได้ผลักดันให้สมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการภายในเพื่อสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
“ความตกลงฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำ และประเทศไทยจะปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกโดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงฯ จะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความตกลงฯ ไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การกำจัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลงฯ เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
เพิ่มค่าจ้างสูงสุด 650 บาท/วัน ยกระดับแรงงานฝีมือ 4 สาขา
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ
โดยเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้
1. สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน
1. สาขาช่างเชื่อมมิก
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน
3. สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่าวไฟฟ้า (Off Grid System)
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน
4. สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม
- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน
ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ศธ.แก้ปมโรงเรียนไม่แจกวุฒิ-เด็กค้างค่าเทอมส่ง สลค.ใน 30 วัน
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้เด็กสามารถนำเอกสารไปรายงานตัวเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Drop Out เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชนตามที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้” ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน
ตั้ง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ อธิบดีสรรพากร
ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคล เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้ง Mr. Izmir Kamarudin ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย แทนรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฯ เดิม ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2571 ซึ่งเป็นการนับวาระต่อเนื่องตามกำหนดเดิม
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ)
2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสหกรณ์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ (นักวิชาการสหกรณ์ทรงคุณวุฒิ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. การเสนอชื่อผู้แทนประเทศไทยสมัครรับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบการเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ (Deputy Director General: DDG) และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (Assistance Director General: ADG) ของ WIPO
2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งหนังสือแจ้งชื่อผู้สมัคร (Letter of Nomination) ถึง WIPO ตามช่องทางที่ WIPO กำหนด เพื่อเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง DDG และ ADG ของ WIPO ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์
2. นายเสก นพไธสง ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
7. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ แต่งตั้ง นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
8. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งนางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
9. ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2570 เพื่อให้การบริหารราชการของกรมการขนส่งทางรางเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
10. การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
11. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงาน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายสถาพร ใจอารีย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทนนายรัตนะ สวามีชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
12. ผลการสรรหากรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจำนวน 1 คน ได้แก่ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ตามที่คณะกรรมการการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯ ได้คัดเลือกแล้ว เพื่อแต่งตั้งแทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายพินิตเมธ ทีฆธนานนท์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี)
2. นางจิดาภา สุนทรธนากุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
14. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายอริญชัย ซูสารอ
2. นายศาสตรา ศรีปาน
3. นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
15. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายบุญแก้ว สมวงศ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม2569 เพิ่มเติม