โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยเตรียมก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ โชว์วิสัยทัศน์ เวที2026 IMF-World Bank Group Spring Meetings

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.01 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยเตรียมก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ โชว์วิสัยทัศน์ “New Horizons” บนเวทีระดับนานาชาติ 2026 IMF-World Bank Group Spring Meetings มุ่งพลิกเศรษฐกิจประเทศสู่ความยั่งยืน

ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ กำลัง “ปรับกลยุทธ์” ให้สามารถ “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งในการประชุม IMF-World Bank Group Spring Meetings ที่จัดขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 13-18 เม.ย. 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ และบทบาทของไทยในเวทีเสวนา “Governor Talks: Thailand – Navigating Macroeconomic Stability and Growth in a Turbulent World” และเวทีเสวนาใหญ่ “The Debate on the Global Economy” ร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศโดยชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “New Horizons” ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน พร้อมประกาศจุดยืนเชิงรุกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

โลกยุคใหม่คือโอกาสของประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอคือการยกระดับ “Adaptive Capacity” หรือความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่น โดยรัฐบาลได้วางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเปิดรับเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกับภูมิภาค โดยเป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นประเทศที่สามารถสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ ๆ ได้จากภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาฐานการผลิตที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การลงทุนคือเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต

เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้ส่งสัญญาณการก้าวสู่โมเดล “Investment-Led Thailand” โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22-23% สู่ระดับ 30% ของ GDP ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า การลงทุนนี้จะมุ่งเน้นในสาขาที่สร้างผลกระทบสูงและสอดคล้องกับทิศทางอนาคต (Targeted and Future-Oriented) อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อุตสาหกรรมนวัตกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของประเทศจากการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว มาสู่การเติบโตที่สร้างประสิทธิภาพและผลิตภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน

พลังงานสะอาด ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ในมิติด้านพลังงานซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังรุกคืบสู่การเป็นเศรษฐกิจพลังงานสะอาด หรือ “Green Transformation” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานซึ่งสูงถึง 8-10% ของ GDP โดยการออกแบบระบบนิเวศพลังงานใหม่นี้ จะมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการผลิตสู่ระดับครัวเรือนผ่านระบบ Solar Rooftop และ Smart Grid ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภค เป็น “Prosumer” หรือผู้ผลิตพลังงานเองได้ การปรับโครงสร้างนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างความยืดหยุ่นและเป็นเกราะป้องกันระบบเศรษฐกิจของประเทศ จากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

มุ่งลงทุนกับคน โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้น เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของสังคมผู้สูงอายุและยกระดับผลิตภาพแรงงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่งการเติบโต ผ่านกระบวนการ Reskill และ Upskill ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อันจะทำให้แรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ ซึ่งการลงทุนใน “คน” ถือเป็นแกนกลางของการเสริมสร้างพลัง (Empowering People) ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง

ตั้งเป้าดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค

ปัจจุบันประเทศไทยได้ปักหมุดเป็น ‘Regional Investment Hub’ ที่สำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นฐานการกระจายความเสี่ยง และศูนย์กลางการผลิตใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ China+1 ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางนโยบายและทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค ทำให้ไทยได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ Data Center ซึ่งการเข้ามาของเงินลงทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ปรับโครงสร้างรัฐให้ยืดหยุ่น รองรับการเติบโต

เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับวิสัยทัศน์ข้างต้น ภาครัฐจึงได้ยกระดับสู่ การเป็น “Agile Government” ที่ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันสมัยและรวดเร็ว (Omnibus Law) เพื่อรองรับการลงทุนในรูปแบบใหม่ ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างระบบ PromptPay ที่ช่วยให้การสนับสนุนจากรัฐเข้าถึงประชาชนได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส นับเป็นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ผนึกอาเซียน เดินหน้าผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมุ่งมั่นผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็น “Digital Economy Blocs” ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นภายในอาเซียนนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ภูมิภาคของเรามีอำนาจต่อรองและมีความยืดหยุ่นสูงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจระดับมหภาค

ก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ในบทบาทเจ้าภาพการประชุม2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings

บทสรุปของยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้รวบรวมจากความโดดเด่นด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย และจะถูกถ่ายทอดเป็นแนวคิดในฐานะประเทศเจ้าภาพของประเทศไทย ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศความสำเร็จในการปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ และแสดงศักยภาพในฐานะประเทศผู้นำเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง และมี “ความยืดหยุ่น” เป็นรากฐานในการก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...