โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"รศ.หริรักษ์" ถอดรหัสเกมส้ม เขย่าแซะองคมนตรี เป้าใหญ่ปลุกมวลชนกดดัน ลุยรื้อแก้รธน.ปฏิรูปสถาบันฯ

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

"รศ.หริรักษ์" ถอดรหัสเกมส้ม เขย่าแซะองคมนตรี เป้าใหญ่ปลุกมวลชนกดดัน ลุยรื้อแก้รธน.ปฏิรูปสถาบันฯ

28 พ.ค. 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความว่า คนจำนวนมากมีคำถามในใจว่า พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวผิดพลาดหรือไม่ เพราะอะไรจึงออกแถลงการณ์โจมตีรัฐบาลว่ากระทำการอันมิบังควรเมื่อมีข่าวว่า องคมนตรีถึง 9 ท่านเข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะเกิดขึ้นจากภัยแล้ง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าร่วมประชุมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเด็นที่โจมตีก็คือ การที่องคมนตรีเข้าร่วมประชุมดังกล่าว เป็นการขัดต่อหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะองคมนตรีคือผู้แทนของพระมหากษัตริย์ การเข้าร่วมประชุมเช่นนี้ ทำให้อาจมีการสั่งการโดยองคมนตรีต่อรัฐบาลได้ ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล ซึ่งแทบไม่เคยมีการจัดประชุมในทำนองนี้มาก่อน จากนั้นก็มีคนมากมายพร้อมใจกันงัดหลักฐานมาให้ดูกันว่า การประชุมแบบนี้ทำมาแล้วทุกๆปีร่วม 10 ปี ไม่ใช่ไม่เคยทำมาก่อน แตกต่างกันตรงที่การประชุมแต่ละครั้งมีจำนวนองคมนตรีเข้าร่วมประชุมไม่เท่ากัน และยังเป็นการร่วมประชุมเพื่อสังเกตุการณ์เท่านั้น ไม่มีการสั่งการต่อรัฐบาลแต่อย่างใด อีกทั้งการประชุมก็เป็นเรื่องการเตรียมการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง มิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใดเลย ถามว่า การร่วมประชุมขององคมนตรี ขัดกับหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ คำตอบคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้มีกฎตายตัวเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง หลักการที่คุณณัฐพงษ์อ้างจึงไม่ใช่หลักสากล แต่เป็นหลักที่ผู้นำจิต วิญญานพรรคส้มต้องการให้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ “พระมหากษัตริย์ต้องไม่มีบทบาทอะไรเลยในสังคม” คงเป็นเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิจึงออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อตอบโต้ว่า ทราบดีว่า การประชุมแบบนี้มีมานานแล้ว เริ่มในยุคคสช แต่แม้เคยทำมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะการตัดสินใจของที่ประชุมต้องมีรับผิดรับชอบ หากเกิดความผิดพลาด ใครจะเป็นผู้รับผิด พรรคประชาชนต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความมั่นคงสถาพร แต่รัฐบาลกำลังห้อยโหนฟ้าลงมาต่ำ ในจังหวะนี้ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ก็ออกมาโพสต์ Face Book เสนอให้ยกเลิกองคมนตรีไปเลย และวิจารณ์ว่า ประเทศไทยอยู่ภายใต้กลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูล ที่มีอำนาจและอิทธิพลที่จะให้ประเทศเดินไปทางไหนก็ได้ที่ตัวต้องการ จึงหวังว่า วันหนึ่งจะมีมติมหาชนให้คนกลุ่มนี้หมดอำนาจและบทบาทไปจากประเทศไทย สอดรับกับอ.ปิยบุตร คุณณัฐพงษ์ ออกมาแสดงวาทกรรม เรียกการปกครองประเทศในปัจจุบันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งกำลังกินรวบประเทศ แต่ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเป็นเพียง agent ของระบอบสีนำ้เงินเท่านั้น และยังโจมตีสว.สีน้ำเงินว่า ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ร้อนถึงสว.89 คนต้องออกมาแถลงตอบโต้ เรียกร้องให้คุณณัฐพงษ์ออกมาขอโทษ มิเช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายคำถามที่ถามกันอย่างเซ็งแซ่คือ ระบอบสีน้ำเงินที่คุณณัฐพงษ์กล่าวหมายถึงอะไร แต่ความจริง แม้จะค่อนข้างคลุมเครือ ทุกคนก็มองออกว่า คุณณัฐพงษ์หมายถึงอะไร ซึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มคนไม่กี่ครอบครัวของอ.ปิยบุตรนั่นแหละ แต่เพราะอะไรที่ออกมาประสานเสียงกันอย่างกลมกลืนหลังจากที่หยุดเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไปนาน คำตอบน่าจะเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยชิงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาก่อนพรรคอื่นๆไปเรียบร้อยแล้ว กระแสของการแก้รัฐธรรมนูญจึงกลับมาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่า ตกลงเป็นการยื่นขอแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันแน่ จึงขอทบทวนอีกครั้งว่า การจัดให้มีการลงประชามติไปแล้วนั้น เป็นการถามประชาชนว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลการลงประชามติคือ มากกว่า 21 ล้านเสียง เห็นชอบที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยส.ส.ร. จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑๕ มาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญเสียก่อน เพราะมาตรา ๒๕๖ เดิมไม่เปิดโอกาสให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ เข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน เนื้อหาที่แก้ไขจะประกอบด้วยการเปิดทางให้มีส.ส.ร.ได้ และวิธีการได้มาของส.ส.ร. ซึ่งร่างแรกที่ยื่นเข้ารัฐสภาก็คือร่างของพรรคภูมิใจไทย ร่างของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคประชาชนกำลังตามมา อย่างไรก็ดี มาตรา ๒๕๖ บัญญัติว่าการแก้ไขหมวด ๑๕ ต้องผ่านการออกเสียงประชามติเสียก่อน ดังนั้นหลังจากที่ร่างผ่านรัฐสภาก็จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบเสียก่อนซึ่งเป็นการออกเสียงประชามติเป็นครั้งที่ 2 และเมื่อส.ส.ร.จัดทำร่างเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะต้องนำไปให้ออกเสียงประชามติอีก เป็นครั้งที่ 3 การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนในเรื่องนี้ในช่วงนี้ จึงน่าจะเป็นการปลุกกระแสการแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งแผ่วไปนานให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง จังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นเวลาที่มีข่าวอย่างครึกโครมว่า องคมนตรีถึง 8 ท่านเข้าร่วมประชุมดังกล่าว พอดีกับเวลาที่พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ เข้ารับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ความหวังของกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือ สามารถปลุกกระแสการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับมาคึกคักเข้มขัน จนเกิดเป็นแรงกดดันได้อีกครั้ง กลับมาที่การร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า การได้มาของส.ส.ร. ไม่อาจมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจึงมี 2 ร่าง ร่างหนึ่งใช้วิธีลักไก่ โดยกำหนดวิธีให้มีส.ส.ร. 150 คน และให้การได้มาของส.ส.ร.ทั้ง 150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากนั้นใช้วิธีเลี่ยงด้วยการให้นำรายชื่อทั้ง 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งเข้ารับการเห็นชอบจากรัฐสภาทั้ง 150 คนอีกร่างมีเนื้อหาเหมือนกันทั้งหมดยกเว้นการได้มาของส.ส.ร.ให้มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ที่พรรคประชาชนทำเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า หากใช้วิธีเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน คนที่พรรคประชาชนสนับสนุนจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.ร. และสามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแบบที่พรรคประชาชนต้องการได้ อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากมีการเปลี่ยนแปลงพระราชสถานะและพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ พรรคประชาชนรู้ดีว่า ยากที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาได้ ดังนั้นมีวิธีเดียวที่จะทำได้คิอ ปลุกให้มีแรงกดดันจากประชาชน และจะอ้างว่า มติมหาชนต้องการให้เป็นเช่นนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เราจึงต้องจับตาดูให้ดีตลอดเส้นทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความจริงหากยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคก้าวไกล การเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี ถือเป็นความพยายามที่จะลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สอดรับกับคำวิจารณ์ของหัวหน้าพรรคประชาชน อาจเข้าข่ายเป็นความพยายามเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำเป็นขบวนการ ต่อไปจะมีคนไปร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้พิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้หยุดการกระทำเช่นนี้หรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า จากนี้ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาบ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...