โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท

THE STANDARD

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • thestandard.co
มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดการเงินทั่วโลกต่างเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ขณะที่มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation ไปสู่ภาวะ Reflation

ประเด็นสำคัญ

  • มองต่างตลาด คาด Fed และ กนง. ‘คงดอกเบี้ย’
  • ไม่ใช่ภาวะ Behind the Curve เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2022
  • คาดเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น เตรียมกลับมาแข็งค่าแตะ 32 บาทปลายปี

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบจากสงครามได้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Bond Market) มีปฏิกิริยา (Reaction) ที่รุนแรงกว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) สาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดเกิดการประเมินราคาใหม่ (Reprice) เนื่องจากมองว่าสงครามอาจจะไม่จบลงง่ายๆ ภายใน 1-2 เดือนตามที่เคยคาดไว้

ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ต่างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation คือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจแย่ ไปสู่ภาวะ Reflation หรือเงินเฟ้อมาและเศรษฐกิจยังดี

ความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (Behind the curve) จึงเกิดแรงเทขายพันธบัตร (Sell-off) ดันให้บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

มองต่างตลาด คาด Fed และ กนง. ‘คงดอกเบี้ย’

ปัจจุบัน ตลาดให้โอกาสสูงถึง 80% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีโอกาส 70% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินต่างจากมุมมองของตลาด โดยวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Fundamental) ว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แม้ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งทะลุระดับ 5% ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า แต่หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การบริโภคและการจ้างงาน จะพบว่ายังคงมีความอ่อนแอซ่อนอยู่ การที่ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการโยกย้ายเม็ดเงิน (Rotation) จากตลาดพันธบัตรที่ถูกเทขายไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงเดินหน้าทำ New High อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การมองปัจจัยพื้นฐานอาจถูกบิดเบือนไปบ้าง

ทางด้านประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) แม้จะออกมาให้ความเห็นว่าโอกาสการขึ้นและลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 50-50 แต่เชื่อว่านั่นเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หากประเมินในเชิงลึก วอร์ชให้ความสำคัญกับมาตรวัดเงินเฟ้อแบบ Trimmed Mean Inflation ที่ตัดความผันผวนจากราคาพลังงานออกไป ซึ่งสะท้อนว่าในระยะถัดไป หากสงครามเริ่มคลี่คลาย Fed ก็อาจมีโอกาสกลับมาปรับลดดอกเบี้ย (Dovish) ได้ในปีหน้า

สอดคล้องกับฝั่ง กนง. ของไทย ที่คาดว่าจะเลือกมองข้ามปัจจัยเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นชั่วคราวนี้ไปก่อน ตราบใดที่สงครามไม่ยืดเยื้อเกินกว่ากรณีฐาน (Baseline) โดยคาดว่า กนง. จะเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อมุ่งเน้นการดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) และการบริโภคเป็นหลัก

ไม่ใช่ภาวะ Behind the Curve เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2022

หลายคนมักนำสถานการณ์ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ในปี 2022 ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่คุณวชิรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ได้แก่

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า: ปัจจุบันคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 โตเพียง 2% (ซึ่งมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยพยุงด้วย) เทียบกับปี 2022 ที่เติบโตได้ 2.6%
  • เงินเฟ้อต่ำกว่า: ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อปัจจุบันแม้จะสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2022 ที่พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 6%
  • ปัญหา Supply Chain น้อยลง: ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ใหม่ๆ
  • ภาวะการเงินตึงตัวอยู่แล้ว: ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหมือนในอดีต ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงสำคัญคือ หากสงครามยืดเยื้อข้ามไปถึงไตรมาส 3 และราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานยืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องยาวนาน เงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราวอาจกลายเป็นความยืดเยื้อ ซึ่งจุดนั้นอาจต้องนำโมเดลการประเมินดอกเบี้ยมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

คาดเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น เตรียมกลับมาแข็งค่าแตะ 32 บาทปลายปี

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ในระยะสั้นมีโอกาส อ่อนค่า ลงได้อีก ตราบใดที่สงครามยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) วิ่งตามทิศทางราคาน้ำมันในระดับที่สูงมาก แซงหน้าความสัมพันธ์ที่มีกับราคาทองคำไปแล้ว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพง

แต่ในทางกลับกัน หากมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปี ค่าเงินบาทจะกลับเข้าสู่เทรนด์ แข็งค่า ได้ สาเหตุมาจากความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลง ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงมาอยู่แถว 80 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้

นอกจากนี้ หากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงตามคาด จะส่งผลบวกให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (Inverse Correlation) ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน โดย SCB ให้กรอบเป้าหมายค่าเงินบาทในช่วงปลายปีอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 31.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าจากปัจจุบัน แต่คงไม่กลับไปแข็งค่าเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อย่างแน่นอน

ภาพ:Kenishirotie / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...