โรค PCOS เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PMOS หวังช่วยผู้หญิงทั่วโลกได้มากขึ้น
โรค PCOS เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PMOS หวังช่วยผู้หญิงทั่วโลกเข้าถึงการวินิจฉัย-การรักษามากขึ้น ชี้ผู้หญิง 70% ไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ ภาวะความผิดปกติที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์และเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานในผู้หญิง ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ“กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ” หรือ PCOS กำลังได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่ หลังผู้เชี่ยวชาญมองว่า ชื่อเดิมไม่สะท้อนลักษณะของโรคอย่างแท้จริง และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างเหมาะสม
เดิมโรคนี้มีชื่อเต็มว่า Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) ซึ่งสื่อถึงภาวะถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคดังกล่าวมีอาการและผลกระทบมากกว่านั้น ทั้งประจำเดือนผิดปกติ ภาวะมีบุตรยาก ผมร่วงแบบผู้ชาย เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด
ข้อมูลของ WHO ระบุว่า ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลกราว 10-13% ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้แต่กว่า 70% ไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคดังกล่าว
เฮเลนา ทีด แพทย์ต่อมไร้ท่อและศาสตราจารย์ด้านสุขภาพสตรีแห่ง มหาวิทยาลัยโมแนช ซึ่งเป็นผู้นำกระบวนการเปลี่ยนชื่อโรค กล่าวว่า ตลอดเวลากว่า 25 ปีในการทำงาน เธอต้องคอยแก้ความเข้าใจผิดของผู้คนที่คิดว่าโรคนี้เกี่ยวข้องเพียงแค่ “ซีสต์ในรังไข่” ทั้งที่จริงแล้วโรคดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายอย่างกว้างขวาง
ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรคอย่างเป็นทางการเป็น “Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome” หรือPMOS เพื่อสะท้อนลักษณะของโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เป้าหมายสำคัญของชื่อใหม่ คือการทำให้สังคมและบุคลากรทางการแพทย์ตระหนักว่า โรคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่ถุงน้ำในรังไข่ แต่ยังเป็นความผิดปกติของระบบฮอร์โมนและระบบเผาผลาญของร่างกาย
อัลลา แวช-มาร์จิตา รองศาสตราจารย์ด้านสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา และเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่ง มหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่าชื่อเดิมทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะหลายคนคิดว่าผู้ป่วยมี “ซีสต์ขนาดใหญ่” ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
ด้าน แอนเดรีย ดูไนฟ์ จาก Icahn School of Medicine at Mount Sinai อธิบายว่า ในอดีตโรคนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความผิดปกติด้านระบบสืบพันธุ์ เนื่องจากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประจำเดือนผิดปกติและมีปัญหาการตั้งครรภ์
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 นักวิจัยค้นพบว่า โรคนี้ยังเกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในที่สุด
นอกจากนี้ งานวิจัยในช่วงหลังยังพบว่า PMOS มีความเกี่ยวข้องกับโรคตับ โรคหัวใจ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล รวมถึงปัญหาด้านภาพลักษณ์ของร่างกาย**
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คำว่า“polyendocrine” ในชื่อใหม่สะท้อนว่าโรคนี้เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อหรือระบบฮอร์โมน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายส่วนของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะรังไข่เพียงอย่างเดียว
กระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคใช้เวลานานถึง 14 ปี และเกิดจากความร่วมมือขององค์กรผู้ป่วยและองค์กรวิชาชีพกว่า 56 แห่งทั่วโลก
ราเชล มอร์แมน กล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคม และทำให้โรคนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังในฐานะโรคเรื้อรังที่ซับซ้อน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า ชื่อใหม่อาจยังไม่ครอบคลุมลักษณะของโรคทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลทางพันธุกรรมชี้ว่าแม้แต่ผู้ที่ไม่มีรังไข่ก็อาจได้รับผลกระทบด้านระบบเผาผลาญจากภาวะนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเชื่อว่า การเปลี่ยนชื่อจะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น เปิดทางสู่แนวทางการรักษาใหม่ ๆ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองด้านประกันสุขภาพและงบประมาณวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพสตรี
คริสตินา บูตส์ จาก Feinberg School of Medicine กล่าวว่า สุขภาพของผู้หญิงยังคงได้รับงบประมาณสนับสนุนต่ำกว่าที่ควร การตระหนักว่า PMOS เกี่ยวข้องทั้งระบบสืบพันธุ์ สุขภาพจิต และระบบเผาผลาญ อาจช่วยเพิ่มการศึกษาและการรักษาในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนผิดปกติควรเข้ารับการตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี หรือมีรอบเดือนยาวเกิน 40 วัน เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางฮอร์โมน
แพทย์สามารถตรวจระดับฮอร์โมนเพื่อหาภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ขนดก หรือผมร่วง
ปัจจุบัน แนวทางรักษาส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุ โดยแพทย์มักแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นรับประทานอาหารสมดุล ออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก ซึ่งพบว่าช่วยบรรเทาอาการได้
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ยารักษาอาการด้านระบบเผาผลาญ ยาคุมกำเนิดเพื่อปรับรอบเดือน รวมถึงการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อกระตุ้นการตกไข่ในผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การรักษา PMOS อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากแพทย์หลายสาขา เพื่อมองผู้ป่วยแบบองค์รวม และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
ที่มา CNN
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรค PCOS เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PMOS หวังช่วยผู้หญิงทั่วโลกได้มากขึ้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th