‘ศิริกัญญา’ ชี้เครื่องมือสุดท้าย ตั้ง กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน ปกปิดรายละเอียด
“ศิริกัญญา” จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซัดรัฐบาลถังแตก ลักไก่ตีเช็กเปล่า แถมยัดไส้งบฉกงบจ่ายบัตรคนจน ข้ามหัวประชาชน-สภา ท้าทายเดินหน้ากู้ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ยกช่วงโควิดเสี่ยงทุจริตยังตั้ง กมธ.รื้อตรวจสอบทุกบาท ทุกสตางค์ โอดถ้ารัฐบาลเปิดรายละเอียดตั้งแต่ต้น สภาคงไม่ต้องตั้ง “กรรมาธิการ” ที่เป็นเครื่องมือสุดท้ายแล้ว
4 มิถุนายน 2569 - เวลา 15.47 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ โดยขอเสียงเพื่อน สส. และได้ย้ำเหตุผลว่าทำไมต้องตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ก้อนนี้ รัฐบาลพยายามข้ามการตรวจสอบของสภาถึง 2 ครั้ง คือครั้งแล้วและครั้งเล่า ครั้งแรกคือการเลือกใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนที่จะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพราะเริ่มชินชาว่าเมื่อไหร่ที่ต้องการจะกู้ก็ออก พ.ร.ก. แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลทำไม่ได้ ซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นว่าหากจะกู้ รัฐบาลกู้เองไม่ได้ ต้องขอสภาก่อน ถือเป็นหลักการปกติ
ดังนั้น อำนาจในการออก พ.ร.ก.เป็นของสภา ไม่ใช่รัฐบาล และควรใช้สภามีอำนาจในการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแบบเต็มเสกล แต่ครั้งนี้ก็พอจะให้อภัยได้ เพราะรอบนี้เห็นถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และที่สำคัญคือปัญหารัฐบาลถังแตก เงินหมดคลัง ไม่มีเงินที่ไหนจะมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่พอเห็นอกเห็นใจก็เจอว่ารัฐบาลใช้ช่อง พ.ร.ก. ที่ไม่ต้องใส่รายละเอียดในการลักไก่ขอวงเงินมาก่อน เรียกว่าตีเช็กเปล่า จะใช้เงินอย่างไรเอาไว้หลังสุด จะใช้หนี้อย่างไรก็ยังไม่พูดถึง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ครั้งที่สองคือ รัฐบาลพยายามข้ามหัวประชาชนโดยการสอดไส้และยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมากู้ด่วน ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มีใครจะคัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทุกคนอยากเห็นประเทศมุ่งใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น แต่โดยธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องดำเนินงานต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถใช้เงิน 2 แสนล้านให้หมดภายในปีครึ่ง แล้วบันดาล เสกการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ทันที
ทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถตอบคำถามได้เลยว่าเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานคืออะไรกันแน่ อยากลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือเท่าไหร่ และแบ่งเป็นพลังงานสะอาดประเภทใดบ้าง ลำพังแค่ติดโซลารูฟท็อปให้ส่วนราชการ หรือซื้อรถยนต์อีวีอย่างเดียวจะลดได้เท่าไหร่ รัฐบาลตอบไม่ได้แม้แต่เชิญมาใน กมธ.ก็ยังตอบไม่ได้ แล้วจะไม่ให้บอกว่าตีเช็กเปล่าได้อย่างไร
เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงตอนเงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่กู้ 2 พ.ร.ก. เม็ดเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท วันนั้นมีการทำแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ งบส่วนใหญ่ตอนนั้นก็เอาไปทำโครงการคนละครึ่ง แต่ก็มีอีกหลายแสนล้านที่เอาไปทำเบี้ยหัวแตกให้ส่วนราชการส่งโครงการเข้ามา แล้วมีคณะกรรมาการขึ้นมากลั่นกรองว่าจะได้รับเงินอุดหนุนหรือไม่
ถ้าไปอ่านรายงานประเมินผลโครงการแผนงานฟื้นฟูเงินกู้เศรษฐกิจที่ทำโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ จะเห็นว่าดูดี สวยหรู แต่ถ้าไปดูอีกสำนักหนึ่งที่ตรวจสอบเหมือนกันคือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เจอว่าหลายโครงการไม่เป็นไปตามกฎหมาย เสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน จัดซื้อจัดจ้างแบบแปลกประหลาด จึงกังวลว่าอีก 2 แสนล้านบาทหลังจะซ้ำร้อยเดิมแผนงานฟื้นฟูช่วงโควิดหรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องที่รัฐบาลข้ามหัวสภาอีกคือการเดินหน้ากู้ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ทั้งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องไปแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ พ.ร.ก.เงินกู้ก็ยังไม่เข้าสู่สภา ซึ่งเป็นไปตามกลไกมาตรา 173 ที่เอาไว้ปกป้องเสียงข้างน้อยในสภา ถ้ารัฐบาลคุมเสียงข้างมากได้ ออกเป็น พ.ร.บ.ยังได้ เอาเข้ามาในสภาพอเป็นพิธีก็สามารถที่จะลากให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยเสียงข้างมากอยู่แล้ว สุดท้ายก็มีคำถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลจะทำอย่างไรกับเงินกู้ที่กู้ไปแล้ว
น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในระหว่างที่เรากำลังถกเถียงว่าญัตตินี้ด่วนหรือไม่ รัฐบาลได้ยัดไส้โครงการที่ไม่ใช้เงินกู้ ทำแบบเนียนๆ ด้วยการทยอยอนุมัติโครงการออกมา มูลค่า 176,000 ล้านบาท ตนได้นั่งคำนวณ ได้ตัวเลขที่ไม่ตรงกับรัฐบาล เมื่อไปดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พบว่ามีการสอดไส้โครงการที่ปกติต้องใช้งบประมาณปี 2569 แต่เอามาใช้ในเงินกู้แทน คืองบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐ ที่จ่ายสวัสดิการให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามปกติ แต่พอดีช็อต เงินหมดก่อนที่จะหมดปีงบประมาณ ซึ่งต้องจ่ายอีก 4 เดือน เลยเอาไปยัดไส้ในเงินกู้ ทั้งที่เงินกู้ต้องใช้สำหรับเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤต
ดังนั้น เป็นการลักไก่ สอดไส้กันสุดๆไปเลย จึงขอเลยว่าใครที่จะนั่งเป็นตัวแทนใน กมธ.วิสามัญชุดนี้ กรุณาเอาโครงการนี้เข้าเป็นโครงการแรกๆ ในการพิจารณา ไม่เช่นนั้น เราจะต้องพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณไปทำไม ถ้าสุดท้ายแล้ว รัฐบาลอยากกู้ก็กู้ แล้วก็เอากลับมาใช้กับโครงการที่อยู่ในงบประมาณปกติ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเยียวยาว่าที่อนุมัติไปแล้วตรงเป้า เพราะเป็นการเยียวยาที่ประหลาด ถ้าอยากช่วยเหลือค่าครองชีพจริง ทำไมต้องให้ประชาชนออกเงินอีก40 % ทำไมต้องมีเงื่อนไขเยอะ ต้องไปซื้อของในร้านที่ร่วมโครงการเท่านั้น จ่ายค่าไฟก็ไม่ได้ เติมน้ำมันก็ไม่ได้
ถ้ารัฐบาลทำทุกอย่างตามปกติวิสัย เร่งด่วนก็กู้เท่าที่จำเป็น ถ้าเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีวันที่เราต้องมาตั้งญัตติแบบนี้ รัฐบาลเลือกเดินตรงข้ามทุกขั้นตอน สภาจึงเหลือเครื่องมือสำคัญเพียงอย่างเดียวคือตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องนำไปใช้หนี้ในอนาคต