“ธนาคารกลางอินเดีย” ตรึงดอกเบี้ยที่ 5.25% แม้รูปีอ่อนค่าหนัก
"ธนาคารกลางอินเดีย" มีมติตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25% ตามคาด แม้รูปีอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.39 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India: RBI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Repo Rate) ไว้ที่ระดับ 5.25% ในการประชุมวันศุกร์ (5 มิ.ย.) โดยเลือกที่จะมองข้ามแรงกดดันจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลง และมุ่งประเมินผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจของประเทศ
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ทั้ง 6 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากธนาคารกลาง 3 คน และกรรมการอิสระอีก 3 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ย พร้อมรักษาจุดยืนนโยบายการเงินในระดับ "เป็นกลาง" (Neutral)
นายซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย กล่าวว่า สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มีความท้าทายมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
แม้ RBI คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน (Underlying Inflation) ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ตามธนาคารกลางจะติดตามผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างใกล้ชิด
นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดอินเดียในระดับสูง ได้กดดันให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงเกือบ 5% และแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกร้องให้ RBI ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยพยุงค่าเงินและลดแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก
ขณะที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องค่าเงินของตน โดยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนเกาหลีใต้แม้ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็ส่งสัญญาณว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตาม RBI ยังมีพื้นที่ในการคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของอินเดียยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย และคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางตลอดปีงบประมาณปัจจุบัน
อินเดียกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 4% โดยมีกรอบความผันผวนอยู่ระหว่าง 2-6% ในด้านเศรษฐกิจ ภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยตัวชี้วัดเศรษฐกิจระยะสั้นหลายรายการ เช่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ยังคงสะท้อนการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงสะท้อนว่า RBI ยังคงให้น้ำหนักกับการรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการติดตามความเสี่ยงจากราคาพลังงานและสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
อ้างอิง : reuters.com