กรมควบคุมโรค เปิดไทม์ไลน์-มาตรการคุมเข้ม ‘อีโบลา’
กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์อีโบลา เปิดไทม์ไลน์การระบาด พร้อมยกระดับมาตรการคุมเข้ม คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด
แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์โรม บัวทอง รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาหลังเกิดการระบาดในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และสาธารณรัฐยูกันดา
แพทย์หญิงจุไร กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบการระบาดในทวีปแอฟริกามาเป็นระยะตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยล่าสุดในปี 2569 องค์การอนามัยโลก รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บันดิบูเกียว ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่แต่เป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย ทั้งนี้ขอเน้นย้ำว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยทั้งรายสงสัยและรายยืนยัน
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรง กลุ่มไข้เลือดออกจากไวรัส (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Filoviridae พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ที่ผ่านมาการระบาดยังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี ค้างคาวผลไม้ เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยค่าความสามารถในการแพร่กระจายของโรคอยู่ที่ค่าเฉลี่ยรวมประมาณ 1.95 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการรักษาและการควบคุมโรคในแต่ละพื้นที่ หากค่าสูงเกิน 1 มีโอกาสระบาดได้ แต่ถือว่ายังแพร่ได้ไม่รวดเร็ว
เชื้อไวรัสอีโบลามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มี 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์แซอีร์ มีวัคซีน และยารักษาแล้ว ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในขณะนี้ รวมถึงสายพันธุ์อื่น ยังไม่มีวัคซีนและยารักษา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-9 เดือนในการพัฒนา จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศทั่วโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด ของผู้ติดเชื้อ ไม่แพร่ผ่านการไอ จาม หรือฝอยละอองเหมือนโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่ จึงทำให้การแพร่กระจายเกิดได้ช้ากว่า โดยระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2 - 21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย ในกรณีรุนแรงอาจจะมีเลือดออกผิดปกติ อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-80%
จากสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 และยืนยันว่ายังไม่ถึงขั้นแพร่กระจายไปทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีการยกระดับการเฝ้าระวัง และทุกหน่วยงานได้มีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ประเทศที่มีการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาขณะนี้เป็นเขตติดโรค เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นพื้นที่ติดโรค มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2569
มาตรการหลักประกอบด้วย การคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวดจากทั้ง 2 ประเทศ การเฝ้าระวังในสนามบิน ด่านชายแดน และสถานพยาบาลทั่วประเทศ พร้อมจัดทีมสอบสวนควบคุมโรคที่สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้ทันที รวมถึงมีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ
ส่วนแนวทางเฝ้าระวังและสอบสวนโรค จะพิจารณาจากอาการเบื้องต้น เช่น มีไข้สูง และมีประวัติเสี่ยง เช่น อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ภายใน 21 วัน ซึ่งขณะนี้มี 2 ประเทศหลัก แต่หากพบการระบาดในประเทศอื่นเพิ่มเติม จะมีการขยายรายชื่อพื้นที่เสี่ยงทันที ผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้สียชีวิตที่สงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลา รวมถึงมีการสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว หนู ลิง และสัตว์ป่าเท้ากีบจากพื้นที่ระบาด จะถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ด้าน นายแพทย์โรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้เดินทางทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สอบถามอาการป่วยและข้อมูลอื่น ๆ ของผู้เดินทาง เช่น ที่อยู่ อีเมล เบอร์ติดต่อ เพื่อใช้ในการติดตามอาการจนครบ 21 วัน
ทั้งนี้ ตั้งแต่สนามบินต้นทาง ผู้โดยสารจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพและประเมินความเสี่ยง หากพบว่ามีอาการป่วยหรือเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง จะไม่สามารถเดินทางได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้เดินทางจากทั้ง 2 ประเทศ ลงทะเบียนข้อมูลสุขภาพและประวัติการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงสายการบินจะต้องส่งรายชื่อผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบก่อนเดินทางถึงประเทศ และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย จะมีเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบทันที
สำหรับมาตรการเมื่อเดินทางเข้าประเทศ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
1. คุมไว้สังเกต สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้การติดตามของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งจะติดตามอาการและวัดไข้ทุกวันเป็นเวลา 21 วัน หากพบอาการผิดปกติเจ้าพนักงานควบคุมโรคจะส่งแยกกักที่โรงพยาบาลตามกฎหมาย และตรวจหาเชื้ออีโบลาทันที
2. กักกัน สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยหรือมีความเสี่ยงสูง จะส่งไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร หากครบ 21 วันแล้ว ไม่มีอาการป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากมีอาการป่วยจะมีการส่งวินิจฉัยเพิ่มเติม
3.แยกกัก สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ามีอาการเข้าข่ายตั้งแต่แรก
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- คุมเข้ม 'อีโบลา' ยกระดับคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง 'คองโก-ยูกันดา'
- ราชกิจจา แพร่ประกาศ คองโก-ยูกันดา เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายจากอีโบลา
- คองโก อ่วม! ยอดดับ 'อีโบลา' ระบาด พุ่ง 131 ราย WHO หวั่นลุกลามเร็ว
ติดตามเราได้ที่