โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมควบคุมโรค เปิดไทม์ไลน์-มาตรการคุมเข้ม ‘อีโบลา’

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์อีโบลา เปิดไทม์ไลน์การระบาด พร้อมยกระดับมาตรการคุมเข้ม คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด

แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์โรม บัวทอง รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาหลังเกิดการระบาดในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และสาธารณรัฐยูกันดา

อีโบลา

แพทย์หญิงจุไร กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบการระบาดในทวีปแอฟริกามาเป็นระยะตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยล่าสุดในปี 2569 องค์การอนามัยโลก รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บันดิบูเกียว ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่แต่เป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย ทั้งนี้ขอเน้นย้ำว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยทั้งรายสงสัยและรายยืนยัน

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรง กลุ่มไข้เลือดออกจากไวรัส (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Filoviridae พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ที่ผ่านมาการระบาดยังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้

ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี ค้างคาวผลไม้ เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยค่าความสามารถในการแพร่กระจายของโรคอยู่ที่ค่าเฉลี่ยรวมประมาณ 1.95 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการรักษาและการควบคุมโรคในแต่ละพื้นที่ หากค่าสูงเกิน 1 มีโอกาสระบาดได้ แต่ถือว่ายังแพร่ได้ไม่รวดเร็ว

เชื้อไวรัสอีโบลามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มี 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์แซอีร์ มีวัคซีน และยารักษาแล้ว ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในขณะนี้ รวมถึงสายพันธุ์อื่น ยังไม่มีวัคซีนและยารักษา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-9 เดือนในการพัฒนา จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศทั่วโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด ของผู้ติดเชื้อ ไม่แพร่ผ่านการไอ จาม หรือฝอยละอองเหมือนโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่ จึงทำให้การแพร่กระจายเกิดได้ช้ากว่า โดยระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2 - 21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย ในกรณีรุนแรงอาจจะมีเลือดออกผิดปกติ อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-80%

จากสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 และยืนยันว่ายังไม่ถึงขั้นแพร่กระจายไปทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีการยกระดับการเฝ้าระวัง และทุกหน่วยงานได้มีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ประเทศที่มีการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาขณะนี้เป็นเขตติดโรค เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นพื้นที่ติดโรค มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2569

มาตรการหลักประกอบด้วย การคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวดจากทั้ง 2 ประเทศ การเฝ้าระวังในสนามบิน ด่านชายแดน และสถานพยาบาลทั่วประเทศ พร้อมจัดทีมสอบสวนควบคุมโรคที่สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้ทันที รวมถึงมีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ

ส่วนแนวทางเฝ้าระวังและสอบสวนโรค จะพิจารณาจากอาการเบื้องต้น เช่น มีไข้สูง และมีประวัติเสี่ยง เช่น อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ภายใน 21 วัน ซึ่งขณะนี้มี 2 ประเทศหลัก แต่หากพบการระบาดในประเทศอื่นเพิ่มเติม จะมีการขยายรายชื่อพื้นที่เสี่ยงทันที ผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้สียชีวิตที่สงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลา รวมถึงมีการสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว หนู ลิง และสัตว์ป่าเท้ากีบจากพื้นที่ระบาด จะถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

ด้าน นายแพทย์โรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้เดินทางทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สอบถามอาการป่วยและข้อมูลอื่น ๆ ของผู้เดินทาง เช่น ที่อยู่ อีเมล เบอร์ติดต่อ เพื่อใช้ในการติดตามอาการจนครบ 21 วัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่สนามบินต้นทาง ผู้โดยสารจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพและประเมินความเสี่ยง หากพบว่ามีอาการป่วยหรือเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง จะไม่สามารถเดินทางได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้เดินทางจากทั้ง 2 ประเทศ ลงทะเบียนข้อมูลสุขภาพและประวัติการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงสายการบินจะต้องส่งรายชื่อผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบก่อนเดินทางถึงประเทศ และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย จะมีเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบทันที

สำหรับมาตรการเมื่อเดินทางเข้าประเทศ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

1. คุมไว้สังเกต สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้การติดตามของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งจะติดตามอาการและวัดไข้ทุกวันเป็นเวลา 21 วัน หากพบอาการผิดปกติเจ้าพนักงานควบคุมโรคจะส่งแยกกักที่โรงพยาบาลตามกฎหมาย และตรวจหาเชื้ออีโบลาทันที

2. กักกัน สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยหรือมีความเสี่ยงสูง จะส่งไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร หากครบ 21 วันแล้ว ไม่มีอาการป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากมีอาการป่วยจะมีการส่งวินิจฉัยเพิ่มเติม

3.แยกกัก สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ามีอาการเข้าข่ายตั้งแต่แรก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...