โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีฝรั่งเศส ดึงลงทุน-ปั้นท่องเที่ยว-หาแหล่งพลังงานใหม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 2.17 น. • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอ นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส หารือ “มาครง – ผอ.ยูเนสโก” ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย เปลี่ยนประเทศสู่ Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์ “ผอ.IEA” เปิดทางหาแหล่งน้ำมันใหม่ พร้อมชง 3 เรื่องถึง “ศุภจี” เดินหน้าดีลในวง “APEC MRT” หนุนไทยร่วมซัพพลายเชน

22 พฤษภาคม 2569 - ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (มท.) พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

“พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

“การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...