หุ้น 7 ยักษ์เทคจีนร่วง! เงินฝืด-สงครามราคา ฉุดกำไรของบริษัท
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในขณะหุ้นเทคสหรัฐพุ่งไม่หยุดจากกระแส AI แต่ “ราคาหุ้นเทคจีน” รวมถึง Tencent และ BYDกลับยังคง “ซบเซา” เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินฝืดและอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ กำลังบดบังกระแสการพุ่งขึ้นของ หุ้น AI ที่เคยได้รับแรงหนุนจาก DeepSeek เมื่อปีที่ผ่านมา
ย้อนไปในช่วงต้นปี 2025 การปรากฏตัวอย่างรวดเร็วของ สตาร์ตอัป AI จีน อย่าง DeepSeek ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เวลาของการครองความเป็นผู้นำ AI ของสหรัฐกำลังนับถอยหลัง ขณะเดียวกัน หุ้นเทคสหรัฐร่วงแรง ส่วนหุ้นเทคจีนกลับทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กลุ่มการเงินฝรั่งเศส Societe Generale ได้บัญญัติคำว่า “Seven Titans”เพื่อใช้เรียก 7 บริษัทเทคจีน ชั้นนำ ได้แก่
- Alibaba Group
- Tencent
- BYD
- Xiaomi
- JD.com
- NetEase
- SMIC
เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม “Magnificent Seven” ของสหรัฐ เช่น Nvidia, Microsoft และ Appleแต่หลังจากนั้น ผลประกอบการและราคาหุ้นกลับ “ไม่สามารถรักษาความร้อนแรงตามความคาดหวังได้”
ณ วันพุธที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมของ Seven Titans อยู่ที่ราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เคยเพิ่มขึ้นกว่า 70% ตั้งแต่ต้นปี 2025 ถึงเดือนตุลาคม แต่ปัจจุบันกลับเหลือสูงกว่าจุดเริ่มต้นของปีที่แล้วเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ขณะที่กลุ่ม Magnificent Seven ของสหรัฐกลับแซงหน้าในด้านการเติบโต
พนักงานฝ่ายขายของบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติแห่งหนึ่งในฮ่องกงกล่าวว่า นักลงทุนจำนวนมากยังคงเลือกซื้อหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ศูนย์กลางของกระแส AI” มากกว่า แม้จะพยายามอธิบายว่า หุ้นจีนยังมีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ก็แทบไม่มีใครสนใจ
แม้ราคาหุ้น Seven Titans จะเคลื่อนไหวต่างกัน แต่ส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันจาก “อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ” บริษัทจำนวนมากต้องเข้าสู่สงครามราคาเพื่อแย่งลูกค้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จนกระทบต่อการเติบโต
ตัวอย่างเช่น BYD แม้เคยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 70% จากต้นปี 2025 แต่ปัจจุบันเหลือเพิ่มขึ้นเพียง 30% เท่านั้น แม้การส่งออกรถ EV จะเติบโต แต่สงครามราคาภายในจีนทำให้กำไรสุทธิในปีสิ้นสุดเดือนธันวาคม “ลดลง 19%” เหลือ 3.26 หมื่นล้านหยวน ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี
ด้าน Tencent ราคาหุ้นร่วงเกือบ 30% ตั้งแต่เดือนมกราคม ท่ามกลางข้อสงสัยว่า การลงทุนมหาศาลด้าน AI จะเปลี่ยนเป็นกำไรได้จริงหรือไม่
ขณะที่Alibaba Group ก็เผชิญกำไรสุทธิลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน และราคาหุ้นลดลงมากกว่า 10% ตั้งแต่ต้นปี
แม้รัฐบาลจีนจะประกาศผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ พร้อมตั้งเป้าให้อุตสาหกรรม AI มีมูลค่าเกิน 10 ล้านล้านหยวนภายในปี 2030 แต่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่ใช่เรื่องง่าย
กลุ่มวิจัยสหรัฐ Rhodium Group ระบุว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ของจีน “ยังมีขนาดเล็กเกินไป” เมื่อเทียบกับภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม จึงยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของเศรษฐกิจเดิมได้
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ“โครงสร้างพื้นฐาน AI” เช่น ชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ กลับได้รับความสนใจอย่างมาก โดย Victory Giant Technology ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ Nvidia มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าตั้งแต่ต้นปี 2025 ขณะที่ Foxconn Industrial Internet ก็มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
อีกบริษัทที่ถูกจับตาคือ Cambricon Technologies ซึ่งถูกเรียกว่า “Nvidia แห่งจีน” แม้มีกำไรสุทธิเพียง 2 พันล้านหยวน แต่กลับมีมูลค่าตลาดสูงถึง 8.1 แสนล้านหยวน และมี “ค่า P/E ล่วงหน้าสูงกว่า 140 เท่า” สะท้อนสัญญาณ “ร้อนแรงเกินไป” ของตลาด
แกรี อึ้ง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Natixis ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า หุ้นกลุ่มเทคจีนจะสามารถรักษาระดับความคาดหวังของตลาดเอาไว้ได้หรือไม่ โดยสิ่งสำคัญคือ บริษัทต่าง ๆ ต้องสามารถแสดงให้เห็นทั้ง “แนวโน้มรายได้ที่ชัดเจน” และ “หลักฐานของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่พลิกวงการได้จริง”
อ้างอิง: nikkei