โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Harvard จำกัดเกรด A แบบ 20%+4 — เมื่อ GPA เริ่มบอกความเป็นเลิศไม่ได้อีกต่อไปแ

Eduzones

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • eduzones

Harvard จำกัดเกรด A แบบ 20%+4 — เมื่อ GPA เริ่มบอกความเป็นเลิศไม่ได้อีกต่อไป

วิเคราะห์เจาะลึกการตัดสินใจของจำกัดเกรด A แบบ 20%+4 ต่อวิชา หลังพบเกรด A พุ่งแตะ 60% ทำไมนี่ถึงไม่ใช่แค่ข่าวของมหาวิทยาลัยหนึ่ง และบทเรียนนี้หมายความว่าอะไรสำหรับการศึกษาทั่วโลก

ในปี 2025 มีนักศึกษา Harvard ที่จบด้วย GPA สูงสุดเต็มพร้อมกัน 55 คน ในคืนเดียว ในอดีต รางวัล Sophia Freund ที่มอบให้ผู้มี GPA สูงสุดของรุ่น มักมีผู้รับ 1–2 คน แต่เมื่อทุกคนได้เกรด A เหมือนกันหมด ระบบที่ออกแบบมาเพื่อแยกแยะความเป็นเลิศก็สูญเสียความหมายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 คณาจารย์ Faculty of Arts and Sciences (FAS) ลงมติ 458 ต่อ 201 เสียง หรือเกือบ 70% อนุมัติมาตรการจำกัดเกรด A ไว้ที่ไม่เกิน 20% ของนักศึกษาในแต่ละวิชา พร้อมบวกเพิ่มได้อีก 4 คนสำหรับวิชาขนาดเล็ก นโยบายนี้จะมีผลบังคับใช้ในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วง ปี 2027 และจะมีการทบทวนหลังผ่านไป 3 ปี

? หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงจาก Harvard Crimson, Harvard Magazine, CNN, Reuters, Associated Press, WBUR, Axios Boston และรายงานของ OECD

ตัวเลขที่บอกว่าระบบกำลังพัง

รายงานภายในของ FAS ที่เผยแพร่เดือนตุลาคม 2568 พบว่าเกรด A เต็มคิดเป็น 60% ของเกรดทั้งหมดที่มอบให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีในปีการศึกษา 2024–2025 เพิ่มขึ้นจาก 24% ในปี 2005 อัตราเกรด A ของ Harvard เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2005 เป็น 40% ในปี 2015 และพุ่งสูงถึง 60% ในปี 2025 เมื่อรวมเกรด A และ A- เข้าด้วยกัน พบว่าเกรดระดับ A-range คิดเป็นเกือบ 85% ของเกรดทั้งหมด คณะอนุกรรมการระบุว่า "สิ่งที่เคยเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณของเกรดเฉลี่ย กลายเป็นความล้มเหลวเชิงคุณภาพของกระบวนการให้เกรดโดยรวม" ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Harvard การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเกรด A และ B ในมหาวิทยาลัยชั้นนำตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทำให้ GPA ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองสำหรับนายจ้างและสำนักงานรับเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตได้อีกต่อไป ผลที่เกิดขึ้นจริงคือ GPA 3.9 ของนักศึกษา Harvard ในปี 2025 ทำให้อยู่ในระดับกลางของรุ่น ไม่ใช่ใกล้จุดสูงสุด และคำยกย่องอย่าง Summa Cum Laude ต้องใช้ทศนิยมหลายตำแหน่งเพื่อแยกแยะผู้ได้รับ เช่น GPA 3.989

ทำไมเกรดถึงพองได้ขนาดนี้?

Amanda Claybaugh คณบดีฝ่ายการศึกษาระดับปริญญาตรีของ Harvard อธิบายปัญหานี้ว่าเป็น "เรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยาก" และเป็น "ปัญหาที่หลายคนรู้จัก แต่ไม่มีใครแก้ได้" คณะอนุกรรมการที่จัดทำข้อเสนอระบุว่า "เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เกรดเฟ้อเป็นปัญหาของการกระทำร่วมกัน ทุกคนมองเห็น แต่ไม่มีคณาจารย์คนใดแก้ได้เพียงคนเดียว" Joshua Green ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่เป็นสมาชิกคณะอนุกรรมการ เปรียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนตลาดที่อาจารย์ใช้เกรด A เป็นเสมือนเงินตราเพื่อแลกกับความตั้งใจของนักศึกษา แต่สามารถพิมพ์เงินออกมาได้ไม่จำกัด กลไกที่ทำให้ปัญหาเลวร้ายลงคือแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว เมื่ออาจารย์ที่ตั้งมาตรฐานสูงพบว่านักศึกษาหนีไปลงทะเบียนวิชาที่ทำเกรดได้ง่ายกว่า ผลสุดท้ายคือการแข่งขันที่ฉุดมาตรฐานการศึกษาให้ตกต่ำลงทุกปี อีกปัจจัยที่ทำให้การประเมินผลซับซ้อนขึ้นในช่วงหลังคือ AI ซึ่งทำให้การแยกแยะผลงานของนักศึกษาจากงานที่มี AI ช่วยทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลต่อเกณฑ์การให้คะแนนของอาจารย์โดยไม่ตั้งใจ

รายละเอียดของนโยบายใหม่

ตั้งแต่ภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วง ปี 2027 อาจารย์ในวิชาที่ใช้เกรดตัวอักษรจะสามารถมอบเกรด A ได้ไม่เกิน 20% ของจำนวนนักศึกษาในชั้นเรียน บวกเพิ่มได้อีก 4 คน กฎนี้ไม่ครอบคลุมเกรด A- ซึ่งไม่มีการจำกัด นโยบายนี้จะทำให้เกรด A คิดเป็นราว 34% ของเกรดทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 2011 สำหรับวิชาที่มีนักศึกษา 100 คน จะมี 24 คนที่ได้ A ส่วนวิชาสัมมนาขนาดเล็กที่มีนักศึกษา 10 คน จะมี 6 คนที่ได้ A นอกจากนี้ คณาจารย์ยังลงมติ 498 ต่อ 157 เสียง เปลี่ยนเกณฑ์การมอบรางวัลและเกียรตินิยมจากการใช้ GPA มาเป็นการใช้ "ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นไทล์" ที่วัดลำดับของนักศึกษาเปรียบเทียบกับคนทั้งรุ่นแทน ข้อเสนอที่สาม ซึ่งจะอนุญาตให้วิชาต่าง ๆ ขอยกเว้นจากการจำกัดเกรด A หากใช้ระบบ Satisfactory/Unsatisfactory พร้อมเกรดพิเศษ SAT+ แทน ถูกปฏิเสธด้วยคะแนน 364 ต่อ 292

เสียงคัดค้าน — และทำไมจึงสำคัญ

นักศึกษาระดับปริญญาตรีโดยรวมคัดค้านนโยบายใหม่นี้อย่างหนัก ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ที่มีผู้ตอบกว่า 800 คน พบว่าเกือบ 85% ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสัดส่วนเกรด A ความกังวลหลักของนักศึกษามีสองประเด็น ประเด็นแรกคือความเป็นธรรม เมื่อเกรดถูกจำกัดโดยโควตา ผลการเรียนของนักศึกษาคนหนึ่งขึ้นอยู่กับผลงานของคนอื่นในชั้น ไม่ใช่มาตรฐานสัมบูรณ์ ประเด็นที่สองคือการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่น นักศึกษา Rachel Carp จาก Harvard Business School กังวลว่า "สงสัยว่า med school, law school และโปรแกรมบัณฑิตที่เข้มข้นอื่น ๆ จะเข้าใจและอาจคาดหวัง GPA ที่ต่ำลงหรือไม่"

บทเรียนจาก Princeton และ Wellesley

Harvard ไม่ใช่มหาวิทยาลัยแรกที่ทดลองนโยบายนี้ และประสบการณ์ที่ผ่านมาให้บทเรียนที่ต้องเรียนรู้ นโยบายลักษณะนี้ใน Princeton และ Wellesley เคยช่วยลดเกรดเฟ้อได้บางส่วน แต่ก็นำมาซึ่งข้อถกเถียงเรื่องความเครียด ความเป็นธรรม และการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่น จนในที่สุดทั้งสองสถาบันตัดสินใจยกเลิกนโยบาย ในปี 2004 Princeton กำหนดให้เกรด A ได้ไม่เกิน 35% ในแต่ละภาควิชา และมันได้ผล — อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ในช่วงทศวรรษที่นโยบายนี้มีผล เปอร์เซ็นต์เกรด A ลดลงจาก 47% เหลือ 41.8% Wellesley College ก็ใช้นโยบายในลักษณะคล้ายกัน แต่ทั้งสองมหาวิทยาลัยก็ยกเลิกนโยบายในเวลาต่อมา รายงานของ Princeton ระบุว่าเกิดความวิตกกังวลในหมู่นักศึกษาเพิ่มขึ้น และเกิดการเปรียบเทียบที่เสียเปรียบกับมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่มีนโยบายจำกัดเกรด อย่างไรก็ตาม การทบทวนของ Princeton ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่านักศึกษาเสียเปรียบด้านความสามารถในการแข่งขัน

ก้าวถัดไปและสิ่งที่ยังไม่แน่นอน

Yale เพิ่งมีรายงานของคณะอนุกรรมการในเดือนเมษายนที่แนะนำให้กำหนดเกรดเฉลี่ยที่ 3.0 หรือมาตรฐานระดับมหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาเกรดเฟ้อ โดยระบุว่า "Harvard อยู่ในแนวหน้าในการพยายามแก้ปัญหาเกรดเฟ้อ และด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือสาธารณะในมหาวิทยาลัย" คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ในยุคที่ AI ทำให้การเขียนและการทำงานกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น เมื่ออาจารย์ไม่สามารถแยกแยะงานของนักศึกษาจากงานของ AI ได้ การจำกัดเกรดช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือเป็นแค่การจัดการอาการ? อาจมีคำเตือนที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง การจำกัดเกรดสามารถทำได้เพียงในระดับหนึ่ง แรงจูงใจที่บิดเบี้ยวต้องได้รับการแก้ไข มิฉะนั้นสถาบันใดก็ตามที่พยายามปรับแก้จะพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เดิมกับ Princeton ที่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน

บทเรียนสำหรับการศึกษาในบริบทกว้างขึ้น

กรณีของ Harvard ไม่ได้เป็นแค่ข่าวของมหาวิทยาลัยหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อเกรดไม่สามารถบอกอะไรได้จริง ภาระของการพิสูจน์ความสามารถจะย้ายไปที่อื่น — ไปยังแบรนด์มหาวิทยาลัย ไปยังเครือข่าย ไปยังทักษะที่วัดไม่ได้จากกระดาษ และในที่สุดก็ไปยังความไม่เท่าเทียมที่ลึกยิ่งกว่าเดิม "วันนี้คณาจารย์ Harvard ลงมติให้เกรดของตนมีความหมายตามที่ควรจะเป็น" คณะอนุกรรมการระบุในแถลงการณ์ "นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักศึกษาของเรา เกรด A ของ Harvard จะบอกทั้งพวกเขาเอง นายจ้าง และโรงเรียนบัณฑิตว่านักศึกษาได้บรรลุความสำเร็จอะไรจริง ๆ" คำถามที่เหลือคือ เมื่อ Harvard เปลี่ยน มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วโลกจะรอดูผล หรือจะกล้าตัดสินใจด้วยตัวเองก่อน อ้างอิงจาก: Harvard Crimson (thecrimson.com), Harvard Magazine (harvardmagazine.com), CNN, Reuters, Associated Press, WBUR (wbur.org), Axios Boston (axios.com), Washington Times | อัปเดต 22 พฤษภาคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...