ป.ป.ส.-DSI แกะรอย ‘นายอุทัย’ ตัวต่อจิ๊กซอว์เชื่อม 2 คดีเฮโรอีนข้ามชาติออสเตรเลีย-ไต้หวัน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมประชุมนัดสำคัญกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อบูรณาการข้อมูลและสรุปความคืบหน้าการทลายเครือข่ายลักลอบลำเลียงเฮโรอีนข้ามชาติ หลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 99/2569
พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย ร.ต.อ. วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงผลการประชุมร่วมกันว่า ล่าสุดศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 4 คน (ชาวลาว 3 คน ชาวไทย 1 คน) ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นกลุ่มลักลอบขนยาเสพติดข้ามโขงจากฝั่ง สปป.ลาว โดยจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้แล้ว 1 ราย คือ “นายแคล้ว” ในพื้นที่จังหวัดเลย ทำหน้าที่รับช่วงต่อยาเสพติดส่งให้เครือข่ายเชื่อมโยงกับสองสามีภรรยาและหญิงชาวลาวที่ถูกรวบตัวไปก่อนหน้านี้ โดยไทยได้ประสานความร่วมมือกับทางการ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิดเพื่อลากตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาดำเนินคดี
สำหรับแนวทางการขยายผลคดีลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ป.ป.ส. พบรูปแบบการลำเลียงหลัก 2 วิธี คือ 1. ขนส่งผ่านระบบขนส่งพัสดุจากชายแดนเข้ากรุงเทพฯ และ 2. ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ จากตะเข็บชายแดนสู่ภาคกลางเพื่อรอคนมารับหิ้วออกนอกประเทศ
จากการแกะรอยเชิงลึกพบจุดเชื่อมโยงสำคัญคือ “นายอุทัย” ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ หลังหลักฐานมัดตัวว่าเป็นผู้ส่งกระเป๋าซุกเฮโรอีนให้แก่ “นางสาวมีนา” ที่คอนโดมิเนียม อีกทั้งนายอุทัยยังมีเส้นทางการเงินและการติดต่อโยงใยกับกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเลย นายอุทัยจึงกลายเป็น "ตัวกลางสำคัญ" ที่เชื่อม 2 เครือข่ายข้ามชาติเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างหาหลักฐานเพิ่มเติมว่าทั้ง 2 ขบวนการนี้มีผู้บงการใหญ่หรือต้นทางเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ หากพบว่าเชื่อมโยงชัดเจนจะรวมสำนวนส่งให้ดีเอสไอดำเนินการเป็นคดีพิเศษทันที
ส่วนผู้ใช้บัญชีแชต "Rose Rose" ที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานผู้รับหิ้ว ทางเจ้าหน้าที่รู้ตัวตนแล้ว แต่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและเชื่อว่าเป็นเพียงระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ผู้บงการสูงสุด
ในส่วนของคดีนางสาวมีนา ป.ป.ส. ยืนยันทำงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในทุกมิติ ไม่ใช่การช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ทางการออสเตรเลียเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียได้แสดงความพึงพอใจต่อการทำงานและการยกระดับการตรวจค้นสัมภาระที่สนามบินของไทยเป็นอย่างมาก
พร้อมกันนี้ ป.ป.ส. และ ดีเอสไอ ได้ออกโรงเตือนประชาชนทุกคน "อย่ารับจ้างหิ้วกระเป๋าหรือส่งพัสดุให้คนแปลกหน้าโดยเด็ดขาด" แม้อีกฝ่ายจะอ้างว่าไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดกฎหมายอยู่ภายในก็ตาม เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีโทษหนักถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตทั้งในและต่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่จะเดินหน้าขยายผลทลายขบวนการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อกวาดล้างผู้บงการตัวจริงต่อไป