โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดื่มกาแฟ vs ไม่ดื่มกาแฟ ใครเสี่ยงมะเร็งและ "ตับแข็ง" มากกว่ากัน? เปิดผลวิจัยจากคนเป็นแสนๆ

sanook.com

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เกิดอะไรขึ้นกับตับเมื่อดื่มกาแฟทุกวัน?! เผยผลวิจัยระยะยาว 10 ปี ต่อโรคตับแข็ง-มะเร็งตับ

เปรียบเทียบชัด ๆ! ตับของ "คนดื่มกาแฟ VS ไม่ดื่ม" วิจัย 3 แสนคนพบผลลัพธ์ช่วยลดเสี่ยงมะเร็งตับ

กาแฟจัดเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมประจำวันของคนทำงานจำนวนมาก ทว่านอกเหนือจากคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นความตื่นตัวแล้ว ล่าสุดรายงานข่าวจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้เปิดเผยผลการวิจัยขนาดใหญ่ในวารสารวิชาการด้านระบบทางเดินอาหารและตับชื่อดัง Clinical Gastroenterology and Hepatology ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่แวดวงการแพทย์ เมื่อคณะนักวิจัยได้ทำการติดตามพฤติกรรมของประชากรมากกว่า 354,000 คน เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ พบข้อมูลเชิงสถิติว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวันมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในกลุ่มผู้ที่ดื่มในปริมาณมากถึง 5 แก้วขึ้นไปต่อวันก็ตาม

กลไกทางวิทยาศาสตร์: กาแฟเข้าไปทำอะไรกับตับของเรา?

นายแพทย์ฮยอนซอก คิม (Dr. Hyunseok Kim) ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายตับจากศูนย์การแพทย์ซีดาร์ส-ไซไน (Cedars-Sinai Medical Center) รัฐลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัย ระบุว่า นี่คือฐานข้อมูลการติดตามผลระยะยาวที่ครอบคลุมที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบของกาแฟที่มีต่อตับ โดยในทางการแพทย์จะประเมินสุขภาพตับผ่านอัตราการเกิดโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดพังผืดและเสียหายถาวรจากโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือไขมันพอกตับ ซึ่งปัจจุบันโรคนี้คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกสูงถึง 1.5 ล้านคนต่อปี

ในเชิงพยาธิสรีรวิทยา สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟจะเข้าไปยับยั้งและลดกลไกการส่งสัญญาณที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและการสร้างพังผืดในเนื้อเยื่อตับ ส่งผลให้เซลล์ตับแข็งแรงขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กาแฟยังสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะสมองเสื่อม

เปิดตัวเลขทางสถิติ: ยิ่งดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ยิ่งลดความเสี่ยง

จากการเปรียบเทียบอัตราความเสี่ยงระหว่างกลุ่มผู้ดื่มกาแฟและผู้ไม่ดื่มกาแฟ พบข้อมูลการลดลงของโรคตามสัดส่วนการบริโภคดังนี้:

  • ดื่ม 1-2 แก้วต่อวัน: ความเสี่ยงโรคตับแข็งลดลง 20%, เสี่ยงมะเร็งตับลดลง 24% และอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลง 31%
  • ดื่ม 3-4 แก้วต่อวัน: ความเสี่ยงโรคตับแข็งและมะเร็งตับลดลงประมาณ 35% และอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลง 41%
  • ดื่ม 5 แก้วขึ้นไปต่อวัน: ความเสี่ยงโรคตับแข็งลดลง 32%, เสี่ยงมะเร็งตับลดลงสูงสุดถึง 47% และอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลง 42%

อย่างไรก็ตาม ลอเรน มานาเคอร์ (Lauren Manaker) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติในประชากรกลุ่มใหญ่ (Statistical Association) ยังไม่ใช่หลักฐานที่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผล (Cause-and-Effect) ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภคจึงไม่ควรใช้ข้อมูลนี้เพื่อโหมตรวจดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินเกณฑ์ควบคุม

คำเตือนจากแพทย์: "กาแฟเติมน้ำตาล" อาจให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม

ข้อจำกัดที่สำคัญในงานวิจัยระบุว่า กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมเติมน้ำตาล สารให้ความหวานทดแทน หรือครีมเทียมสำเร็จรูปลงในกาแฟ แม้จะยังคงมีแนวโน้มความเสี่ยงโรคตับลดลง แต่จะได้รับคุณประโยชน์ต่ำกว่ากลุ่มที่ดื่มกาแฟดำอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำตาลและสารปรุงแต่งสังเคราะห์จะเข้าไปเพิ่มดัชนีการอักเสบในร่างกาย และกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะไขมันพอกตับแทน

เกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยในการบริโภค:
ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม: สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) แนะนำว่าร่างกายไม่ควรได้รับน้ำตาลส่วนเกินเกิน 9 ช้อนชา (36 กรัม) ต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 6 ช้อนชา (26 กรัม) ต่อวันสำหรับผู้หญิง
ปริมาณคาเฟอีนที่ปลอดภัย: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่ากาแฟแก้วใหญ่ประมาณ 2-3 แก้ว) เพื่อป้องกันภาวะหัวใจสั่นและนอนไม่หลับ
เวลาที่ควรงดดื่ม: เพื่อรักษาคุณภาพของการนอนหลับ แพทย์แนะนำให้งดการบริโภคกาแฟอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน หรือหลีกเลี่ยงการดื่มหลังจากเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...