“ปกรณ์” เร่งชง 5 มาตรการปิดช่องโกงสอบ เล็งปรับเกณฑ์เปิดเออร์ลี่รีไทร์
"รองฯปกรณ์" เร่งชง 5 มาตรการบอร์ดก.พ. ปิดช่องโกงสอบราชการเข้า ครม. พ้อ น้ำตาจะไหล รับไม่ได้เห็นชุดกากีแก้คะแนนสอบ บอกถึงเวลาล้างบ้าน เล็งปรับเกณฑ์เปิดเออร์ลี่รีไทร์ ขรก.พลเรือน เริ่ม 40 ปีขึ้นไป ล็อกเป้าลดอัตราธุรการ- เสมียน ใช้เทคโนโลยีเข้าแทน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง 5 มาตรการป้องกันการทุจริตว่า ขณะนี้เป็นมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อ ก.พ.เสร็จขั้นตอนทางเอกสารคาดว่าจะเสนอเข้ามาได้ จะพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ตนเป็นข้าราชการเก่า เห็นข่าวการทุจริต คนแต่งชุดสีกากีมานั่งแก้คะแนน รู้สึกเสียใจจนบอกไม่ถูก และคิดว่าเป็นเรื่องที่แย่มาก รวมถึงไม่คิดว่าสังคมจะรับเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งนายกฯได้สั่งการและมอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ดูแลในเรื่องนี้ เพราะเข้าใจว่าตนเป็นข้าราชการเก่า รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ และไม่มีใครรับได้ เบื้องต้นจะดูในกรณีที่เป็นปัญหาของกระทรวงมหาดไทยก่อน และดูภาพรวมว่ามีปัญหาตรงไหน ทั้งตัวผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดต้องรอส่งมาจากกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท. ) หารือกับทางตำรวจเพื่อระดมหาข้อมูลรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ และรวบรวมเข้ามาเพื่อดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกในวันที่ 8 ก.ค. เพราะนายกฯร้อนใจ อยากจะทำให้เสร็จโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถขยายผลเรื่องนี้ นอกเหนือไปจากผลสอบของกระทรวงมหาดไทยที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ประชุม จึงยังไม่กล้าตอบ ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด เรื่องนี้มีข่าวพูดกันมานาน แต่ยังไม่ตรวจสอบอย่างจริงจังสักที
"ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ล้างบ้านกันสักที บางทีเออรีรีไทร์อาจไม่ต้องใช้ แต่ใช้ไล่ออกแทนง่ายกว่า" นายปกรณ์ ระบุ
เมื่อถามว่า เมื่อคณะกรรมการฯตรวจสอบเสร็จและได้ข้อสรุปออกมาแล้วจะส่งไปหน่วยงานใดต่อ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราดำเนินการจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ว่าเมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้จะทำอย่างไรต่อไป หากพบความผิดก็ต้องส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งตรงนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ป.ป.ท. และตำรวจดำเนินการอยู่ ส่วนการดำเนินการทางวินัย ต้นสังกัดคือกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการอยู่แล้ว ส่วน ป.ป.ช.ดำเนินการทางอาญา ทั้งหมดช่วยกันทำอยู่
เมื่อถามว่า กรอบระยะเวลา 30 วัน จะเพียงพอหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องดูข้อมูลที่เข้ามา หากไม่ทันก็จะขอขยายเวลา คล้ายกับกรณีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ซึ่งเราจะมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายว่าจุดบกพร่องอยู่ตรงไหน และจะปิดช่องโหว่อย่างไร และขอชี้แจงว่า เรื่องการสอบเข้าท้องถิ่น คนที่จัดสอบคือคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ท้องถิ่นร่วมกันตั้งขึ้นมา ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ที่เป็นฝ่ายเลขานุการ คงจะหนีความรับผิดชอบ ไม่ได้ แต่คนที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ คือ กสถ. เพราะเป็นผู้อนุมัติในการจัดการสอบ และขอให้สังคมติดตามว่าทำไมจึงเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น ขอย้ำว่าในฐานะข้าราชการเก่ารับไม่ได้ เพราะแย่จริงๆ รู้สึกผิดหวังอย่างหนัก เห็นแล้วน้ำตาจะไหล
นายปกรณ์ ยัง กล่าวถึง แนวคิดให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือก.พ. ศึกษาการ เกษียณอายุราชการก่อนกำหนดหรือ เออร์ลี่รีไทร์ โดยจะให้มีผลทันทีภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากมีตัวเลขรายจ่ายประจำที่สูงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุน และช่วยเหลือประชาชนน้อยลง จึงกลายเป็นปัญหา จึงมีแนวคิด ลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ ซึ่งจะพยายามทำโดยเร็วที่สุด เราหาช้าไปจะไม่ดี เนื่องจากจะเป็นงบผูกพันในปีถัดไป โดยโครงการดังกล่าวจะทำควบคู่ กับการปรับลดอัตราตำแหน่ง ในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งเหตุผล นอกจากเรื่องงบประมาณ ขณะนี้เรามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนงานปกติประจำวัน จึงสามารถยกเลิกในบางตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้มุ่งมั่นให้เกิดความโกลาหล และจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อถามว่าตำแหน่งใดบ้างที่อาจจะปรับลด นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่า เช่นพนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์ อยู่แล้ว ฉะนั้นอาจจะต้องปรับลดลง รวมถึงงานธุรการ ซึ่งสามารถใช้ เทคโนโลยีเข้ามาได้แต่ยืนยันว่าจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน ฉะนั้นหากหน่วยงานใดมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ว่าจะทำแล้วเสร็จเมื่อใด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่ทำในวันนี้พรุ่งนี้แต่อาจจะใช้เวลาสักระยะ
เมื่อถามว่าโครงการนี้จะทำทุกกระทรวงทบวงกรม และหน่วยงานรัฐอื่นๆด้วยใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า จะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน และหากเป็นประโยชน์ก็จะขยายไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆเช่น ท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหาร ตำรวจ โดยปัจจุบันทั้งทหารและตำรวจดำเนินการอยู่
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่นายชาดาไทยเศรษฐ์สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาระบุว่าพอคนโตขึ้นไปก็เอาตำแหน่งเล็กมายุบ ให้เป็นตำแหน่งสูง
จึงทำให้ตำแหน่งในระดับปฏิบัติการหายหมด บางหน่วยงาน มีแต่ชำนาญการพิเศษ แต่ระดับปฏิบัติการไม่มี ฉะนั้นจึงต้องปรับให้เหมาะสม
เมื่อถามว่าได้มีการกำหนดกรอบตัวเลข เออร์ลีรีไทร์หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา กองทุนบําเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกบข. รวมถึงงบประมาณที่จะต้องใช้ ฉะนั้นต้องดูอย่างละเอียด ซึ่งตนได้ให้ก.พ.เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ โอ๊ยทำงานร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่จะดูแลในเรื่องสุขภาพ เพื่อนำมาทดแทน ระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบัน
เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ควรจะกำหนดอายุเออร์ลี่รีไทร์ไว้ที่เท่าใด นายปกรณ์ระบุว่าเดิมมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี ขึ้นไปหรืออายุ 55 ปีขึ้นไป? แต่เมื่อพิจารณาจากทักษะ การเปลี่ยนความสามารถ เนื่องจากอายุ 50 คงยาก แต่หากเป็นอายุ 40 ปีจะสามารถรีสกิลตัวเองได้
ถามว่าจะถามว่าจะมีการปรับหลักเกณฑ์อายุเอร์ลี่รีไทร์เริ่มตั้งแต่ 40 ปีใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตนมองว่าไม่ควรปิดว่าอายุเท่าไหร่ ใครขอก่อนขอหลัง และย้ำว่าจะต้องทำให้ทันภายในปีงบประมาณ 2570 ก่อนกล่าวติดตลกว่าลูกค้าเยอะ
เมื่อถามว่าฝากตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้าจะมีการรีด จำนวนผู้เออรี่รีไทร์หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าต้องดูกันอีกที แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ โดยจะใช้ สิ่งจูงใจเป็นที่ตั้ง รวมถึงเรื่องการอัพสกิลรีสกิลเป็นตัวนำ
ส่วนแนวคิดเรื่องการปรับระบบสวัสดิการโดยเฉพาะเรื่องระบบการรักษาพยาบาลของราชการ นายปกรณ์กล่าวว่า จะเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบประกันสุขภาพ เข้ามาแทนสวัสดิการ รักษาพยาบาลในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถคุมวงเงินได้ชัดเจน ว่าในแต่ละปีจะใช้งบประมาณเท่าใด และจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม และจะทำให้ไทยเป็น medical Hub เพราะหากระบบประกันสุขภาพดี ธุรกิจการรักษาสุขภาพ ก็จะดีไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องพูดคุยกับกรมบัญชีกลาง คปภ. และกบข.ไปพร้อมกัน
เมื่อถามถึงสิทธิ์การรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการ นายปกรณ์ ระบุว่า ขอคงไว้ก่อนเนื่องจากยังไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร และจะเริ่มใช้ในข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิม จะเป็นตัวเลือกให้เลือกได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews