โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทองคำแซงพันธบัตรสหรัฐฯ Tether ลุ้นขึ้นแท่นผู้ถือทองรายใหญ่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับมหภาคในระบบการเงินโลกกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านความเชื่อมั่นของธนาคารกลางและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองที่ได้รับความนิยมสูงสุด และเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกตัดสินใจอายัดทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศที่ไม่ได้อยู่ในขั้วอำนาจตะวันตก ตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงอธิปไตย ความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์สิน และความเสี่ยงด้านคู่สัญญาจากการถือครองสินทรัพย์ตราสารหนี้ที่อิงกับระบบการเงินของชาติตะวันตก

ทองคำแซงพันธบัตรสหรัฐฯ ในโครงสร้างทุนสำรองโลก

ผลสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี 2026 โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council) และรายงานวิเคราะห์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า โครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกได้ก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปลายปี 2025 สัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 27% แซงหน้าสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งลดลงเหลือ 22%

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากปัจจัยร่วม 2 ด้าน ได้แก่ มูลค่าตามบัญชีของทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกธนาคารกลางหลายประเทศทยอยลดการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐ และย้ายเงินทุนเข้าสู่ทองคำแท่ง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา

Tether กับบทบาทใหม่ในระบบการเงินโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Tether Holdings Limited ผู้จำหน่ายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีประเภท Stablecoin ตราสารหนี้ดอลลาร์สหรัฐ (USDT) รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินทั้งสองด้าน

ด้านหนึ่ง Tether เป็นผู้สนับสนุนและผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อนำมาใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังการหมุนเวียนของเหรียญ USDT

อีกด้านหนึ่ง บริษัทกำลังนำผลกำไรมหาศาลที่ได้รับจากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปลงทุนในทองคำแท่งทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Tether มีพอร์ตการถือครองทองคำที่สามารถเปรียบเทียบได้กับทุนสำรองของธนาคารกลางขนาดกลางและขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก

เปรียบเทียบตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตลาดทองคำโลก

ข้อมูลประเมินในช่วงปี 2025-2026 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตลาดทองคำโลกจะมีมูลค่ารวมใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสองตลาดมีโครงสร้าง สภาพคล่อง และปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ตลาดหนี้สาธารณะสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดรวม 30.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดจากยอดตราสารหนี้คงค้าง ณ เดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่ตลาดทองคำโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณทองคำเหนือพื้นดินราว 220,000 ตัน

เมื่อพิจารณาเฉพาะขนาดการลงทุนที่แท้จริง (Investable Size) ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีมูลค่าประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้ที่ถือครองโดยสาธารณชน ส่วนตลาดทองคำมีมูลค่าการลงทุนที่แท้จริงประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทองคำแท่ง เหรียญกษาปณ์ และกองทุน ETF

ด้านสภาพคล่อง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันประมาณ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าตลาดทองคำโลกซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 361,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในด้านอุปทาน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอัตรา 7.7-8.1% ต่อปี ตามการขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่อุปทานทองคำเพิ่มขึ้นอย่างจำกัดและค่อนข้างสม่ำเสมอที่ประมาณ 1.8% ต่อปี จากผลผลิตของเหมืองแร่

สำหรับความเสี่ยงเชิงนโยบายและการเมือง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเผชิญความผันผวนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางกฎหมาย ขณะที่ทองคำทางกายภาพไม่มีความเสี่ยงด้านอำนาจอธิปไตย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

ส่วนกลไกการสร้างผลตอบแทนก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนคงที่ ซึ่งในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 5% ขณะที่ทองคำไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง ผู้ถือครองจะได้รับผลตอบแทนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำหรือการปล่อยเช่าทองคำเท่านั้น

โมเดลธุรกิจของ Tether เครื่องยนต์สร้างกำไรจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

โมเดลธุรกิจของ Tether ถูกเสนอว่าเป็นหนึ่งในกลไกการทำกำไรที่มีประสิทธิภาพสูงของสถาบันการเงินภาคเอกชน โดยบริษัทรับฝากเงินดอลลาร์สหรัฐจากผู้ใช้งานที่ต้องการเหรียญดิจิทัล USDT เพื่อใช้ทำธุรกรรมในระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซีและการโอนเงินระหว่างประเทศ

ผู้ถือครองเหรียญ USDT จะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจาก Tether ขณะที่บริษัทจะนำสินทรัพย์ที่ได้รับฝากไปบริหารในพอร์ตการลงทุนที่มีสภาพคล่องสูง โดยให้น้ำหนักกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นและสัญญารับซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้นแบบข้ามคืน (Overnight Reverse Repurchase Agreements) ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี

งบดุล Tether แตะเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายงานการตรวจสอบทรัพย์สินหนุนหลัง (Attestation Report) ล่าสุด ณ ไตรมาสแรกของปี 2026 ระบุว่า Tether มีสินทรัพย์รวมประมาณ 191,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สินรวมซึ่งเป็นมูลค่าเหรียญ USDT ที่หมุนเวียนในระบบอยู่ที่ 183,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนต่างดังกล่าวทำให้บริษัทมีเงินทุนสำรองส่วนเกิน (Excess Reserves) หรือส่วนทุนของเจ้าของสะสมในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เงินทุนสำรองส่วนเกินนี้ทำหน้าที่เป็นกันชนด้านความปลอดภัยของระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทนำผลกำไรที่เกิดขึ้นจริงไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นได้ โดยไม่กระทบต่อภาระผูกพันในการไถ่ถอนเหรียญ USDT เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ

โครงสร้างสินทรัพย์สำรองของ Tether

ข้อมูลวันที่ 31 มีนาคม 2026 ระบุว่า เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดยังคงเป็นสินทรัพย์หลักของ Tether โดยมีมูลค่าประมาณ 141,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 73.64% ของพอร์ตสำรองทั้งหมด ภายในกลุ่มสินทรัพย์นี้ประกอบด้วยการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นโดยตรงประมาณ 82.87% สัญญา Reverse Repo แบบข้ามคืนประมาณ 13.69% สัญญา Reverse Repo ระยะสั้นประมาณ 3.36% และเงินฝากธนาคารประมาณ 0.08%

สินทรัพย์ประเภทโลหะมีค่า ซึ่งเป็นทองคำแท่งทางกายภาพ มีมูลค่าประมาณ 19,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10.34% ของพอร์ตสำรอง โดยบริษัทระบุว่าเป็นทองคำแท่งมาตรฐาน LBMA ที่จัดเก็บภายในคลังนิรภัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงสินทรัพย์ทองคำที่อยู่ระหว่างรอการส่งมอบเพื่อการชำระบัญชี

นอกจากนี้ Tether ยังถือครองสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loans) มูลค่าประมาณ 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.25% ของพอร์ตสำรอง ซึ่งเป็นสินเชื่อแก่พันธมิตรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัท และมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเป็นหลักประกันตามมาตรฐาน IFRS 9

บริษัทถือครองเหรียญบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.45% ของพอร์ตสำรอง โดยจัดเก็บผ่านระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลที่บริษัทถือครองกุญแจส่วนตัว (Private Keys) โดยตรง

ส่วนการลงทุนอื่น ๆ และหุ้นกู้ภาคเอกชนมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.54% ของพอร์ตสำรอง เป็นการลงทุนผ่าน Tether Global Investment Fund SICAF S.A และหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 90 วัน

ขณะที่การถือหุ้นและสิทธิประโยชน์ในบริษัทจดทะเบียนมีมูลค่าประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.78% ของพอร์ตสำรอง ครอบคลุมการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยี เหมืองแร่ พลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์

แยกโครงสร้างพอร์ตทองคำของ Tether

การถือครองทองคำของ Tether จำเป็นต้องแยกโครงสร้างสินทรัพย์ออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน เนื่องจากทองคำที่บริษัทถือครองไม่ได้มีวัตถุประสงค์เดียวกันทั้งหมด

ส่วนแรกคือหลักประกันของโทเคน Tether Gold (XAUT) ซึ่งเป็นเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีประเภท Commodity-Backed Token ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือครองเป็นเจ้าของสิทธิในทองคำแท่งทางกายภาพในสัดส่วน 1 ออนซ์ต่อ 1 เหรียญ XAUT โดยมีทองคำแท่งจริงหนุนหลังแบบ 1:1 และจัดเก็บไว้ในคลังนิรภัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ไตรมาสแรกของปี 2026 ทองคำที่ใช้เป็นหลักประกันของ XAUT มีปริมาณรวม 707,747.139 ออนซ์ หรือคิดเป็นประมาณ 22 ตัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกส่วนหนึ่งคือพอร์ตทองคำสำรองของบริษัท (Corporate Physical Gold Reserves) ซึ่งเป็นทองคำแท่งทางกายภาพที่ Tether เข้าซื้อโดยตรงจากกำไรสุทธิของบริษัท เพื่อนำมาใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังเสริมในส่วนทุนสำรองส่วนเกิน (Excess Reserves) ของเหรียญ USDT

พอร์ตทองคำส่วนนี้มีขนาดประมาณ 140 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมราว 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ช่วงกลางปี 2026 การสะสมทองคำในระดับดังกล่าวทำให้ Tether ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำโลกที่มีอำนาจซื้อในระดับใกล้เคียงกับธนาคารกลางหลายแห่ง

Tether ขยายอิทธิพลผ่านห่วงโซ่มูลค่าทองคำ

กลยุทธ์ของ Tether ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้าซื้อทองคำแท่งในตลาดซื้อขายทันที (Spot Market) เท่านั้น แต่ยังขยายการลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมทองคำ ผ่านแนวทางบูรณาการในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ในช่วงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน บริษัทเข้าซื้อหุ้น 34% ใน Elemental Altus Royalties บริษัทบริหารจัดการค่าสิทธิการผลิตทองคำและทองแดงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแคนาดา ด้วยมูลค่า 122 ล้านดอลลาร์แคนาดา พร้อมได้รับสิทธิในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 14% มูลค่า 53 หม่ืนล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งหากใช้สิทธิครบถ้วน สัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 48%

นอกจากนี้ Tether ยังเข้าลงทุนใน Gold Royalty Corp เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกระแสเงินสดจากเหมืองแร่ที่อยู่ระหว่างการผลิต

การเลือกลงทุนผ่านรูปแบบค่าสิทธิการทำเหมือง (Mining Royalties) ทำให้บริษัทได้รับกระแสเงินสดที่อ้างอิงจากรายได้รวมของเหมือง ไม่ใช่กำไรสุทธิ ส่งผลให้รายได้จากค่าสิทธิยังคงมีความต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการดำเนินงานของเหมืองจะเพิ่มสูงขึ้นหรืออัตรากำไรของผู้ประกอบการจะลดลง

ลงทุน Gold.com พร้อมตั้งวงเงินปล่อยเช่าทองคำ

ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่า Tether ได้ทำข้อตกลงร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์กับ Gold.com Incorporated ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายโลหะมีค่า สินค้าสะสม และเหรียญสะสม (Numismatic Coins) ด้วยมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Tether จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการเข้าสู่คณะกรรมการบริหารของ Gold.com พร้อมจัดตั้งวงเงินให้เช่าทองคำ (Gold Leasing Facility) มูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการบริหารสภาพคล่องของทองคำทางกายภาพ

ขณะเดียวกัน Gold.com จะนำเงินจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐกลับมาลงทุนในเหรียญ XAUT เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของระบบสินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงทองคำ

ดึงผู้เชี่ยวชาญจาก HSBC ยกระดับการบริหารพอร์ตทองคำ

นอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำแล้ว Tether ยังดึงบุคลากรระดับสูงที่มีประสบการณ์ด้านการค้าโลหะมีค่าจาก HSBC เข้ามาร่วมงาน เพื่อยกระดับการบริหารพอร์ตทองคำของบริษัทให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

การเสริมทีมงานด้านการค้าทองคำสะท้อนให้เห็นว่า Tether มีเป้าหมายในการใช้พอร์ตทองคำประมาณ 140 ตันให้เกิดประโยชน์มากกว่าการถือครองเพื่อเก็บรักษามูลค่า โดยมีแผนนำทองคำดังกล่าวไปใช้ดำเนินกลยุทธ์การเก็งกำไรและทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Arbitrage) ในตลาดซื้อขายทั่วโลก

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ผ่านการบริหารจัดการเชิงรุกของบริษัท

ประเมินโอกาส Tether ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ภายในปี 2030

แบบจำลองคาดการณ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่ Tether จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในกลุ่มธนาคารกลางและหน่วยงานระดับชาติภายในปี 2030 โดยอ้างอิงจากอัตราการเข้าซื้อทองคำแท่งในปัจจุบันที่ระดับ 1-2 ตันต่อสัปดาห์

การคำนวณอ้างอิงจากสมมติฐานร่วม ได้แก่ ระยะเวลาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 จนถึงสิ้นปี 2030 และปริมาณทองคำเริ่มต้น ณ ช่วงกลางปี 2026 ที่ประมาณ 140 ตัน ก่อนจำลองผลลัพธ์ออกเป็น 3 สถานการณ์ ได้แก่ แบบอนุรักษนิยม (Conservative Scenario) แบบอัตราเติบโตคงที่ (Moderate Scenario) และแบบเชิงรุก (Aggressive Scenario)

ภายใต้สถานการณ์แบบอนุรักษนิยม สมมติให้เศรษฐกิจชะลอตัว ผลกำไรของ Tether ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทลดความเร็วในการเข้าซื้อทองคำลงสู่ระดับต่ำสุด

ส่วนสถานการณ์แบบอัตราเติบโตคงที่ สมมติให้ความต้องการเหรียญ USDT ในตลาดเกิดใหม่และระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tether สามารถรักษาอัตราการสะสมทองคำเฉลี่ยไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่สถานการณ์เชิงรุก สมมติให้บริษัทเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ทางกายภาพอย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสามารถรักษาระดับการเข้าซื้อทองคำแท่งในอัตราสูงสุดอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาของการคาดการณ์

หากเป็นไปตามแบบจำลอง Tether อาจขยับขึ้นใกล้กลุ่มประเทศผู้ถือครองทองคำรายใหญ่

ผลการคาดการณ์ระบุว่า หากดำเนินไปตามสถานการณ์เชิงรุก Tether อาจมีทองคำสะสมประมาณ 608 ตันภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้บริษัทขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก หากเปรียบเทียบกับประเทศและสถาบันที่ถือครองทองคำสำรองรายใหญ่ โดยมีปริมาณคิดเป็นประมาณ 7.47% ของปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐอเมริกา

ภายใต้สถานการณ์อัตราเติบโตคงที่ Tether จะมีทองคำประมาณ 491 ตัน คิดเป็น 6.04% ของปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐฯ และอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก

ส่วนสถานการณ์แบบอนุรักษนิยม บริษัทจะถือครองทองคำประมาณ 374 ตัน หรือคิดเป็น 4.60% ของทองคำสำรองของสหรัฐฯ ซึ่งจะอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก

สำหรับการเปรียบเทียบกับประเทศและสถาบันที่ถือครองทองคำรายใหญ่ สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับหนึ่งด้วยทองคำสำรอง 8,133.5 ตัน รองลงมาคือเยอรมนี 3,350 ตัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2,814.1 ตัน และสาธารณรัฐประชาชนจีน 2,313 ตัน ขณะที่โปแลนด์ตั้งเป้าหมายเพิ่มทุนสำรองทองคำเป็น 700 ตันในช่วงปี 2026-2030 ส่วนประเทศตุรกีถือครองทองคำ 535 ตัน โปรตุเกส 383 ตัน และอุซเบกิสถาน 416 ตัน

กฎหมายใหม่อาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายพอร์ตทองคำของ Tether

รายงานระบุว่า การก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านทองคำภายในปี 2030 ยังต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายและระบบการเงินโลก ซึ่งอาจกลายเป็นขีดจำกัดสำคัญของการขยายตัว

ข้อจำกัดประการแรกมาจากร่างกฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผ่านการพิจารณาในช่วงปี 2025/2026 และเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในช่วงปี 2026-2027 โดยกำหนดกรอบกำกับดูแลผู้ให้บริการ Stablecoin ที่อ้างอิงเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างเข้มงวด

กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันของ Stablecoin ได้ ต้องจำกัดอยู่เพียงเงินสดที่ฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการค้ำประกันจาก FDIC พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นอายุไม่เกิน 90 วัน สัญญาซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และกองทุนรวมตลาดเงินของรัฐบาลเท่านั้น

ขณะเดียวกัน กฎหมายยังห้ามนำสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ บิตคอยน์ หุ้นกู้เอกชน หรืออสังหาริมทรัพย์ มานับรวมเป็นหลักประกันในสัดส่วน 1:1 ของ Stablecoin ส่งผลให้ Tether ต้องแยกโครงสร้างทรัพย์สินอย่างชัดเจน หากต้องการให้บริการแก่ผู้ใช้งานหรือสถาบันที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐอเมริกา โดยพอร์ตทองคำประมาณ 140 ตันจะไม่สามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ได้อีกต่อไป ซึ่งรายงานระบุว่าอาจลดความยืดหยุ่นในการบริหารเงินสำรองและส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของหลักประกัน

กฎ MiCA เพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจในยุโรป

นอกจากกฎหมายของสหรัฐฯ แล้ว Tether ยังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบ MiCA (Markets in Crypto-Assets) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด

รายงานระบุว่า แพลตฟอร์มการเงินและธนาคารดิจิทัลรายใหญ่ในยุโรป เช่น Revolut และ Coinbase ได้ทยอยยุติการให้บริการและเพิกถอนการเข้าถึงการซื้อขายเหรียญ USDT สำหรับผู้ใช้งานในภูมิภาคยุโรปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เนื่องจาก Tether เลือกที่จะไม่ยื่นขออนุญาตตามมาตรฐาน MiCA ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องถือเงินฝากในธนาคารยุโรปในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30-60% ของพอร์ตหลักประกันทั้งหมด

รายงานประเมินว่า หากการเข้าถึงตลาดยุโรปถูกจำกัดอย่างถาวร อัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าเหรียญ USDT ที่หมุนเวียนอาจเข้าสู่ภาวะทรงตัวหรือชะลอลง ส่งผลให้รายรับและกำไรของ Tether ลดลงในระยะยาว

โมเดลธุรกิจ Tether ยังต้องพึ่งพาระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ

โครงสร้างของ Tether คือ แม้บริษัทจะเร่งสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แต่เครื่องยนต์สร้างกำไรยังคงพึ่งพาระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา

การที่ Tether สามารถสร้างกำไรปีละกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อนำไปเข้าซื้อทองคำแท่งอย่างต่อเนื่องนั้น ยังต้องอาศัยสภาวะอัตราดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับประมาณ 5% รวมถึงการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการบริหารหนี้สาธารณะ

รายงานระบุว่า หากระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เผชิญการผิดนัดชำระหนี้ (Sovereign Default) หรือเกิดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วจนใกล้ศูนย์ กระแสเงินสดหลักที่เป็นแหล่งกำไรของ Tether จะได้รับผลกระทบทันที และอาจทำให้กำลังซื้อสำหรับการสะสมทองคำลดลงก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายตามแผนในปี 2030

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...