โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม.เงา เปิดโพยคนใกล้ชิดทรัมป์ แนะศุภจี ไปล็อบบี้ก่อนเจรจาภาษีสหรัฐ ทูตพิศาล บี้ สีหศักดิ์ โชว์ฝีมือ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘พิศาล’ แนะ ’ศุภจี – สีหศักดิ์‘ ล็อบบี้คนใกล้ชิด ‘ทรัมป์’ ก่อนเจรจาภาษีสหรัฐฯ จี้ ‘รมว.กต.’ โชว์ฝีมือการทูต ใช้ประโยชน์จากพันธมิตรเก่า พร้อมสร้างไพ่ต่อรอง ดึงเอกชนร่วมลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภานายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาสอบสวนอัตราภาษีใหม่ ว่า ภาษีทรัมป์ยังไม่จบแม้ว่าจะดูเงียบไป เพราะมีสงครามตะวันออกกลางเกิดขึ้นมา และเมื่อต้นปีที่ศาลสูง สหรัฐฯตัดสินให้การใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่สหรัฐฯ จึงใช้มาตรา 122 ทำให้ไทยถูกเก็บภาษีอยู่ที่ 10% ซึ่งจะจบในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ดังนั้น ตอนนี้จึงเข้าสู่เฟสใหม่ที่สหรัฐฯ พยายามจะใช้มาตรา 301 โดยมี 2 มาตรการสำคัญที่เขายกมาเป็นข้ออ้างในการขึ้นภาษีกับประเทศไทยคือ แรงงานบังคับกับการมีส่วนเกิน โดยขณะนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พยายามเจรจาให้จบ โดยนำข้อตกลงเดิมที่เราเคยจะถูกเก็บภาษี 36% ไปเจรจาทั้งก้อน

ฉะนั้น เราจึงมีข้อเสนอว่า 1.ควรยืนยันต่อสู้ใน 2.ประเด็นที่ถูกโต้แย้งจากสหรัฐฯ ไม่ควรปล่อยผ่านเพราะอาจเป็นปัญหาต่อไปในระยะยาว โดยข้อแรกคือการผลิตส่วนเกินที่เราถูกสหรัฐฯ กล่าวหา ซึ่งชัดเจนว่า เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไทยไม่มีบทบาทของรัฐบาลเข้าไปอุดหนุนภาคผลิตจนผลิตล้นเกิน USCR มีข้อมูลว่าดัชนีการผลิตของเราต่ำกว่าครั้งที่มีโควิดด้วยซ้ำ และยังไม่ฟื้นกลับมา แต่ยังมีการส่งออกที่เกินดุลกับสหรัฐฯ

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ในส่วนนี้สามารถใช้ข้อสรุปของภาคเราเป็นข้อโต้แย้งได้อย่างชัดเจนว่าเราไม่ได้ใช้รัฐอุดหนุนเหมือนจีน เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ขณะที่เรื่องแรงงานภาคบังคับนั้น สหรัฐฯ และ USCR ออกกล่าวหาว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่อาจจะที่การใช้แรงงานภาคบังคับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องคุยกับ EU อยู่แล้ว และปัจจุบัน EU ได้ออกกฎระเบียบมาโดยจะมีการบังคับใช้ช่วงปลายปีหน้า ทั้งนี้ ไทยจะเป็นต้องมีการเจรจา FTA และทำการค้ากับ EU ต่อไป ฉะนั้น กรอบนี้จึงจะเป็นกรอบที่อย่างไรก็ตามเราต้องทำอยู่แล้ว และในอนาคตอันใกล้นั้นควรที่จะต้องมีการยกขึ้นมาตั้งกฎระเบียบใหม่ให้จริงจัง และเป็นข้อต่อรองกับสหรัฐฯ ว่าเรามีการแก้ไขแล้ว ฉะนั้น จุดยืนข้อแรกของเราคือ อย่าไปยอม และต่อสู้ 2 ข้อกล่าวหากับสหรัฐฯ อย่าไปยอมจนอำนาจต่อรองของเราสูญเสียไป สำหรับข้อเรียกร้องข้อที่สอง คือ การที่นางศุภจี กำลังจะไปเจรจาเรื่อง ART หรือมาตรการการค้าต่างตอบแทน เราเสนอให้ปรับลดข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วน เพราะตอนนี้เกมเปลี่ยนแล้ว ตัวเลข 36% ในตอนนั้นรุนแรงจริง แต่ขณะนี้ตัวเลขอยู่ระหว่าง 10-12.5% ภายใต้มาตรา 301

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้หากเราทำตามเราจะลดเหลือ 10% แต่หากเราไม่ทำตามจะถูกเก็บ 12.5% ช่องว่างมีเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น แต่ขณะนี้เหมือนรัฐบาลจะกลับไปเดินหน้าเจรจาโดยเอากรอบข้อตกลงเดิมรอบ 36% ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกภาษี 99% ของสหรัฐฯ ซื้อพลังงาน ซื้อเครื่องบิน เปิดตลาดสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ข้าวโพด รวมถึง ยกเลิกรางวัลนำจับศุลกากร และเปิดเสรีตลาดต่างๆ ฉะนั้นจึงควรทบทวนปรับข้อตกลงเหล่านี้ให้ได้สัดส่วนกับสภาพของปัญหาและเกณฑ์ที่เปลี่ยน เพราะไม่ได้รุนแรงเท่าเดิมแล้ว ที่สำคัญคือไม่อยากให้รัฐบาลและนางศุภจียึดว่าหากสุดท้ายเจรจาลดได้ 10% แล้วนับเป็นความสำเร็จ เคพีไอ ขออย่าทำเพราะข้อตกลงที่จะนำไปแลกเปลี่ยนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ในระยะยาว หากมีการเปิดตลาดไปแล้วจะเปลี่ยนกลับมาไม่ได้ ฉะนั้น ย้ำว่าขออย่ายึดเอาเคพีไอเรื่องยึดหลักเกณฑ์ภาษี แต่ขอให้ดูว่าข้อตกลงที่เราจะนำไปแลกนั้นคืออะไร

“นอกจากนี้ ยังขอให้ทำอย่างเปิดเผยโปร่งใสผ่านกลไกสภาฯ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 นั้นชัดเจนว่าหากมีการเจรจาการค้าที่ผูกพันเรื่องการค้าการลงทุน มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง จะต้องทำผ่านกลไกสภาฯ ยืนยันว่ารอบนี้เราไม่แทบเคยเห็นข่าวและรัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเลยว่าจะเอาอะไรไปต่อรองกับสหรัฐฯ ในรอบนี้ ฉะนั้น จึงขอให้นำเข้าผ่านกระบวนการสภาฯ เปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรมกับประชาชนทุกฝ่าย เพราะเราเห็นว่ารัฐบาลพยายามจะเจรจากับทุกฝ่ายให้จบในเร็ววัน แต่เรากังวลว่าเราอาจจะนำข้อแลกเปลี่ยนไปมากเกินไป ตอนนี้เกมเปลี่ยนแล้วไม่ได้รุนแรงเท่าเดิม อย่าลืมว่าเราสามารถสู้กับ 2 ข้อวิจารณ์ที่สหรัฐโต้แย้งเราได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยทั้ง 2 กรณี“ นายวีระยุทธ กล่าว

ด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอแนะถึงนางศุภจีคือ 1.ต้องมีแผนชัดเจนว่าจะไปเพื่ออะไร และจะนัดเจอใครจึงจะได้สิ่งนั้น 2. ต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตัน เพราะขณะนี้ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ประธานาธิบดีคนเดียว สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา ไม่มีน้ำยา ครม.ของทรัมป์ ส.ส. และส.ว. พรรครีพับกันเกือบทั้งหมดอวย เอาใจ ไม่อยากขัดใจทรัมป์ 3.การที่นางศุภจีไปวอชิงตันท่านต้องล็อบบี้เป็น ท่านต้องมุ่งเจอคนที่เขาเข้าถึงทรัมป์ เพราะท่านคงไม่ได้เจอทรัมป์ ท่านต้องมีไพ่ต่อรอง ต้นเดือนที่แล้วตอนที่ท่านไป ท่านได้พบกับคนที่ถูกต้องที่ควรพบเพียงคนเดียว นอกนั้นสอบตกในเรื่องของการล็อบบี้ รอบหน้าหากท่านจะไปวอชิงตันเพื่อการล็อบบี้แบบเป็นมวย ขอให้นางศุภจีนัดกับคนชื่อต่อไปนี้

ได้แก่ 1.Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเพื่อนเกิลของทรัมป์ สามารถเข้าถึงทรัมป์ได้ 2.ปีเตอร์ นาวาร์โร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นมือขวาของทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาว ทำเรื่องภาษีทรัมป์มากับมือ และยังเป็นที่ปรึกษาอาวุโสในเรื่องการค้าและการผลิต 3.สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งนางศุภจีเป็นรองนายกรัฐมนตรีสามารถขอพบได้ คนนี้ท่านต้องขอพบให้ได้เพราะเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในครม.เศรษฐกิจของทรัมป์ เป็นคนที่มีบทบาทในเรื่องภาษีทรัมป์ และเป็นคนที่น่าจะมาประชุมเวิร์ดแบงก์ประจำปีที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ ขอเสนอแนะให้รัฐบาลเตรียมแผนที่จะสร้างความประทับใจกับคนๆ นี้

“นางศุภจีต้องไปสภาคองเกรส แต่อย่าขอพบ ส.ส. และส.ว.พรรคเดโมแครต ท่านต้องถนอมส.ว.แทมมี่ ดักเวิร์ธ อย่าใช้เธอเป็นยาสามัญประจำบ้าน ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ฟังพรรคเดโมแครตแน่นอน ท่านต้องเข้าพบพรรคริพับกัน ส.ส.และ ส.ว.ที่ใกล้ชิด ต้องเจอคนสำคัญในคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องภาษีและการค้าเพื่อลดความเสียเปรียบในการตกลงการค้าต่างตอบแทน และขอเสนอแนะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปแสดงฝีมือล็อบบี้ทางการเมือง ท่านต้องใช้ไพ่พันธมิตรเก่าให้เป็น และต้องแสดงให้ฝ่ายการเมืองของวอชิงตันเห็นว่าสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรเก่า“ นายพิศาล กล่าว

นายพิศาล กล่าวต่อว่า สำหรับการสร้างไพ่ต่อรองในอนาคตขอให้รัฐบาลเชิญชวนภาคเอกชนไปลงทุนในสหรัฐฯ แต่การลงทุนแบบมียุทธศาสตร์ คือลงทุนแล้วมีการสร้างงานที่จะทำให้บริษัทกับประเทศไทยมีไพ่ต่อรองกับประธานาธิบดี ไม่ใช่ทรัมป์ แต่เป็นประธานาธิบดีเรื่อยๆ ไปในอนาคต ซึ่งขอแนะนำรัฐต่อไปนี้คือเพนซิลเวเนีย มิชิแกรนด์ วิสคอนซิน จอร์เจีย อาริโซนา ซึ่งรัฐเหล่านี้ เป็นรัฐชี้ขาดว่าใครจะชนะเป็นประธานาธิบดี หากลงทุนในรัฐเหล่านี้ ประธานาธิบดีอยากพบตัวแทนประเทศไทยแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครม.เงา เปิดโพยคนใกล้ชิดทรัมป์ แนะศุภจี ไปล็อบบี้ก่อนเจรจาภาษีสหรัฐ ทูตพิศาล บี้ สีหศักดิ์ โชว์ฝีมือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...