เปิดชีวิตอดีตรัชทายาทลำดับที่ 2 ของสยาม ในกองทัพบกรัสเซีย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสยามประเทศ ให้ทันสมัย มีการส่งพระราชโอรส ให้เสด็จไปทรงศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป
1 ในหลายพระองค์ ที่กลับมารับราชการทหารและมีพระบารมีในกองทัพ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หรือต่อมาคือ จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ อันเป็นพระราชโอรสที่มีพระสติปัญญาฉลาดเฉลียว พระจริยวัตรงดงาม และยังทรงอยู่ในฐานะรัชทายาทพระองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระเชษฐา
การศึกษาวิชาทหารบกในรัสเซีย
จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หลังจากทรงเข้ารับการศึกษาภาษาอังกฤษ ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ทรงศึกษาวิชาทหารบก ณ ประเทศรัสเซีย
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และมีหมายกำหนดการเสด็จฯ พบกับจักรรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นพระสหาย เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย เสด็จฯเยือนสยาม โดยฝ่ายสยาม จัดพิธีถวายการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ทรงกราบบังคมทูลเชิญให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่ประเทศรัสเซีย โดยรับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์ และเจ้าฟ้าพระองค์นั้น คือ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กรัสเซีย
สมเด็จเจ้าฟ้าชายจักรพงษ์ภูวนาถ หรือ “ทูลกระหม่อมเล็ก” ทรงเข้าศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps de Pages ประเทศรัสเซีย เมื่อพระชนมพรรษา 16 ปี ในการไปศึกษาของพระองค์ในประเทศรัสเซียคราวนั้น มีผู้ตามเสด็จไปร่วมเรียนด้วยคือ นายพุ่ม สาคร นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่สอบชิงทุนได้เป็นครั้งแรก โดยจักรพรรดินิโคลัส ได้รับสั่งให้พลตรีเคาน์ต เค็ลแลร์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก และนายร้อยเอกวัลเดมาร์ฆรูลอฟฟ์ นายทหารม้ารักษาพระองค์ เป็นผู้ดูแลแทนพระองค์
สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ ทรงสอบไล่ได้ที่ 1 นายพุ่มสอบได้เป็นที่ 2 ยิ่งกว่านั้นผลการสอบของพระองค์ในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กในราชสำนักรัสเซีย ทรงทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโรงเรียน ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลาอ่อนของโรงเรียน
รับราชการทหารม้า ในกองทัพบกรัสเซีย
ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ และนายพุ่ม ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารม้าประจำกรมทหารม้าฮุสซาร์ของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ทรงได้รับการเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก จากนั้นเข้า รับการศึกษาชั้นสูง ประจำโรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกับนายพุ่ม พระสหาย
ทรงสอบได้เป็นที่ 1 อีกครั้ง จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ทรงแต่งตั้งให้เป็นนายพันเอกพิเศษ ในกองทัพบกรัสเซียและเป็นนายทหารพิเศษในกรมทหารม้าฮุสซาร์ ของสมเด็จพระจักรพรรดิ
และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์อันเดรย์ ชั้นสายสะพาย ซึ่งเป็นตราสูงสุดของประเทศรัสเซียสมัยนั้น รวมทั้งตราเซนต์วลาดิเมียร์อีกด้วย
ในระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้าชายจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงศึกษาอยู่ในรัสเซีย บางช่วงทรงพอพระทัยหญิงสาวชาวรัสเซีย แต่เพราะฐานะความเป็นเจ้าทําให้ไม่สามารถทรงทําตามพระทัยปรารถนาในการที่จะคบหากับหญิงสาวชาวรัสเซียเกินกว่าความเป็นเพื่อน ทําให้ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายฐานะความเป็นเจ้า
ทั้งนี้ ทรงยึดถือพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดพระราชทานพระราชโอรสที่เสด็จไปทรงศึกษาในทวีปยุโรป ที่มีความตอนหนึ่งว่า
“…ถ้าจะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วจริง ๆ อยู่จนตลอดชีวิตก็สบาย ดังนั้นจะไม่ผิดอันใดกับสัตว์ เดรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์เดรัจฉานนั้นเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แล้วก็ตาย แต่สัตว์บางอย่างมีเขามีหนังมีกระดูกเป็นประโยชน์ได้บ้าง แต่ถ้าคนเราประพฤติอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานบางพวกไปเสียอีก…”
รัชทายาท ในรัชกาลที่ 6
เมื่อเสด็จฯกลับถึงสยาม ในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงถูกตั้งให้เป็นรัชทายาท ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 มีการประชุมเสนาบดีสภา รัชกาลที่ 6 จึงนำเรื่องตั้งรัชทายาทเสนอในสภา จากนั้นได้ให้เลขาธิการสภาอ่านพระราชกฤษฎีกา “เรื่องตั้งรัชทายาท” และให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงอ่านปฏิญญานั้นด้วย รัชกาลที่ 6 ทรงกล่าวต่อที่ประชุมเสนาบดีสภาว่า
“…ในเวลานี้ต้องให้น้องร่วมพระราชชนนีเปนรัชทายาทไม่มีอย่างอื่น เว้นแต่ข้าพเจ้ามีบุตรให้บุตรเปนรัชทายาทต่อไป เพราะฉนั้นในเวลานี้ข้าพเจ้าขอกำหนดไว้ว่า ให้น้องที่เกิดแต่สมเด็จพระบรมราชินีนารถอันเปนน้องร่วมอุทรเปนรัชทายาทตามลำดับอายุพรรษกาล จำเดิมด้วยน้องชายเล็ก เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมขุนพิศณุโลกประชานารถ ผู้เปนน้องมีอายุพรรษารองตัวข้าพเจ้านี้ลงไป…” โดยให้สมาชิกในสภาแห่งนั้นลงนามรับรองการตั้งรัชทายาทนี้โดยทั่วกัน
ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 ที่ทรงใช้พระนามแฝง ว่า “ราม วชิราวุธ” ตอนหนึ่งระบุว่าเรื่องตำแหน่งรัชทายาท ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ไว้ตอนหนึ่งด้วยว่า ในที่ประชุมไม่มีใครกล้าคัดค้านเพราะ“…เขาพากันเกรงน้องชายเล็ก…” ปรากฏว่าสองวันต่อมา กรมพระยาดำรงราชานุภาพมาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 6 กราบทูลว่า ในบรรดาองคมนตรีมีผู้คัดค้านการตั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เป็นรัชทายาท เพราะ“…เขาพากันรังเกียจเรื่องเมีย…”
คัทริน เมียหม่อมชาวยูเครน
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงรับ คัทริน เดสนิตสกี หรือ แคทยา หญิงสาวชาวยูเครน เป็นหม่อม ต่อมาได้รับชื่อในเมืองไทยว่า หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก หรือ หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา มีพระโอรส พระองค์เดียว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
คัทริน เดสนิตสกี หรือ แคทยา เป็นบุตรสาวของอีวาน สเตปาโนวิช เดสนิตสกี เป็นข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม และได้เป็นประธานผู้พิพากษาสูงสุดของแคว้นลุตซ์ก ในเขตยูเครน ส่วนมารดาของเธอ มาเรีย มิลไฮลอฟวา เกิดในตระกูลคิชเนียคอฟฟ์ ที่ครอบครองที่ดินเพื่อทำธุรกิจมาหลายชั่วอายุคน
พ่อของหม่อมคัทริน เสียชีวิตตั้งแต่หม่อมยังเป็นทารก หม่อมคัทริน ถูกเลี้ยงดูจากแม่ในเมืองเคียฟ ได้รับการศึกษา โดยเรียนภาษาฝรั่งเศสกับพี่เลี้ยงชาวฝรั่งเศส เมื่อเกิดสงครามระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น ขณะที่หม่อมมีอายุ 16 ปี แม่ของหม่อมก็เสียชีวิต หม่อมจึงใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชายในกรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย ต่อมาได้พบรักกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ
พิธีเสกสมรส ระหว่างเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมคัทริน จัดขึ้นที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล มีพิธีการทางศาสนาตามแบบนิกายออร์โธดอกซ์ของรัสเซีย ในโบสต์เซนต์ทรินิตี บนถนนเปรา โดยมิได้กราบทูลให้พระราชบิดาและจักรพรรดิซาร์ทรงทราบ
เมื่อเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สำเร็จการศึกษา และเสด็จกลับสยาม พร้อมกับหม่อมคัทริน แต่ยังไม่ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี จึงต้องให้หม่อมคัทริน พักอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นการชั่วคราว
ในเวลาต่อมา เมื่อหม่อมคัทริน เดินทางถึงสยาม เข้าพักที่วังปารุสกวัน โดยยังไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในฐานะสะใภ้หลวง
หม่อมคัทรินปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยทั้งในเรื่องกิริยามารยาท การแสดงออกที่สุภาพอ่อนโยนในสายตาชาววังซึ่งเป็นชนชั้นสูง และเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ และได้ประสูติโอรสเป็นชายพระองค์แรกและพระองค์เดียวคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในปลายปี 2540
ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ทำให้เจ้านายและขุนนางในรัสเซียต้องลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศ หม่อมคัทรินจึงไม่มีโอกาสได้กลับรัสเซีย กระทั่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จทิวงคต และโอรสพระองค์เดียว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของรัชกาลที่ 6
ในช่วงท้ายของชีวิตหม่อมคัทริน ชาวยูเครน อดีตสะใภ้หลวง ใช้ชีวิตอยู่ในปารีส ฝรั่งเศส และเดินทางไป-กลับอังกฤษ เพื่อพบกับพระโอรส และหม่อมคัทรินต้องย้ายกลับไปอยู่ในอเมริกา ในช่วงที่อังกฤษเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่ออายุ 71 ปี