โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เจ้านั่นแหละ ฮูหยินของท่านแม่ทัพ! (ตรวจคำแล้ว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 มี.ค. 2567 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2567 เวลา 15.36 น. • ฉีหลินเต้าฉือ
สตรีดื้อดึงเยี่ยงนาง ต้องกลายมาเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพที่มีตาเพียงข้างเดียว ท่านพ่อท่านแม่กล่าวว่า เพราะนิสัยอย่างนาง ไม่มีแม้แต่บุรุษคนไหนจะมอง!!

ข้อมูลเบื้องต้น

https://sites.google.com/view/pratumvadeeniyay/หนาแรก

เว็บนี้เป็นเว็บที่ไรต์สร้างขึ้นเพื่ออัพเดตนิยายต่าง ๆ รวมถึงนิยายที่กำลังจะเปิดใหม่ "ทุกเรื่อง" นะคะ ใครอยากอ่านกดเข้าไปอ่าน/ชมได้เลยค่า

อัพทุกวัน ฟรีถึงตอนที่ 29

มีตอนพิเศษแค่ในอีบุ๊คเท่านั้น

เจ้านั่นแหละ ฮูหยินของท่านแม่ทัพ!

"เหลียน เลี่ยงหลิ่ง" ลูกรักลูกชังแห่งจวนเสนาบดีกรม ที่รักการอ่านยิ่งกว่าแม่ รักการต่อสู้ยิ่งกว่าพ่อ ความหัวก้าวหน้าทำให้ เลี่ยงหลิ่ง กลายเป็นลูกชังของฮูหยินใหญ่ตระกูลเหลียนและบรรดาวงศาคณาญาติคนอื่นๆ ที่มีความคิดแค่ว่า "เป็นสตรีต้องรักนวลสงวนตัว อยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือน เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดร นั่งเงียบนอนเงียบ เดินเงียบ ห้ามเถียง ห้ามต่อปากต่อคำ ทำงานทุกอย่างในเรือน หากมีเรือนต้องคอยปรนนิบัติสามี"

แต่นั่นไม่ใช่นิสัยของเลี่ยงหลิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว!

นางคิดว่า นางจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้ มีมือมีเท้าเยี่ยงบุรุษ เหตุใดต้องทำตัวเสียเปรียบด้วยเล่า!

เพราะด้วยความคิดของนางก้าวหน้าเกินไป จนขัดใจมากเกินกว่าจะเสวนาด้วยได้ จึงถูกตัดหางปล่อยวัด นำส่งเข้าจวนตระกูลแม่ทัพ ตระกูล ฟาน ที่เป็นนักรบคู่บังลังก์มานานนับกว่าร้อยปีเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ ท่านแม่ทัพที่มีฉายาว่า ปีศาจทมิฬตาเดียว

ฟังดูแล้วน่ากลัว ชวนขนลุก แต่ภายใต้ความน่ากลัวก็เป็นที่น่ารังเกียจที่ท่านแม่ทัพนำจวน เป็นคนพิการตาบอดข้างเดียว จึงไม่มีใครกล้าที่จะยกลูกสาวเข้ามาแต่งเป็นฮูหยินใหญ่ตระกูล ฟาน ถึงแม้ว่า "หานซวน" จะเก่งกาจในการรบ เป็นที่โปรดปราณของฮ่องเต้มากเพียงใด แต่มีข่าวลือว่าเขานั้นมีนิสัยเหี้ยมโหด เลือดเย็น ฆ่าได้แม้กระทั่งแมวน้อยตัวเล็กๆ ที่บังอาจกล้าใช้กรงเล็บข่วนผนังเรือนแค่เพียงนิดเดียว!

และแน่นอนว่ากว่าเลี่ยงหลิ่งจะรู้ตัว ก็ถูกส่งตัวเข้าหอไปยืนอยู่ต่อหน้า ปีศาจทมิฬตาเดียว ที่นั่งมองนางด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเป็นเพียงรูปปั้นเสียแล้ว!

แล้วคราวนี้เลี่ยงหลิ่งจะทำอย่างไร จะอยู่กับเจ้าปีศาจใจเหี้ยมนี้ได้พ้นคืนวันเข้าหอหรือไม่ ติดตามได้ใน เจ้านั่นแหละ ฮูหยินของท่านแม่ทัพ! ได้แล้ววันนี้

Facebook page : ปทุมวดี PratumvadeeOfficial

Twitter : @Pratumvadeewri

Instargram : pratumv_adee

E-Book และ E-Pub :

https://www.mebmarket.com/web/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjM1NDYwOSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIzMzA4OSI7fQ

บทนำ

คำเตือน

นิยายรักจีนโบราณ เรื่องนี้ไม่อิงประวัติศาสตร์ เนื้อหาทุกตอนเป็นจินตนาการของนักเขียน อาจมีความรู้ เกร็ดเล็กน้อยสอดแทรกเข้ามาในเนื้อหาบางตอน โปรดระวังเนื้อหาบางตอนอาจกระทบกระเทือนจิตใจของผู้อ่านได้ นักเขียนขอให้นักอ่านทุกท่านใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ภาษาที่ใช้ในเรื่องอาจแตกต่างจากผลงานเรื่องอื่นที่นักเขียนเคยเขียนไว้ แต่นักเขียนคิดมารอบคอบแล้วว่าจะพยายามทำให้ภาษาที่เขียนอ่านง่าย เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้นักอ่านเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่อง

ปทุมวดี

社论 shèlùn

บทนำ

“คุณหนูเจ้าคะ ทำแบบนั้นมันจะดีหรือเจ้าคะ ข้าว่าพอเถอะเจ้าค่ะ ก่อนที่ฮูหยินใหญ่จะมาเจอเข้าเสียก่อน”

“ไม่เป็นไรหรอกหน่า ข้าแค่อยากได้ผลไม้เอง ไม่มีใครอยู่แถวนี้ ก็ต้องปีนขึ้นไปเอาเองสิ”

“คุณหนูให้ข้าปืนแทนเถอะ คุณหนูลงมาเถอะเจ้าค่ะ”

“ไม่เอา ๆ พูดอะไรเรื่อยเปื่อย เจ้าอายุมากแล้วจะปีนได้อย่างไรเล่า เดี๋ยวก็ตกต้นไม้หลังหักกันพอดี ข้าขี้เกียจพาเจ้าไปหาหมอไป่”พูดถึงหมอประจำตระกูล

ฉิงอัน บ่าวคนสนิท..แต่จะเรียกว่าบ่าวก็คงมากไป เรียกว่าพี่เลี้ยงจะดีเสียกว่า ฉิงอันมองคุณหนูของนางพยายามยื้อมือไปเอาผลไม้ชนิดหนึ่งผลโตที่ล่อตาล่อใจ หากใครได้รับประทานผลไม้ผลนี้ คงจะนอนหลับสบายแน่

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ห้ามต่อ ก็มีมือสะกิดที่ไหล่ของฉิงอันที่ยืน

กระวนกระวายอยู่ ด้วยความที่นางมัวแต่ห่วงคุณหนูกลัวตกลงจากต้นผลไม้ต้นใหญ่ก็ปัดมือนั้นออกเสียหลายครา จนเจ้าของมือก้มลงที่ข้างหูของนาง

“เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่รึ? ฉิงอัน”เสียงแหบแก่อายุกระซิบถาม ฉิงอันจึงรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ภัยกำลังมาเยือนคุณหนูของนางเข้าแล้ว

“ฮะ..ฮูหยินใหญ่! คุณหนู คุณหนู!”พี่เลี้ยงฉิงอันรีบนั่งลงทันทีและยังไม่วายหันกลับไปเรียกคุณหนูของตน

“อะไรอีกเล่า! ข้ากำลังจะหยิบได้แล้ว เจ้าดูต้นทางไป อย่ามาเรียกข้า!”

“จะลงมาดี ๆ หรือจะให้ข้าเรียกบ่าวมาเขย่าต้นไม้ให้เจ้าตกลงมา

เลี่ยงหลิ่ง!”

สิ้นสุดคำประกาสิทธิ์คุณหนูรองตระกูลเหลียนก็ชะงักและค่อย ๆ ก้มลงมามองต้นเสียงและยิ้มแหย่ ๆ ให้กับเจ้าของเสียง

เสียงวางมือลงบนโต๊ะของฮูหยินใหญ่ ทำเอาเลี่ยงหลิ่งสะดุ้งโหย่ง นางนั่งก้มหน้าลง แต่มิอาจรู้ได้ว่ากำลังรู้สึกผิดหรือหาข้อแก้ตัวอยู่

“แม่บอกเจ้ากี่รอบแล้วว่าไม่ให้ปีนต้นไม้แบบนั้นอีก ใยเจ้าจึงไม่ฟังคำพูดแม่ เห็นว่าแม่เป็นหัวหลักหัวตออย่างนั้นรึ”

“ขออภัยท่านแม่ ลูกแค่..อยากรับประทานผลไม้ที่อยู่บนต้น แล้วตอนนั้นก็ไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น ครั้นจะสั่งให้พี่ฉิงอันขึ้นแทน ก็เกรงว่านางจะตกลงมา กระดูกหัก”

“ใครบอกให้เจ้าเถียง กิริยาเยี่ยงนี้ก็เช่นกัน มันสมควรนักรึ ดูพี่เจ้าสิ! ไม่เคยก่อเรื่องวุ่นวายให้แม่เลยแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับทำให้แม่ปวดหัวได้ทุกวัน งั้นงานประจำเมืองคงมิต้องออกจวนแล้วกระมัง”

อะไรนี่..แค่อธิบายก็ว่าเถียง ก็เมื่อครู่ถามนางมิใช่รึ นางแค่ตอบไปตามจริง นางผิดตรงไหนกันล่ะ เลี่ยงหลิ่งหันไปมองหน้าซูหนี่ว์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล

เรียบร้อย อ่อนหวาน ไม่หือไม่อือแบบนั้นน่าเบื่อจะตายไป คนหัวรั้นอย่างนางทำไม่ได้เหมือนอย่างพี่สาวหรอก

“อะไรกัน มันก็ถูกของลูกแล้วนี่ เจ้าจะอะไรกับนางนัก อายุขนาดนี้แล้วก็รู้ภาษาแล้วล่ะ แค่ดื้อไปหน่อย”เสนาบดีกรมผู้เป็นบิดา เดินเข้ามา หลังจากได้รับแจ้งจากบ่าวว่า ลูกสาวคนเล็กกำลังโดนตำหนิอยู่

“ท่านเสนาบดี ท่านเลิกให้ท้ายเลี่ยงหลิ่งเสียทีเถิด นางเสียคนไปหมด แม้แต่ท่านแม่ของท่านยังกล่าวตำหนิข้า เรื่องที่เลี้ยงดูนางไม่ดี ไม่เป็นกุลสตรีเหมือนอย่างซูหนี่ว์”เงยหน้าขึ้นเอ็ดผู้เป็นสามี จนเสนาบดีกรมถึงกับชะงักไป และกระแอมไอขึ้นมา

“เอาล่ะ ๆ ข้าว่าเจ้าอย่าคิดมากไปเลยดีกว่า ท่านแม่ก็เป็นซะอย่างนั้น อย่าไปใส่ใจมากคนแก่ก็แบบนี้”

“นั่นประไร ข้าก็พอจะรู้หรอกว่าเลี่ยงหลิ่งได้นิสัย วาจาแบบนี้มาจากผู้ใดที่แท้ก็มาจากท่านนี่เอง”

“เจ้าจะว่าข้าแบบนี้ได้อย่างไร เจ้าจะสอนเจ้าเด็กคนนี้ได้อย่างไรไม่ให้เถียงเจ้า ในขณะที่เจ้ายังเถียงข้าอยู่เช่นนี้”เสนาบดีกรมย้อนกลับ เขาหาช่องโหว่ในการต่อกรกับฮูหยินใหญ่ของตน เพื่อช่วยลูกสาวคนโปรด

พอได้ยินแบบนั้นฮูหยินใหญ่ก็ไปต่อไม่เป็น นางจึงแสร้งหันไปทางอื่น

“เอาล่ะ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะได้ความเมตตาจากแม่ เป็นเพราะพ่อเจ้าหรอกนะ”ประโยคสุดท้ายพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง และโบกมือให้ เลี่ยงหลิ่งและพี่เลี้ยงออกไปให้พ้น ๆ ก่อนที่ความดันจะขึ้น

เลี่ยงหลิ่งเดินออกมาด้วยอากัปกิริยาไม่สุภาพมากนัก นางรู้สึกเบื่อหน่ายกับกฎระเบียบในจวนนี้เสียเหลือเกิน นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ห้ามไปหมดทุกอย่าง

“ครั้งนี้ดีนะเจ้าคะ ที่ท่านเสนาบดีกรมกลับมาก่อนที่คุณหนูจะโดนลงหวาย ไม่เช่นนั้น คงได้แผลกลับห้องอีกเป็นแน่เจ้าค่ะ”ฉิงอันเอ่ยบอก

“ข้าต้องดีใจใช่ไหมพี่ฉิงอัน ที่รอดจากการโดนท่านแม่ทำโทษมาได้”นางนั่งลงระเบียงทางเดินและเอาหัวพิงเสา สายตามองไปบนท้องฟ้า

“ก้อนเมฆปุกปุย นกกระจอก นกแก้ว บินผ่านไปมา ข้าอยากเกิดเป็นเจ้าพวกนั้นเสียจริง ข้าอยากมีอิสระเหมือนนก อยากเปลี่ยนไปตามลมได้อย่าง ก้อนเมฆบ้าง”

“คุณหนู พูดอะไรอย่างนั้น ไม่ดีเลยนะเจ้าคะ ผู้ใดได้ยินเข้าจะไม่ดี”

“ก็ให้ได้ยินไป ข้าไม่เห็นจะสนตรงไหน”

“แต่ข้าต้องขอบใจท่านแม่ใช่ไหม ที่ไม่ส่งข้าเข้าวังไปดัดสันดานในกรงทองแบบนั้น”นางนึกถึงเมื่อครั้งยังเด็กที่แสนซนอย่างกับลิง ตอนนั้นดื้อเสียยิ่งกว่าอะไรดี แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้ถูกส่งเข้าวังไปดัดนิสัย

“แต่ท่านแม่คงคิดว่าตนเองคิดผิดกระมังที่ไม่ได้ส่งข้าไป ถ้าส่งข้าไปตั้งแต่แรก ข้าคงเป็นกุลสตรีเหมือนอย่างพี่ซูหนี่ว์”

“บ๊ะ! ไอ้เจ้านี่ หากข้าไม่เห็นเจ้าเป็นหลานข้า ข้าจะสั่งขังเจ้าเลยจริงเชียว คนอะไร พูดยากพูดเย็นนัก”เฉียนฮ่องเต้ปากระดาษปึกใหญ่ใส่คนที่นั่งคุกเข่าอยู่อย่างนึกอารมณ์กรุ่น

แต่คนที่โดนปากระดาษปึกใหญ่ใส่กลับไม่ได้สะทกสะท้านกับแรงที่กระทบผิวเลยสักนิดเดียว ทั้งยังก้มหน้าทำหน้านิ่ง ๆ อยู่เช่นเดิม

“นี่เจ้า! จะไม่พูดอะไรหน่อยอย่างนั้นรึ! ให้ข้าพูดคนเดียวอยู่ได้”

“กระหม่อมไม่มีสิ่งใดจะกล่าวพะย่ะค่ะ ทั้งหมดที่กระหม่อมกล่าวกับพระองค์ไป..มีเท่านี้”

“หานซวนเจ้านี่มัน! ข้าล่ะโมโหเจ้าจริง ๆ อายุก็ขนาดนี้แล้ว เลยวัยแต่งงานไปแล้วก็ยังเมินเฉยอยู่ได้ ครั้งที่เจ้ารบกลับมา ข้าประทานงานแต่งงานให้เจ้า เจ้าก็ยังกล้าปฏิเสธข้า เจ้า เจ้าที่เป็นแค่แม่ทัพ ปฏิเสธข้า ผู้เป็นฮ่องเต้! เจ้านี่มัน..”

เฉียนฮ่องเต้นึกคำด่าไม่ออก ด่าอะไรไปก็ไม่สะทกสะท้าน แถมยังทำให้โมโหยิ่งกว่าเดิม

“พระองค์ทรงตรัสเรื่องนี้มาหลายครา กระหม่อมขอตอบตามเดิมพะย่ะค่ะว่าไม่มีผู้ใดกล้าแต่งกับคนพิการ อัปลักษณ์อย่างกระหม่อมอยู่แล้ว”

“ใคร! ผู้ใดมันจะกล้าขัดคำสั่งข้านอกจากเจ้ากัน ข้าสั่งให้แต่งก็ต้องแต่ง อย่ามากความ”

หานซวนลอบถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกมาอีก

จนเฉียนฮ่องเต้ไล่ให้กลับออกไป ไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก จนกว่าจะมีรับสั่งให้เรียกตัวเข้าวัง

แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามาในจวนตระกูลฟานที่ดูฟุ้งเฟ้อ ถูกประดับไปด้วย

ผ้าแพรสีสด เขามองรอบ ๆ ก่อนจะสั่งให้รื้อทิ้ง

“รื้อออกไปให้หมด ข้าไม่ชอบผ้าแพรสีสด เอามันออกไป”สิ้นเสียงคำสั่ง บ่าวไพร่ต่างก็รีบรื้อถอนออกจนหมด เสียงเอะอะดังเข้าไปถึงข้างในจนคนในเดินออกมาดู

“หานซวน กลับมาตั้งแต่เมื่อไร ข้าไม่เห็นว่าเจ้ากลับมา”หานซวนมองหน้า

ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮูหยิน แต่ ‘ไม่ใช่ฮูหยินใหญ่’ และ ‘ไม่ใช่แม่ของตน’

เป็นแค่ภรรยาน้อยที่ทำให้มารดาของเขาต้องออกระเหเร่ร่อนไปที่ใดก็ไม่มีผู้ใดรู้ได้

เพียงเพราะบิดาหูเบาเชื่อคำพูดที่ใส่ร้ายป้ายสีของหญิงแพศยาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างนางตรงหน้า หลงระเริงกับรสรักจนลืมความรักของมารดาจนสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ความเมตตา

“ใครสั่งให้ท่านเอาของพวกนี้มาประดับในจวน อยากตายตามท่านพ่อไปมากนักรึ?”

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1

“เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอันใดข้าได้อย่างนั้นรึ? กรรมสิทธิ์ทุกอย่างยังอยู่ในมือข้า รวมถึงสิทธิ์ในการดูแลน้องชายของเจ้า..ก็ยังอยู่ในมือข้า”

ฟานฮูหยิน ยิ้มกระย่องมองบุตรบุญธรรมคนโตของนางอย่างได้ใจ เพราะนางถือกรรมสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านจากแม่ทัพฟาน บิดาของเขาที่ตอนนี้สิ้นชีพไปแล้ว แถมยังได้ผู้เป็นย่าคอยถือหางให้

เพียงเพราะเกลียดชังแม่ของเขา

หานซวนมองด้วยสายตาเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยความเกลียดชัง สายตาของเขาที่ส่งไป รังสีที่แผ่ออกมาทำให้บ่าวไพร่ต่างพากันถอยห่างออกมาและนั่งคุกเข่าลง แต่ฟานฮูหยินไม่มีท่าทีที่จะกลัว หรือเกรงใจเขาเลยสักนิด

“ถ้าเช่นนั้นฟานฮูหยินก็พึงสำนึกถึงบุญคุณของท่านแม่ของข้าด้วย ว่าท่านแม่ข้า เก็บกระต่ายตัวจ้อยอย่างท่านมาเลี้ยง จนไม่ทันสังเกตว่ามันคืองูเห่า”คำพูดของแม่ทัพใหญ่เอ่ยบอก ทำให้ฟานฮูหยินขายหน้าเป็นอย่างมาก บ่าวไพร่ต่างมองหน้ากันไปมาและเงยหน้ามองหน้าฟานฮูหยิน จนนางไล่ทุกคนออกไป

“มองทำไม! พวกเจ้าอยากโดนหวายลงหลังงั้นรึ! จะไปไหนก็ไป! ไปสิ!”

“เหตุใดจึงพูดจารุนแรงปานนั้นกัน นางแค่หวังดี อยากให้จวนมีสีสัน”

“ฟุ้งเฟ้อไม่เรียกว่าหวังดี”

พอเข้ามาในจวนใหญ่ ก็ถูกผู้เป็นย่าเรียกเข้าไปหา ฮูหยินใหญ่ฟานถึงกับถอนหายใจกับคำตอบของหลานชายคนโต

“จะเรียกข้าเข้ามาว่ากล่าวแค่นี้ คราวหลังท่านย่าไม่ต้องเรียกข้ามา”

“ข้าก็ไม่อยากเรียกเจ้าเด็กปากดีเช่นเจ้าเข้ามานักหรอก ฝีปากกล้าเหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด”

“ถ้าทนไม่ได้ ทำไมท่านย่า..”

“ถึงไม่ตาย ๆ ไปพร้อมบุตรของท่านกันล่ะ”

พูดแค่นั้นก็เดินออกมา ปล่อยให้ฮูหยินใหญ่ฟานอ้ำอึ้ง แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้เพราะจวนนี้ได้ถือเป็นของหานซวนไปแล้ว

เพราะเป็นหลานชายคนโต เก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง ถึงจะเกลียดชังมารดาก็ยังใช้ประโยชน์จากบุตรชายได้

ที่ทั้งฮูหยินใหญ่ฟานและฟานฮูหยินอยู่ที่นี่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะจดหมายของมารดาที่ฝากฝังไว้ ไม่อย่างนั้น หานซวนคงไม่กลับมาเหยียบจวนใหญ่และไล่คนเหล่านี้ออกไปแน่

แต่ก็ยังถือว่าดีอยู่ ที่เฉียนฮ่องเต้พระราชทานจวนแม่ทัพหลังใหม่ให้เป็นของรางวัลในการรบชนะครั้งนั้น ครั้งสุดท้ายที่อยู่จวนใหญ่ตระกูลฟานคือตอนที่

แม่ทัพใหญ่ฟาน ผู้เป็นบิดาเสียชีวิตไป

เพราะหลังจากที่บิดาล้มป่วย เขาก็ต้องเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แทนบิดา ตามคำสั่งของเฉียนฮ่องเต้ อีกทั้งส่วนหนึ่งก็เพราะกฎของตระกูล ฟาน จึงไม่ค่อยได้อยู่จวนนัก ต้องไปอยู่ที่ค่ายและป้อมปราการอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่วัยแตกหนุ่มยันเลยวัยแต่งงาน

หานซวนเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อยู่ลึกที่สุดในจวน เขามองเสี้ยวหน้าของคนที่นอนหลับอยู่ ไม่รู้สึกตัว ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เหมือนตายไปแล้วแค่รอให้หัวใจหยุดเต้นเท่านั้น

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงกลับมาเหยียบที่จวนนี้อีกครั้งหนึ่ง

“พวกเจ้าย้ายซั่วหลิงไปจวนข้า”

“พวกเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าไม่มีสิทธิ์ย้ายซั่วหลิง”ฟานฮูหยินรีบเดินเข้ามาภายในห้อง หลังจากที่เห็นว่าบ่าวไพร่กำลังยกเตียงผ้าเคลื่อนย้ายร่างของซั่วหลิงออกไป “ท่าน..ไม่มีสิทธิ์ ท่านต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์”

“เหตุใดข้าจะไม่มีสิทธิ์ ข้าได้รับสิทธิ์จากบิดาของเจ้าให้ดูแลเขา”

“ดูแล ดูแลหรือจะปล่อยให้ตายกันแน่?”

“ข้าไม่สน ท่านพ่อก็เป็นแค่วิญญาณ ไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นมาร

ข้าไม่จำเป็นต้องกลัว คนสันดานต่ำแบบนั้น”

“ปากกล้า ปากเก่งดีนัก เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใหญ่แล้วเจ้าจะสั่งอะไรข้าก็ได้อย่างนั้นรึ!”

“สั่งได้หรือไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้บุตรของท่านถูกคมดาบของข้า ก็อย่ามายุ่ง”

ฟานฮูหยินนึกขนลุกกับสายตาที่เรียบนิ่งของหานซวนขึ้นทันทีเมื่อหานซวนเอาบุตรชายและบุตรสาวของตนขึ้นมาขู่เป็นประกัน แต่ในมือก็ยังกำพัดแน่น ใจขุ่นมัว มองตามออกไปด้วยความโกรธเกลียด

“ไม่ต้องฟังนาง ย้ายออกไป คนที่ใหญ่ที่สุดคือข้า”แต่มีหรือที่ผู้ที่มีฉายาว่า ปีศาจทมิฬตาเดียวอย่างหานซวนจะเกรงกลัว

“ข้าปราณีท่านให้ท่านและบุตรอยู่ที่จวนใหญ่ต่อก็ถือว่าข้าเมตตามากพอแล้ว แล้วมันก็เป็นเพราะแม่ข้าฝากฝัง ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่ใช้สมบัติของท่านพ่ออย่างฟุ้งเฟ้อเช่นนี้อย่างนั้นรึ?”

“ไม่มีทาง”

“เพราะข้าไม่ใช่งูเห่าแบบท่าน..ฟานฮูหยิน..หญิงแพศยา”

“เจ้ากระต่ายน้อย เจ้ามาหาข้าสิ มา ๆ ข้าตามเจ้ามาสามวันแล้ว เมื่อไรเจ้าจะใจอ่อนมาเป็นของข้าเสียที”เลี่ยงหลิ่งยื่นอาหารเล็ก ๆ ไปใกล้กระต่ายสีขาวที่กำลังมองหน้านางอยู่ไม่ไกลมากนัก

“มาสิ ข้าเลี้ยงเจ้าได้ดีกว่าที่เจ้าเลี้ยงตัวเองอีกนะ มาเป็นของข้าเถอะ”

“คุณหนูเจ้าคะ เรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ใส่มาแค่เสื้อคลุมแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้คุณหนูคลายความหนาวได้เลยนะเจ้าคะ”

“พี่ฉิงอัน อย่าเพิ่งขัดข้า ข้ากำลังล่อเจ้ากระต่ายสีขาวขนปุยตัวนี้อยู่ มันกำลังจะไว้ใจข้าแล้ว อย่าส่งเสียงดัง”

กระต่ายตัวน้อยขนสีขาวนุ่มฟูกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ แต่ก็ยังไม่ไว้ใจนาง เลี่ยงหลิ่งเม้มปาก ลุ้นแทบกลั้นหายใจ แต่อีกนิดเดียวกระต่ายน้อยก็จะเข้ามาคว้าอาหารในมือของนางไป เสียงเท้าหนัก ๆ ของม้าตัวใหญ่ดังสนั่นเกินกว่าที่กระต่ายตัวน้อยจะรับไหว ทำให้มันกระโดดกลับเข้าไปในโพรงไม้เช่นเดิมและไม่โผล่ออกมาอีก

“ท่าน! ท่านขี่ม้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไรกัน ข้ากำลังจะล่อเจ้ากระต่ายได้อยู่แล้วเชียว ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ท่านเป็นผู้ใดกัน ห้ะ!”เลี่ยงหลิ่งโยนอาหารในมือทิ้ง นางลุกขึ้นยืนท้าวเอวและชี้มาที่ขบวนม้าที่ผ่านมา จนคนที่อยู่หน้าขบวนหันม้าตัวใหญ่สีดำทมิฬ ดูน่ากลัวกว่าม้าสีน้ำตาลเข้มทุกตัวที่ขี่ตามมา

นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่บนหลังม้าตัวสีดำทมิฬ ก็ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ นึกหวั่นในใจ ว่าจะโดนชักดาบใส่หรือเปล่าที่ไปหมิ่นประมาทเขา

หานซวนมองสตรีที่ยืนท้าวเอวมองเขาอยู่ ท่าทางเอาเรื่องของนางน่ากลัวอยู่ แต่หน้าตาไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย

เลี่ยงหลิงเอาแขนที่ท้าวเอวลงทันทีและเริ่มถอยหลัง แต่สายตาก็ยังมองคนที่อยู่บนหลังม้าอยู่

“เจ้านั่นแหละ เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”

“ที่นี่คือจวนของข้า เจ้าน่ะสิบุกรุก”

“จะ..จวน? จวนของท่าน? แต่ว่า..แถวนี้มันเป็นป่าดอกไม้ จะเป็นจวนของท่านได้อย่างไรกัน”เลี่ยงหลิ่งมองที่ผ้าปิดตาสีดำข้างเดียวและแววตาที่นิ่งเรียบของอีกฝ่าย

ใบหน้าที่ดูคมคายอยู่แล้วพอมีผ้าคาดตา ยิ่งทำให้ดูโหดเหี้ยมขึ้นหลายเท่า

“ไม่ใช่ป่า ไม่มีที่ใดมีป่าดอกไม้ในเมืองเช่นนี้ ที่นี่เป็นหลังจวนของข้า”

“แต่..แต่ท่านทำกระต่ายของข้าหายไป มันกลัวจนโดดเข้าโพรงไม้ไปแล้ว ท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไรกันล่ะ!”พอเถียงไม่ได้ก็บ่ายเบี่ยงเรื่องอื่นเข้ามาแทน หานซวนมองไปที่โพรงไม้ที่อยู่ไม่ไกล

เขาโดดลงจากหลังมาและเดินลงมายื่นมือเข้าไป เขาจับหนังคอของกระต่ายตัวจ้อยออกมา ทำเอาเลี่ยงหลิ่งอ้าปากมองตามด้วยความเป็นห่วง กลัวว่ากระต่ายน้อยจะเจ็บ

หานซวนยื่นกระต่ายน้อยในมือให้นาง เลี่ยงหลิ่งฉวยเอากระต่ายน้อยมาอุ้มไว้ในอ้อมอกทันที และลูบตัวเพื่อให้มันเชื่อใจนาง

“แล้วใยเจ้าจึงไม่จับมันไว้ตั้งแต่แรก จะปล่อยให้มันตกใจทำไม ความผิดของเจ้าจะเป็นความผิดของข้าได้เช่นไรกัน”

“จะเอาไปปิ้งกินก็ไม่เห็นต้องล่อด้วยอาหารมากมายเช่นนั้น”

“ท่าน! ข้าไม่ได้จะทำแบบนั้นเสียหน่อย ผู้ใดจะทำเช่นนั้นกัน!”ยิ่งตาโตตกใจกับสิ่งที่เขาพูด เขาทำให้นางถอยห่างออกไปอีกก้าวและกอดกระต่ายน้อยแน่นขึ้นไปอีก

“ระวังล่ะ กอดแน่นแบบนั้น มันจะกัดเจ้าได้ เจ้ากำลังทำให้มันเจ็บแผล”เลี่ยงหลิ่งรีบคลายอ้อมกอดให้กระต่ายน้อยผ่อนคลายตัว นางก้มลงมองสำรวจทั้งตัวของมัน จนพอเงยหน้าขึ้นมาหานซวนก็ขึ้นม้าและขี่ไปตามทางเข้าจวน ไม่ทันที่เลี่ยงหลิ่งจะได้ขอบใจเขา

“หายไปแล้ว! ข้ายังไม่รู้ชื่อท่านเลย”

“กลับกันเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นเลยนะเจ้าคะ ท่านผู้นั้นเองก็ไม่ใช่ผู้ที่คุณหนูจะเสวนาด้วยได้หรอกนะเจ้าคะ”ฉิงอันถึงกับมือสั่นจับแขนของ

เลี่ยงหลิ่งเขย่าเบา ๆ ด้วยความกลัว เพราะฉิงอันรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร แต่ผู้ที่ไม่สนใจบุรุษอย่างเลี่ยงหลิ่งไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าเขาคือใคร

“ผู้ใด? เหตุใดจึงทำหน้าเหมือนเห็นผีเช่นนั้น น่ากลัวมากนักรึ คนผู้นั้น?”

“น่ากลัว..น่ากลัวมากเจ้าค่ะ ในเมืองนี้ไม่มีใครกล้าว่าเขาเฉกเช่นที่คุณหนูว่าเลยแม้แต่คนเดียว”

“อะไรกัน มีใครจะปานนั้น เขาเป็นใคร พี่ฉิงอันก็บอกข้าเสียที”

“บุรุษหนุ่มผู้นั้นคือ ท่านแม่ทัพใหญ่ฟาน”

“ฟาน หานซวน ปีศาจทมิฬตาเดียวเจ้าค่ะคุณหนู!”

“หานซวน? คนผู้นั้นชื่อหานซวน อืม..ชื่อเพราะดี”หลังกลับออกมาได้ก็รีบเข้าห้องทันที ไม่ฟังเสียงเรียกของฮูหยินใหญ่

“แต่ก็..น่ากลัวอยู่หรอก แต่ตาเดียว..หมายถึงคนผู้นั้น ตาบอดเหรอ?..”

“แต่เท่าที่ข้ารู้ จวนแม่ทัพฟานอยู่ใกล้ ๆ ตลาดหลวง จะไปอยู่แถวนั้นได้อย่างไรกัน หรือข้าไม่ทันข่าวคราวอะไร”

นางเอากระต่ายน้อยวางลงที่เตียงนิ่ม เจ้ากระต่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เลี่ยงหลิ่งเอามือท้าวคางตน ใช้นิ้วจิ้มที่หัวของกระต่ายน้อยที่กำลังแทะกิ่งแอปเปิลกิ่งเล็กอยู่

“ช่างเถอะ ข้ามีสิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าชื่อของบุรุษผู้นั้น”

“ข้าจะให้เจ้าชื่ออะไรดีนะ”เลี่ยงหลิ่งมองไปรอบ ๆ และหันมามองตัวกระต่ายอีกครั้ง สักพักนางก็นึกออก

“ไป๋เซ่อ! เจ้าชื่อไป๋เซ่อแล้วกันนะ เจ้าไป๋เซ่อ”

“นับแต่นี้ต่อไป เจ้าเป็นของข้าแล้วนะ ไป๋เซ่อ”

“คุ้มกันคุณชายรองให้ดี ห้ามให้ใครเข้าออกห้องคุณชายรองเด็ดขาด หากว่าข้าไม่อนุญาต”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

คุณชายซั่วหลิงถูกพามาพักที่จวนใหม่ ครั้งนี้หานซวนได้สั่งให้ทหารของตนคุ้มกันน้องชายไว้อย่างหนาแน่น ยกเว้นหมอประจำตัวและผู้ดูแลก็ห้ามใครเข้าออกทั้งนั้น

“หากผู้ใดขัดคำสั่งข้า เอาตัวมันไปลงดาบทันที ไม่มีปราณี”เอ่ยกล่าวเสียงเรียบ ลูกน้องก็ต้องก้มยอมรับทันทีที่คำสั่งเข้าโสตประสาท

“เรียนท่านแม่ทัพ คุณชายหวงมาเยี่ยมท่าน”

“หวง ฉืออัน?”

“ขอรับ”

“มีสิ่งใด”

“อ้าว มา ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่นั่งลงก่อน แล้วก็เก็บดาบเถิด ทุกครั้งที่ข้าเจอท่าน ข้าเสียวสันหลังชอบกล”

“คุณชายหวงมีสิ่งใดจะเสวนากับข้าก็รีบพูดมา เสร็จแล้วก็กลับไป”

หานซวนเอาดาบเก็บเข้าคมฝักตามเดิมและนั่งลงตรงข้ามกับคุณชายหวง

คุณชายหวง คุณชายจากจวนเสนาบดีการคลังเอ่ยบอกและยกน้ำชาให้อีกคน “ข้าเป็นสหายท่านนะ อย่าทำเหมือนคนอื่นไกล ข้าแค่มาเยี่ยม ได้ข่าวว่านาน ๆ ที ท่านจะกลับจากฐานทัพแค่นั้นเอง”

หวง ฉืออัน สหายเพียงคนเดียวที่รู้ลึก รู้จริง รู้ทุกเรื่องของแม่ทัพผู้เก่งกาจ เป็นสหายผู้เดียวที่เข้าใจการกระทำของแม่ทัพผู้ที่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าเหมือนอยากฆ่าคนอยู่ตลอดเวลา

“ข้าแค่อยากมาเยี่ยมจริง ๆ แล้วก็จะมาบอกข่าวแก่ท่าน”

“ข่าวอะไร”

“ข่าวงานแต่ง”

“งานแต่งผู้ใด”

“อ้าว”

“นี่ไม่ทราบหรอกหรือ”

“งานแต่งท่าน”

“แต่งกับลูกสาวคนเล็กตระกูลเหลียน”

“เหลียน เลี่ยงหลิ่ง”

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

“ตระกูลเหลียน?”

“ใช่แล้ว ตระกูลเหลียน ตระกูลเสนาบดีกรม ท่านไม่ทราบเรื่องเลยรึ? ฮ่องเต้ทรงพระราชทานคำสั่งลงไปถึงเสนาบดีกรมเมื่อวันก่อน ก่อนจะเรียกท่านเข้าไปเข้าเฝ้าพระองค์ ข้าก็เพิ่งรู้จากบิดา คิดว่าท่านทราบแล้วจึงมาหยั่งเชิงดู”

“ข้าไม่ได้ตอบตกลง จะมาบอกว่าเป็นงานแต่งข้าได้อย่างไร”

“แต่อย่างไรก็ไม่มีทางเลือกแล้วมิใช่รึ? ถ้าลองนึกดู ท่านพ่อข้า เล่าให้ข้าฟังว่า ฮ่องเต้และท่านพ่อของท่านเป็นสหายกันมาครั้งเยาว์วัย ฮ่องเต้จึงทรงนับศักดิ์ของพระองค์เป็นพระปิตุลาของท่าน”

เขาไม่เถียงในเรื่องนี้ แต่ที่เขาจะเถียงคือเรื่องแต่งงาน เขาคัดค้านไปแล้วไม่ใช่รึ? แล้วใยจึงยังรับสั่งให้แต่งอยู่อีก

หานซวนไม่คิดจะมีครอบครัวตั้งแต่แรก ไม่เคยคิดถึงเรื่องความรักของบุรุษและสตรี ความรักสำหรับเขา ไม่มีอยู่จริง ไม่มีใครรักใครจริง ความรักที่แท้จริงคือการรักตัวเอง ไม่ใช่การรักผู้อื่นมากกว่าตนเอง

“มีสิ่งใดให้คิดมาก ท่านดื่มชาหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”ฮูหยินใหญ่เอ่ยบอกกับสามี ยกกาน้ำชาขึ้นเทลงในแก้วใบเล็ก เสนาบดีกรมรับมาดื่มแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเครียดหายไป “ฮ่องเต้มีรับสั่งทวงสัญญาสัตย์ของท่านพ่อเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตที่ให้ไว้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่ฟาน”พูดถึงบิดาของตนและแม่ทัพใหญ่สมัยรุ่นพ่อ

หากให้นับไปแล้ว บิดาของเสนาบดีกรมเป็นสหายของแม่ทัพฟาน ในสนามรบเคยได้ให้สัตย์สัญญาสหายรักไว้ หากกลับไปพร้อมกับชัยชนะได้ ไม่ว่ารุ่นใดรุ่นหนึ่งที่มีบุตรชายและบุตรสาวแล้ว จะได้เกี่ยวดองกัน แต่ในรุ่นลูกของทั้งสอง ดันได้ลูกชายกันทั้งคู่ รุ่นหลานจึงเป็นรุ่นที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานกัน

“สัตย์สัญญา? สัตย์สัญญาเรื่องใด พอเห็นท่านนั่งนิ่งไม่ไหวติง ข้านึกหวั่นใจแล้ว เป็นเรื่องร้ายแรงมากนักหรือ?”

“ฮ่องเต้มีพระประสงค์ให้สัตย์สัญญานี้สมบูรณ์ จึงมีรับสั่งให้ตระกูลเหลียนส่งบุตรสาวเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรชายตระกูลฟาน”

“จริงสิ ว่าไปแล้วซูหนี่ว์ก็เลยวัยเข้าพิธีแต่งงานมาถึงสองปี แล้วจะให้แต่งกับใครหรือเจ้าคะ”

“หลานชายคนโต..แม่ทัพหานซวน”

“อะไรกัน! มะ..แม่ทัพหานซวน! แม่ทัพหานซวนอย่างนั้นรึ! ไม่นะเจ้าคะ ข้าไม่ยอมให้ซูหนี่ว์แต่งกับแม่ทัพหานซวนเด็ดขาด ข่าวลือว่าเขาโหดเหี้ยมเกินคน ผู้ใดทำไม่ถูกใจก็ฆ่าฟันอย่างเดียว หากส่งลูกไป ข้ากลัวว่าจะเป็นภัยกับซูหนี่ว์”พอได้ยินชื่อของอีกผู้ มือไม้ก็อ่อนลงเหมือนเป็นง่อย ทำแก้วชาตก น้ำชาหกลงพื้น

“ข้าก็หนักใจไม่แพ้เจ้านักหรอกฮูหยิน แต่สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา จะไปปฏิเสธเขาก็ไม่ได้ หากทำเช่นนั้น ข้าอาจต้องโทษจากฮ่องเต้ได้”เสนาบดีกรมใช้มือกุมขมับ หมุนวนให้คลายปวดหัว

“ถ้าเช่นนั้น..ส่งเลี่ยงหลิ่งไป..”

“ไม่ได้! เลี่ยงหลิ่งก็เป็นบุตรของข้า เจ้าจะให้น้องแต่งก่อนพี่ได้อย่างไรกัน”

“แต่ซูหนี่ว์ก็เป็นบุตรของเราเหมือนกันนะเจ้าคะ เลี่ยงหลิ่งถึงแม้จะเป็นสตรี ดื้อดึงเพียงใด แต่ก็เป็นเด็กเอาตัวรอดได้ ซูหนี่ว์ทำไม่ได้แน่”

“ข้าว่าเจ้าไม่คิดแบบที่เจ้าพูดหรอก..ข้าถามเจ้าจริง ๆ เถอะฮูหยิน”

“เจ้าเชื่อคำทำนายหลอกลวงของหมอดูตาบอดผู้นั้นจริง ๆ อย่างนั้นรึ? เจ้าเชื่อจริง ๆ อย่างนั้นรึว่าเลี่ยงหลิ่งจะทำให้เจ้าตายจริง ๆ ”เสนาบดีกรมหันหน้ามาถามฮูหยินใหญ่อย่างอึดอัดใจ

ที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโต เลี่ยงหลิ่งไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นมารดาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่เพราะนางดื้อดึงหรือหัวก้าวหน้ามากไปแค่อย่างเดียวหรอก

แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮูหยินใหญ่เชื่อในสิ่งที่หมอดูตาบอดเอ่ยทักท้วงครั้งที่เลี่ยงหลิ่งยังอยู่ในครรภ์ของนางต่างหาก

คำทำนายที่ว่า เมื่ออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์หากเลี่ยงหลิ่งยังไม่ได้เข้า

พิธีแต่งงานกับบุรุษนักรบ จะทำสร้างเรื่องจนทำให้มารดาถึงแก่ความตาย นับแต่นั้นมาฮูหยินใหญ่ จึงไม่เคยสนใจเลี้ยงดูบุตรสาวคนเล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงป่านนี้ก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจ

“แต่หากเราไม่ลองดู จะรู้ได้อย่างไร บุรุษนักรบอาจหมายถึงแม่ทัพหานซวนก็เป็นได้ ผู้ใดจะรู้”

“เจ้า..เจ้าเป็นแม่ภาษาอะไร”เสนาบดีกรมถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกสงสารลูกคนเล็กจับใจ เรื่องพวกนี้ตามจริงแล้วผู้ที่ต้องจัดการคือฮูหยินใหญ่ บิดาอย่างเสนาบดีกรมมีหน้าที่เพียงแค่ตัดสินใจเท่านั้น

“ข้าพูดจริงเรื่องที่ว่าเลี่ยงหลิ่งเอาตัวรอดได้ ความฉลาดของนางอาจทำให้แม่ทัพหานซวนต้องใจได้มากกว่าความเป็นกุลสตรีของซูหนี่ว์”ถึงแม้จะดูเป็นมารดาที่ไม่มีความรักให้แก่ลูกคนเล็ก แต่เรื่องนี้มันปฏิเสธไม่ได้

ปฏิเสธความฉลาดของเลี่ยงหลิ่งไม่ได้จริง ๆ

“แล้วถ้าท่านแม่ทัพหานซวนไม่ต้องใจนาง ความทรนงของนางจะทำให้นางไม่รอดกลับมาให้เราทั้งคู่เห็นหน้าอีกก็ได้ เจ้าใช้อะไรคิด”

“เราไม่รู้นิสัย สันดานของแม่ทัพหานซวนเสียด้วยซ้ำ จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ชักดาบฆ่าลูกของเรา”

“แต่..แต่ข้า”

“มีอันใดอีก เจ้าจะพูดสิ่งใด”

“เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ข้าได้ตกปากรับคำของหวงฮูหยินไปว่าจะให้ซูหนี่ว์ แต่งออกจวนไปยังตระกูลหวง เขากำลังตระเตรียมกันแล้ว จะให้ข้าผิดคำพูดกับตระกูลหวง เกรงว่าจะไม่ถูกกันได้”ฮูหยินใหญ่เอ่ยบอกเสียงหวั่น พอเสนาบดีกรมได้ฟังดังนั้นก็แทบจะความดันขึ้น วางแก้วชาลงจนโต๊ะดังสนั่น

“เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าก่อน! ทำเช่นนั้นไปได้อย่างไร เจ้าก็รู้ว่าคำสัตย์สัญญามันสำคัญมากเพียงใด เจ้ารู้ดีอยู่แล้ว ใยจึงไปตกปากรับคำอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนั้น”

“ข้าไม่รู้ว่าตระกูลของท่านจะมีคำสัตย์สัญญาเช่นนั้นอยู่ ข้าจะไปรู้ได้ไรเจ้าคะ แต่..แต่ว่า”

“แต่ข้าเชื่อว่าถ้าเป็นเลี่ยงหลิ่ง แม่ทัพหานซวนจะไม่ทำอันตรายนางแน่”

“ท่านแม่เรียกข้ามา มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ”ซูหนี่ว์เดินเข้ามานั่งต่อหน้าฮูหยินใหญ่ด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย เอ่ยถามถึงธุระที่มารดาเรียกเข้ามาในห้อง

“แม่มีเรื่องจะสนทนากับเจ้า เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าต้องรับรู้และทำตามที่แม่สั่ง ไม่เช่นนั้นชีวิตของเจ้า คงจะอยู่ไม่สุขอีกต่อไปเป็นแน่”

“เรื่องใดหรือเจ้าคะ มีสิ่งใดที่ทำให้ท่านแม่กังวลใจ”

“แม่..แม่อยากให้เจ้าแต่งงานกับคุณชายหวง บุตรชายของเสนาบดีการคลัง ภายในเดือนนี้”คำสั่งกึ่งขอร้องของผู้เป็นมารดาทำให้ซูหนี่ว์ใจตกวูบ แววตาไหวเอียนเอน

“เจ้าเลยวัยแต่งงานมานานถึงสองปี แม่กลัวว่าคนจะเอาเจ้าไปครหาได้ว่า บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรม สวยงามอ่อนหวาน กิริยามารยาเรียบร้อย แต่เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดมาสู่ขอเจ้า”

“แม่ตกปากรับคำหวงฮูหยินไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แม่ไม่อยากเสียคำพูด”

“คำสัตย์สัญญาเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่ทำตามคำพูด อาจจะทำให้ตระกูลเหลียนของเรามีภัยได้ เช่นนั้นเจ้าทำตามที่แม่ขอได้ไหมลูก”ฮูหยินใหญ่จับมือทั้งสองข้างของบุตรสาวขึ้นมากุมไว้

ความกดดันที่ส่งมาถึงซูหนี่ว์ ทำให้นางพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้าของมารดา แต่ด้วยความที่นิสัยของนางไม่ใช่ผู้ที่จะขัดคำสั่งของบิดามารดา ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงจึงทำให้ตัดสินใจยอมรับคำที่มารดาขอร้อง

“ข้ายินยอมแต่งงานกับคุณชายหวง หากท่านพ่อและท่านแม่เห็นว่าดี ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องขัดใจท่านทั้งสองเจ้าค่ะ”

“อืม! ขนมนี้รสเลิศดีจริง อืม ๆ เดี๋ยวครั้งหน้าแอบไปเอามาอีกดีกว่า”

กลางดึกคืนวันเดียวกัน เลี่ยงหลิ่งแอบออกมาหาของรับประทาน เพราะหิวกลางดึก นางเดินไปทานไป จนถึงระเบียงหน้าห้องของผู้เป็นพี่สาว

เมื่อเห็นร่างที่แสงจันทร์สะท้อนกระทบ เลี่ยงหลิ่งก็เดินเข้าไปหาพร้อมขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วซูหนี่ว์ไม่มีทางที่จะออกมานั่งชมจันทร์ดึกดื่นแบบนี้เป็นแน่

“พี่ซูหนี่ว์..”

ซูหนี่ว์หันหน้ามามองต้นเสียงด้วยความตกใจ แต่พอเห็นว่าเป็นน้องสาวจึงผ่อนคลายลงและหันหน้ากลับไปมองดวงจันทร์เช่นเดิม

“พี่ซูหนี่ว์..ท่านออกมาทำสิ่งใดดึกดื่น หากท่านแม่เห็นเข้า ท่านจะโดนท่านแม่ว่ากล่าวตักเตือนได้”

“เจ้ายังออกมาได้ เหตุใดพี่จะออกมาบ้างไม่ได้”

“ก็ข้าเป็นลูกชัง ทำสิ่งใดท่านแม่ก็ไม่ถูกใจอยู่แล้ว จะอยู่กฎเกณฑ์ไปใย ถึงอยู่ไปก็โดนว่ากล่าวอยู่ดี”เลี่ยงหลิ่งนั่งลงข้าง ๆ พี่สาว แต่พอพูดไปแบบนั้น ซูหนี่ว์ก็เงียบ ไม่ตอบโต้อะไร

มันยิ่งทำให้คนพูดถึงกับไปไม่เป็น พอไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลี่ยงหลิ่งก็เอาขนมที่ตนนำมาเข้าปากและยื่นให้พี่สาวได้ทานด้วย

ซูหนี่ว์มองขนมในมือของน้องสาวสักพักก็รับมา เอาเข้าปาก

“พี่ไม่อยากแต่งงาน”

ซูหนี่ว์เอ่ยบอก เลี่ยงหลิ่งถึงกับชะงักกับคำพูดของพี่สาว นางมองหน้า

ซูหนี่ว์และเงยหน้าขึ้นมองด้วงจันทร์เช่นกัน

“เหตุใดเล่า พิธีแต่งงาน บุรุษ บุตร ครอบครัวเป็นสิ่งที่สตรีทุกคนต้องการ อยู่แล้ว เหตุใดท่านพี่จึงไม่อยาก”

“พี่ไม่อยากไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายเช่นนั้น อยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่จนแก่เฒ่ามากกว่าไปทำให้ตนเองเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ”

“ยิ่งเป็นบุรุษที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา ไม่เคยรู้นิสัย ไม่รู้ว่าเขาสนิทใจที่จะแต่งงานกับพี่หรือเปล่า ยิ่งทำให้พี่ไม่อยากแต่ง”

“ที่ท่านพี่พูดเช่นนี้..เป็นเพราะท่านโดนท่านพ่อและท่านแม่บังคับใช่ไหม”

“ท่านแม่ตกปากรับคำกับหวงฮูหยินแล้ว พี่ทำสิ่งใดไม่ได้”

“เป็นเช่นนี้..ถ้าท่านไม่อยากแต่ง ก็แค่บอกท่านพ่อท่านแม่ไป ไม่ดีกว่าหรือ”

“พี่ไม่ใช่เจ้าที่จะทำตามใจตนได้ พี่ทำไม่ได้”

“ก็จริง..จริงอย่างที่ท่านกล่าว”เลี่ยงหลิ่งไม่ปฏิเสธข้อนี้ นางลืมไปชั่วครู่ว่าซูหนี่ว์เป็นไม่ชอบมีปัญหากับใคร ชอบอยู่อย่างสงบมากกว่าจะสู้รบปรบมือ ยิ่งถ้าคนผู้นั้นเป็นบิดามารดาแล้ว ซูหนี่ว์ยิ่งไม่มีทางจะทำ

“พี่ไม่มีทางเลือกอื่น..ไม่มีเลย พี่เพียงแค่ต้องยอมรับ”

“ท่านอย่าเพิ่งคิดกลัวไปก่อน บางที..การแต่งงานมันอาจจะดีสำหรับท่านก็ได้..สกุลหวง..ใช่สกุลที่เป็นเสนาบดีการคลังใช่หรือไม่”

“ใช่ สกุลหวงเป็นนามสกุลของเสนาบดีการคลัง”

“สกุลหวง..เท่าที่ข้าได้ยินมา สกุลหวงเป็นสกุลที่ร่ำรวย ถนัดการค้า การทำบัญชี หวงฮูหยินก็ไม่ใช่ใจร้ายอะไร ข้าเคยเห็นแล้ว”

“เจ้าเห็นได้อย่างไร เจ้าออกไปเล่นข้างนอกมาอีกแล้วอย่างนั้นรึ”

“แหะ ตอนนั้นข้าอยากรับประทานอะไรแปลก ๆ เลยแอบออกไป แต่เรื่องนี้ท่านห้ามบอกท่านพ่อกับท่านแม่เชียว เดี๋ยววันหลังข้าจะซื้อมาฝาก”

เลี่ยงหลิ่งยิ้มแห้งแก้ตัวไป ซูหนี่ว์เองก็ไม่ได้อยากจะว่ากล่าวอะไรมากนัก เพราะ ถึงพูดไป เลี่ยงหลิ่งก็ทำตามใจนางอยู่ดี

“อย่างที่ข้าพูด หวงฮูหยินใจดี มีเมตตา หากท่านแต่งเข้าไป หวงฮูหยินคงจะเมตตาท่าน เอ็นดูรักใคร่ท่านอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก”พอเห็นว่าพี่สาวไม่บ่นว่าก็เริ่มพูดต่ออีก “แต่บุตรชายของเขาเป็นคนเช่นไร มีบิดาดี มารดาดี ไม่ได้แปลว่าบุตรจะดีตามบิดามารดา”

“ท่านว่าข้าหรือเปล่าเนี่ย แปลก ๆ ”นางรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดของพี่สาวชอบกล แต่ก็ทำท่าไม่ตีมึน ไม่รู้เรื่อง

เลี่ยงหลิ่งรับประทานขนมคำใหญ่คำสุดท้ายเข้าไป ใช้มือที่เปื้อนผงแป้งเช็ดกับอาภรณ์อย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะจุดประสงค์ที่เช็ดคืออยากทำให้มือสะอาดเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ

นางเอามือเอื้อมมาจับมือของซูหนี่ว์ไว้และบีบเบา ๆ รีบเคี้ยว ๆ จนซูหนี่ว์บอกให้ค่อย ๆ รับประทาน เพราะเกรงว่าจะขนมจะติดคอ แต่มีหรือเด็กดื้ออย่างเลี่ยงหลิ่งจะฟัง

“ท่านเชื่อข้าสิ ท่านเป็นบุตรสาวที่ท่านแม่รักมาก ข้าว่าท่านแม่ไม่มีทางให้ท่านแต่งกับบุรุษที่ประพฤติตนไม่ดีหรอก ท่านแม่คงคิดไตร่ตรองมาดีแล้ว แต่งเข้าไปไม่ได้เป็นภรรยารองเสียหน่อย แต่เป็นฮูหยินใหญ่ต่างหาก”

“ส่วนเรื่องคุณชายหวง เขาเป็นถึงลูกชายคนโตของเสนาบดีการคลังเชียวเขาจะประพฤติตนไม่ดีกับภรรยาตัวเองขนาดนั้นเลยรึ? ไม่แน่เขาอาจจะเป็นคนดีกว่าที่ท่านคิดก็ได้ ท่านวางใจเถอะ”

“เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจขนาดนั้น พี่ไม่เห็นจะรู้สึกแบบเดียวกับเจ้าเลย”

“ของแบบนี้ต้องลองดูก่อน สำหรับข้า ถ้าไม่ดี ไม่ใช่ก็แค่..เลิกรากันไป ถึงคนจะครหาว่าเป็นหญิงหม้าย แต่มันก็ดีกว่ามิใช่รึ?”

“ลองให้ถึงที่สุดก่อน ท่านพี่ของข้า งามพร้อมเพียงนี้ หากบุรุษทั่วทั้งแคว้นรู้เข้า ต้องมารับขวัญท่านกันแน่เชียว”ซูหนี่ว์หัวเราะให้กับความคิดวิปลาสของน้องสาว แต่ก็แอบเห็นด้วยอยู่ในใจลึก ๆ พอได้เห็นรอยยิ้มที่ดูมั่นอกมั่นใจของ

เลี่ยงหลิ่งก็ทำให้คลายกังวลไปได้มาก

“แต่ว่าท่านไม่ต้องกังวลเลยจริง ๆ หากเขาทำไม่ดี ทำให้ท่านเสียใจ ข้าจะไปทวงท่านคืนมาจากคุณชายหวงเอง ข้าสัญญา”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...