เล่ห์แค้นทวงคืน (จบแล้ว มีอีบุ๊ก)
ข้อมูลเบื้องต้น
แรกเริ่มทุกสิ่งสวยงาม ครอบครัวรักใคร่ปรองดองและเลี้ยงดูหนิงฟางหรงมาด้วยความทะนุถนอม หล่อหลอมให้นางกลายเป็นสตรีที่ผู้คนเชิดชูยกย่อง เมื่อพบรักกับองค์ชายสี่เฉินหลิงหยุน จึงแต่งเข้าไปเป็นพระชายา
หารู้ไม่ว่า…การแต่งงานในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเลวร้ายในชีวิต
บิดาถูกสังหารไปต่อหน้าด้วยการถูกใส่ความ มารดาและน้องชายกลายเป็นผู้สาบสูญ
ครอบครัวที่เหลือเพียงน้องสาวจึงเป็นที่พึ่งให้นางอดทนต่อสู้ ยอมกระทั่งถูกกดขี่ข่มเหงสารพัดด้วยเพราะยังมีสิ่งที่ต้องปกป้อง นั่นคือน้องสาวที่น่าสงสารของนาง…
กระทั่งวันหนึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวหนึ่งเดียวในชีวิตของหนิงฟางหรงพังทลายลง น้องสาวของนางผูกคอดับชีวิตของตนเอง เวลานั้นราวกับทั้งโลกพังทลายลงมา นางกลับกลายเป็นคนเสียสติบ้าคลั่งถึงขั้นวางแผนทำลายตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แต่ไม่ว่ากี่ครั้งก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ นางไร้หนทาง ไร้ที่พึ่งพิง ไร้เส้นสายใดๆ มีเพียงสองมือที่ต่อสู้ด้วยความโดดเดี่ยวตามลำพัง
ดีเลวไม่มีสิ่งใดสามารถแบ่งแยกนอกจากชนะหรือพ่ายแพ้ ผู้ชนะมักเขียนเส้นทางให้ตนเองกลายเป็นผู้ที่ถูกต้องเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมก็ย่อมได้ ส่วนนางที่พ่ายแพ้กลับต้องจมลงกับความอัปยศชั่วช้า
แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่กำลังจะถูกประหารโดยการแขวนคอ หนิงฟางหรงไม่สามารถพรากสิ่งใดไปจากศัตรูได้เลย ในขณะที่ตัวนางเป็นผู้สูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปอย่างอยุติธรรม…
"ข้าขอสาบาน หากมีโอกาสอีกครั้งข้าจะเอาคืนพวกเจ้าอย่างสาสม ให้สมกับที่พวกเจ้าทำกับข้า กับครอบครัวอันเป็นที่รักของข้า ความแค้นในครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม แม้ร่างกายจะเป็นผุยผง แม้จะกลายเป็นวิญญาณ ก็จะเป็นวิญญาณร้ายที่ตามรังควานพวกเจ้าตลอดไป…"
ราวกับโชคชะตาได้มอบโอกาสในนางอีกครั้ง เมื่อหนิงฟางหรงที่สมควรตายไปแล้ว กลับย้อนเวลากลับมาสิบปี อยู่ในร่างของตัวเองในวัยที่ยังไร้เดียงสา และที่สำคัญคือกำลังจะเข้าสู่พิธีมงคลสมรส นางจึงพังงานแต่งที่เป็นจุดเริ่มต้นนั่นลงเสียเป็นอันดับแรก
ย้อนเวลากลับมาคราวนี้ ก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุข ทุกความแค้น นางจะเอาคืนอย่างสาสม…
พูดคุยกับไรต์
สวัสดีค่ะ รีดทุกท่าน กลับมาแล้วกับนิยายเรื่องที่สองหลังจากห่างหายไปนาน
บุคคล สถานที่ และเนื้อหาต่างๆ ของเรื่อง ไม่อิงประวัติศาสตร์ใดนะคะ ทั้งหมดนี้ เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ หากมีสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง โปรดให้อภัยไรต์ด้วยเน้อ (ด้วยแววตาอ้อนวอนสุดซึ้ง☺)
นิยายเรื่องนี้ ไม่เน้นดราม่าระหว่างพระ-นางนะคะ มีแต่จะคอยเกื้อหนุนช่วยเหลือกัน เป็นแนวแก้แค้นฟาดฟันกับตัวร้ายซะส่วนใหญ่ ขอให้รีดทุกท่าน เอ็นจอยไปกับนิยายของไรต์นะคะ
เวลาลงนิยายจะเป็น 19.00 น. นะคะ ลงให้อ่านฟรีจนจบไม่มีการติดเหรียญใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อลงจนจบแล้วก็จะติดเหรียญปกตินะคะ
E-book เรื่อง เล่ห์แค้นทวงคืน เล่ม1+2(จบ)
ราคาเพียง 289 บาท เท่านั้น
ใครซื้อแล้ว ฝากรีวิวเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยน้าาาาา
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjA3ODg2OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3ODY3MyI7fQ
…เพิ่มเติม…
ไรต์บุหลันรังรอง มีเพจ Facebook และ Tiktok แล้วน้า สามารถไปติดตามพูดคุยกันได้นะคะ☺❤
https://www.facebook.com/profile.php? id=100088829591788&mibextid=ZbWKwL
Tiktok
https://www.tiktok.com/@pom_wps.3001? t=8cmBVnjG2Es&r=1
ฝากติดตาม และให้กำลังใจกันด้วยนะคะ❤
บทที่ 1 สตรีผู้ถูกจองจำ(1/2)
เมื่อยามสารทฤดูมาเยือน เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงที่ผู้คนเฝ้ารอก็ได้มาถึง รุ่งเช้าของวันนี้อากาศแจ่มใสกว่าทุกวันจึงพบเป็นผู้คนจำนวนมากกำลังสัญจรบนท้องถนนด้วยใบหน้าแช่มชื่น บุตรหลานห่างไกลบ้านเกิดต่างออกเดินทางตั้งแต่รุ่งสาง เพื่อกลับไปพบปะสังสรรค์กับครอบครัวในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในขณะที่มุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดไร้แสงจากดวงตะวัน
ภายในพื้นที่ปิดทึบไม่มีแม้แต่อากาศบริสุทธิ์ มีเพียงกลิ่นสาบสกปรกทั่วทั้งบริเวณ ไปจนถึงเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดรอบทิศ ที่แห่งนี้เป็นดั่งขุมนรกของนักโทษที่รอวันสิ้นชีพ กรงเหล็กหนาจำนวนมากถูกแรงเขย่าจากนักโทษด้านในจนสั่นคลอน ทว่ามิอาจทำลายปราการแกร่งนี้ลงได้ มีเพียงห้องขังด้านในริมสุดที่ทำตัวราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสิ่งใด
ร่างผอมแห้งจนหนังติดกระดูกของหนิงฟางหรง กำลังนั่งบนพื้นโดยที่ดวงตาหม่นเหม่อลอยไร้ทิศทาง กระทั่งบาดแผลทั่วทั้งร่างกายยังไม่อาจดึงความสนใจจากเจ้าของร่างได้ นางจำไม่ได้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด หรืออาจเรียกได้ว่าไม่สนใจจดจำเสียมากกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ คือสิ่งเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นต่อครอบครัวอันเป็นที่รัก
บิดาถูกสังหารไปต่อหน้าด้วยการถูกใส่ความ มารดาและน้องชายกลายเป็นผู้สาบสูญ สุดท้ายน้องสาวของนางถึงขั้นจบชีวิตตนเองด้วยการแขวนคอ บัดนี้ทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ต้องอดทนเพื่อปกป้องอีกต่อไป มีเพียงชีวิตของตนเองที่ไม่ว่าจะเป็นเช่นใดก็ไม่สำคัญ
ดวงตาหม่นแปรเปลี่ยนเป็นอาฆาตแค้นในบัดดล เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสิบปีที่ผ่านมา มือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกทั้งยังมีแต่รอยแผลกำแน่นจนเล็บยาวจิกเข้าไปในเนื้อ นางไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดทางร่างกายอีกต่อไป ในเมื่อความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดมันเกิดขึ้นในจิตใจที่ไม่มีวันยอมปล่อยวาง
ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างรำไรจากคบเพลิง ในที่สุดก็ครอบคลุมทั้งบริเวณห้องขังที่นางถูกจองจำอยู่ สายตาอาฆาตเลื่อนขึ้นจ้องมองไปยังผู้มาใหม่จึงเห็นว่าเป็นทหารผู้หนึ่ง เพียงเขาสบตาเข้ากับสตรีในห้องขังก็มีอาการตื่นตระหนกอย่างไม่อาจห้าม ตั้งแต่เฝ้าคุกแห่งนี้มาครึ่งค่อนชีวิต เห็นนักโทษมาก็ตั้งมาก ทว่ายังไม่เคยเจอใครมีสายตาที่ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเช่นนี้มาก่อน นี่ถึงเรียกว่าสายตาแห่งความอาฆาตที่แท้จริงใช่หรือไม่
ทหารนำทางผู้นั้นค่อยๆ เคลื่อนกายไปด้านข้างก่อนหมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเบื้องหน้าปรากฏเป็นชายสวมชุดคลุมสีดำผู้หนึ่งแทน เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ใบหน้าเศร้าหมองอีกทั้งดวงตายังคลอไปด้วยหยาดน้ำ มองสตรีตรงหน้าที่กำลังจ้องเขาอยู่เช่นกัน นางลุกขึ้นทุลักทุเลจนเสียงโซ่ตรวนกระทบกันเกิดเป็นเสียงดัง บัดนี้ไร้เสียงโหยหวนจากนักโทษคนอื่นอย่างที่ควรจะเป็น เสียงเคลื่อนกายของนางจึงฟังแล้วเด่นชัดมากขึ้น
ชายหนุ่มชุดคลุมสีดำมองร่างที่ยืนราวไร้วิญญาณเบื้องหน้าด้วยแววตากังวล เสียงทุ้มนุ่มลึกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากเหลือแสน “หรงเอ๋อร์…เจ้าไม่ยินดีที่จะให้ข้าช่วยออกจากที่นี่จริงๆ หรือ” เขาเว้นช่วงราวกับรอคำตอบจากอีกฝ่าย ทว่าสิ่งที่ได้รับมีเพียงความเงียบ “ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า ไม่สามารถข่มตานอนได้เพราะคิดถึงเพียงแต่เจ้าหรงเอ๋อร์”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นสตรีในห้องขังจึงขยับกายไปใกล้เขามากขึ้น มือเหี่ยวแห้งยกขึ้นเกาะกรงที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสองเอาไว้ ดวงตาไร้แสงเย็นชาราวกับมีระลอกคลื่นบางอย่างปะทุออกมารุนแรง นางจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งก่อนยิ้มหยันออกมาคราหนึ่ง
“เจ้าลืมข้าไปแล้วหรือ ข้าที่เป็นรักแรก ข้าที่คอยอยู่เคียงข้าง เจ้าลืมสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปแล้วหรือหรงเอ๋อร์” เสียงสั่นเทาของชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยในขณะที่ดวงตาไม่ได้เลื่อนไปจากหญิงสาว หากผู้คนภายนอกมาได้ยินประโยคเหล่านี้คงรู้สึกสงสารเขาจับใจ ทว่าสำหรับหนิงฟางหรงไร้ซึ่งความรู้สึกเหล่านั้นไปนานแล้ว ที่หลงเหลืออยู่ยามนี้มีเพียงความว่างเปล่าสลับกับความแค้นเท่านั้น
“หุบปากเสียที” เสียงตะเบ็งจากลำคอโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล ชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กลับค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า เขาหลับตาลงปรับลมหายใจให้คงที่ มือทั้งสองยกขึ้นหมุนแหวนทั้งสามวงที่นิ้วมือซ้ายก่อนที่จะลืมตา
“หรงเอ๋อร์ เจ้าคงจำแหวนเหล่านี้ได้ใช่หรือไม่” เมื่อเขาเปิดเปลือกตาอีกครั้งจึงถามคำถามต่อสตรีตรงหน้า ทว่าในสายตาของชายหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ใบหน้าเศร้าหมองในคราแรกกลับกลายเป็นยกยิ้มอย่างมีความสุข กระทั่งน้ำเสียงสั่นเครือยังเปลี่ยนเป็นเรียบเรื่อย
เมื่อนางเห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดังราวคนบ้าคลั่ง แววตามีความเกลียดชังอย่างถึงที่สุดจ้องมองชายในชุดคลุมสีดำราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่าย ริมฝีปากแตกระแหงจนเห็นเป็นเลือดซึมเริ่มขยับ ก่อนที่จะตะเบ็งกรีดร้องเสียงดังใส่หน้าบุรุษในชุดคลุม ไม่เพียงเท่านั้นนางยังเขย่ากรงรุนแรงพร้อมทั้งตั้งใจตะโกนกรีดร้องใส่เขาอีกหลายครา น้ำเสียงนั้นแหบแห้งโหยหวนฟังแล้วน่าขนลุกขนพอง ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเฉยพร้อมยิ้มบางราวกับเป็นเรื่องสนุก
หนิงฟางหรงเกลียดความเสแสร้งเหล่านั้นเข้าไส้ ความคิดถึงหรือ… คำสัญญาหรือ… นางฟังแล้วแทบจะอาเจียนออกมาเป็นเลือด หากไม่หลงเชื่อถ้อยคำที่มีแต่ลมจากคนผู้นี้ ชีวิตที่พังพินาศย่อยยับคงไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาปรายตามองเหยียดผู้ที่อยู่อีกฝั่งของกรงขังอย่างถึงที่สุด ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นราวพญามัจจุราช มือข้างหนึ่งยังคงหมุนวนแหวนทั้งสามวงสลับไปมาอย่างติดเป็นนิสัย สายตาของเขาละจากใบหน้าที่ตนคิดว่าชวนสยองมามองที่แหวนของตน เพียงปลดบางอย่างออกลักษณะที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้น กลายเป็นอาวุธแหลมคมคล้ายมีดสั้นที่มีความยาวเพียงหนึ่งชุ่น [1] เท่านั้น
ชายหนุ่มเดินอ้อมไปอีกฝั่งที่มีประตู ก่อนจะนำกุญแจที่ได้มาจากทหารไขเข้าไป ยามนี้ทุกห้องขังเงียบสงัด นักโทษคนอื่นๆ ต่างไม่กล้าแม้แต่ขยับกาย บางคนถึงขั้นกลั้นหายใจเสียด้วยซ้ำเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
หญิงสาวเห็นดังนั้นก็รวบรวมแรงที่มีอยู่น้อยนิดพุ่งพรวดเข้าไปหาเขาทันที ทว่าความยาวของโซ่ที่พันธนาการข้อเท้าเอาไว้ กลับไปไม่ถึงบริเวณทางเข้าอีกฝั่ง เสียงกระทบดังของโลหะเหล็กกล้าชั้นดีบริเวณข้อมือและข้อเท้าดังสนั่น รู้ดีว่าไม่มีทางจะหลุดออกไปได้ แต่นางก็พยายามดิ้นรนสุดแรงด้วยความคับแค้น “ปล่อยข้า” เสียงตะโกนดังลั่นด้วยโทสะ นางรู้ว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต หากแต่สามารถทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดได้บ้าง นางก็พร้อมที่จะแลก
“ไม่เอาสิ อย่าดื้อนักเลย คนชั้นต่ำเช่นเจ้าจะดิ้นรนไปเพื่ออะไร” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว จากนั้นมือข้างขวาจึงเลื่อนขึ้นไปแตะเส้นผมที่เคยหวงนักหวงหนาของนาง ทว่าบัดนี้กลับถูกเผาไหม้จนขาดแหว่งหงิกงอจนไม่เหลือเค้าเดิม ในขณะเดียวกันนางก็ยกมือที่หนักอึ้งไปด้วยโซ่ปัดสัมผัสนั้นออกอย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งสายตาพยาบาทเยือกเย็นกลับไป
“เจ้ามันชั่วช้า ต่ำทราม ต่ำยิ่งกว่าข้าที่เป็นคนชั้นต่ำเสียอีก” หนิงฟางหรงเอ่ยเสียงหนักพลางกัดฟันแน่นด้วยความคับแค้น
“ข้าเป็นเช่นนั้นแล้วอย่างไร ในเมื่อข้าไม่เคยถูกจับได้” นอกจากไม่สลดในคำพูดของนางแล้ว เขายังทำลอยหน้าลอยตายั่วยวนโทสะก่อนจะโน้มศีรษะเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้น พลางเอ่ยเสียงกระซิบเยือกเย็น “ในเมื่อเจ้ากลายเป็นสุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่อง เช่นนั้นไม่อยากลองอ้อนวอนคนชั่วช้าอย่างข้าราวสุนัขบ้างหรือ”
[1] ชุ่นคือหน่วยวัด 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
********************
มาแล้วค่าาาาา ฝากกดใจ กดติดตามด้วยน้าาาา
บทที่ 1 สตรีผู้ถูกจองจำ(2/2)
“ให้ข้าอ้อนวอนเจ้า ข้าทำกับสุนัขยังดีเสียกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่แว้งกัดคนอื่นไปทั่วเช่นเจ้า” หญิงสาวเอ่ยกลับทันควัน นางหมายความตามที่พูดทุกประการ คนผู้นี้ไม่เคยจริงใจต่อใครมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลอกลวง เสมือนว่าเรื่องราวในชีวิตคืองิ้วฉากหนึ่ง และนางก็เป็นดั่งตัวละครที่พอถูกใช้จนหมดผลประโยชน์ก็ถูกเขี่ยทิ้ง และต้นเหตุที่ทำให้นางเดินมาถึงจุดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะเขาทั้งสิ้น
ชายในชุดคลุมสีดำหุบยิ้มทันทีเมื่อสิ่งที่ได้ยินยังคงเป็นถ้อยคำปฏิเสธเหมือนเช่นเคย ในความคิดของเขานั้นเรียบง่าย เมื่อคนกลายเป็นนักโทษประหารย่อมต้องทำทุกอย่างเพื่อร้องขอชีวิต แต่ไหนแต่ไรจึงชื่นชอบเข้ามาในที่แห่งนี้เพื่อเล่นสนุกบ้างก็เท่านั้น ทว่าสตรีผู้นี้กลับไม่เหมือนคนอื่นๆ แม้จะทำอย่างไรก็ไม่อาจเห็นแววตาแห่งความหวาดกลัว มีแต่จ้องมองเขาตาเขม็งไร้ซึ่งความหวั่นเกรงอย่างที่ควรจะเป็น
มือขาวสะอาดยกขึ้นบีบรอบคอของนักโทษหญิงผู้นี้ทันทีที่นางเอ่ยจบ ก่อนจะเหวี่ยงลงพื้นอย่างไม่ไยดี ด้วยร่างกายผ่ายผอมราวกระดูกเดินได้มีหรือจะสู้แรงชายที่ตัวโตกว่าเช่นเขา แรงกระแทกนั้นทำให้ร่างกายอันเต็มไปด้วยบาดแผลที่เริ่มแห้ง กลับมาปริแตกจนมีเลือดไหลออกมาอีกครั้ง แต่เจ้าตัวกลับไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดใดๆ
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะยื่นเท้าข้างหนึ่งมาใกล้กับใบหน้าที่แนบอยู่กับพื้นสกปรกของนางพลางเอ่ยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หากเจ้าเลียรองเท้าของข้าให้สะอาด ข้าจะพิจารณาละเว้นโทษแก่เจ้า” เขาไม่ได้คาดหวังว่าสตรีต่ำต้อยผู้นี้จะตอบรับแต่อย่างใด เพียงแค่กล่าวเหยียดหยามอย่างติดเป็นนิสัยก็เท่านั้น
“ไปบอกมารดาเจ้าเถอะ” หนิงฟางหรงเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็นพลางหัวเราะในลำคอ รู้ทั้งรู้ว่าจากนี้ต้องเจอกับสิ่งใดแต่ความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจะสู้ไฟแค้นที่มันสุมอยู่ในอก
ชายชุดดำหลับตาลงถอนหายใจออกมายืดยาว มือข้างซ้ายที่สวมแหวนทั้งสามนิ้วกำแน่นก่อนจะเปิดเปลือกตาที่วาวโรจน์ไปด้วยความโหดเหี้ยม จากนั้นความรู้สึกที่คุ้นเคยก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ความยาวมีดแหลมขนาดหนึ่งชุ่นกระหน่ำเข้ามาที่ร่างกายของหนิงฟางหรงอย่างบ้าคลั่ง
นักโทษคนอื่นต่างยกมือขึ้นปิดปากตนเองด้วยจิตใจระส่ำระสาย เสียงที่เล็ดลอดออกมานอกจากเสียงทุบทำร้ายจากคนผู้นั้นแล้ว ยังมีเสียงหัวเราะของสตรีวิปริตดังมาเป็นระยะ พวกเขาบางคนถึงขั้นยกมือปิดหู แม้จะไม่ใช่เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็สามารถสร้างความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุดให้พวกเขาได้เช่นกัน
หญิงสาวผู้ถูกกระทำร่างกายเต็มไปด้วยเลือด บาดแผลใหม่เช่นนี้ก็ยังไม่สามารถดึงความสนใจจากเจ้าของร่างได้อยู่ดี ทำเพียงจดจ้องไปที่ชายคนนั้นด้วยดวงตาอาฆาต ส่วนชายชุดดำเพียงเหยียดมองนางราวมดปลวกไร้ค่า เขาชอบเห็นแววตาแห่งความหวาดกลัวก็จริง แต่ความรู้สึกที่ถูกสตรีผู้นี้จ้องด้วยความแค้นแต่ทำสิ่งใดไม่ได้ยังพอสร้างความสำราญใจให้เขาอยู่บ้าง
ชายหนุ่มในชุดคลุมลงมือรุนแรงมากยิ่งขึ้น ยามนี้รอบคอของหญิงสาวถูกบีบจนติดกับผนัง เขาใช้มือข้างขวาที่พันธนาการนางเอาไว้ยกร่างที่เหลือแต่กระดูกลอยเหนือพื้นจนนางมีใบหน้าคล้ำเขียวเกือบขาดอากาศ เขายกยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อสามารถสร้างความยากลำบากให้อีกฝ่ายจนสายตาคู่นั้นหลับลงแน่นด้วยความทรมาน
หารู้ไม่ว่า ในมือของหนิงฟางหรงตอนนี้กำลังกำบางสิ่งใต้ชายผ้าแน่น นางกำลังรอ…รอโอกาสที่นางได้เอาคืน รอให้คนชั่วผู้นี้พลั้งเผลอ
ชั่วขณะที่ชายชุดดำง้างมือข้างซ้ายขึ้นฟาดไปที่ไหล่ข้างขวาของหญิงสาว เวลาเดียวกันนางกลับฝืนรวบรวมแรงที่มีทั้งหมดเอาปิ่นหยกสมบัติติดตัวเพียงชิ้นเดียวออกมาจากที่ซ่อนด้านในเสื้อ ก่อนจะใช้ปลายแหลมแทงเข้าไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงโดยที่ไม่ยอมปล่อยมือออกในทันที นางออกแรงมากกว่าเดิมเพื่อกดปิ่นในมือให้แทงทะลุมากขึ้น แต่กลับถูกมือที่กำรอบคอนางอยู่สะบัดร่างที่เหลือแต่กระดูกลงพื้นเสียก่อน
เขาปล่อยร่างของนางพลางยกมือกุมดวงตาข้างขวาด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องของชายผู้นี้ทำให้นักโทษในห้องขังคนอื่นตื่นตระหนก บ้างก็อยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดจนเพ่งมองไปทางต้นเสียง บ้างก็หวาดกลัวเพราะรู้ว่าหากเขาไม่เป็นอะไร ต่อจากนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจะรุนแรงมากขึ้นจนลามมายังนักโทษคนอื่นๆ ก็เป็นได้
หญิงสาวไม่รีรอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว นางออกแรงเตะไปที่ข้อพับจนอีกฝ่ายล้มลงกับพื้นสกปรกและเร่งรุดเข้าไปคร่อมร่างของเขาเอาไว้ทันที ดวงตาอาฆาตอย่างถึงที่สุดมองคนเบื้องล่างด้วยความสาแก่ใจ จากนั้นใช้มือที่ถูกคล้องไปด้วยโซ่ตรวนหนักอึ้งทุบไปที่บริเวณใบหน้าของอีกฝ่ายที่มีปิ่นหยกปักคาอยู่อย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับถูกปัดป้องจากคนตัวโตด้านล่าง
มือหนาคว้าที่แขนของนางด้วยความโมโหอย่างถึงที่สุด เรียกได้ว่าทั้งชีวิตไม่เคยโกรธได้มากถึงเพียงนี้มาก่อน เคยเห็นแต่นักโทษที่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ทว่านักโทษนางนี้กลับกำลังดิ้นรนเพื่อเอาคืน เขาพลิกร่างตัวเองขึ้นมาคร่อมร่างของหนิงฟางหรงแทน ใบหน้าเฉื่อยชายิ้มร้ายราวมัจจุราช ภายในอกพลันสั่นอย่างรุนแรงด้วยความโกรธผสมความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเป็นผู้ถูกกระทำเช่นนี้มาก่อน
“ไม่เคยมีใครทำกับข้าเช่นนี้ เจ้ากล้ามากฟางหรง” เอ่ยจบมือซ้ายที่มีอาวุธจึงฟาดเข้ากับศีรษะบริเวณขมับของสตรีด้านล่างอย่างรุนแรงจนเลือดไหลออกมาอาบย้อมใบหน้าและเส้นผมที่เกรอะกรัง สตรีใต้ร่างของเขาราวกับแน่นิ่งไป
หนิงฟางหรงหันไปตามแรงฟาดอันรุนแรง สติของนางเริ่มเลือนลางเต็มทีจนร่างกายอ่อนแรง แต่กลับจดจำขึ้นมาได้ว่าเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงที่ผู้คนเฝ้ารอได้มาถึงแล้ว พวกเขาคงกำลังกลับไปสังสรรค์กับครอบครัวในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในขณะที่ตัวนางยามนี้ไร้ครอบครัว ไร้คนที่กำลังรอพบเจอด้านนอกนั่น
ทุกครั้งที่สติของนางกำลังจะดับลงมักมองเห็นเป็นภาพเงาเลือนรางของใครบางคนอยู่เสมอ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน เงาสีดำกำลังยืนจ้องมองจากมุมหนึ่งของห้องขัง สายตาเป็นเช่นใดไม่อาจทราบ หากให้หนิงฟางหรงคาดเดาคงเป็นความสมเพชเวทนาในชีวิตอันแสนขมขื่นเช่นนี้ของนาง หรือไม่ก็ไร้ซึ่งอารมณ์ใดเพียงกำลังมารอรับวิญญาณเพื่อลงไปยังปรโลกเท่านั้น หญิงสาวไม่ได้มีความคาดหวังในชีวิตอีกต่อไป เพียงแต่เสียดายที่ไม่สามารถทำให้ศัตรูสูญเสียยิ่งกว่านี้ เงาดำเลือนรางคงเป็นสิ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ชีวิตนางคงใกล้ถึงจุดจบแล้ว มิเช่นนั้นเงาที่นางคาดว่าคือยมทูตจะมาวนเวียนอยู่ใกล้ด้วยเหตุอันใด
หนิงฟางหรงละสายตามายังคนที่คร่อมตัวนางเอาไว้อีกครั้ง เขาง้างมือขึ้นก่อนจะฟาดเข้าซ้ำบริเวณเดิม หนังตาหนักอึ้งเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่านางกำลังจะหมดสติ แต่เมื่อเห็นสีหน้าความเจ็บปวดของอีกฝ่ายจึงทำให้นางยิ้มออกมาในที่สุดก่อนที่จะสลบไป อย่างน้อยก็สามารถทำให้เขาสูญเสียบางอย่างได้แม้จะเป็นเพียงดวงตาข้างหนึ่ง
มิใช่สูญเสียทุกสิ่งในชีวิตไปเช่นนาง…
********************
ฮืออออ ถึงน้องหรงจะจนตรอก แต่น้องสู้ขาดใจเลย
ฝากทุกคนเอาใจช่วยน้องหรงของเราต่อไปด้วยนะคะ
ปล.พรุ่งนี้ก็ลง 2ตอน เวลา 07.00 น. กับ 19.00 น.
หลังจากนั้นจะลงวันละตอนแล้วนะคะ เวลา 19.00 น. เตรียมที่นั่ง ตั้งตารอได้เลยค่าาาา
บทที่ 2 สิ้นแสงดวงตะวัน(1/2)
ในยามโพล้เพล้ช่วงต้นยามโหย่ว [1] ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานคล้ายโลหิต ทิศประจิมบัดนี้เริ่มกลืนดวงอาทิตย์ลงลับขอบฟ้าได้เพียงเสี้ยวหนึ่ง หนิงฟางหรงลืมตาตื่นขึ้นด้วยศีรษะที่หนักอึ้ง ข้างแก้มตั้งแต่บริเวณข้างขมับลงมามีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งร่างกายยังเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ดวงตาที่ราวกับยังปรับเข้ากับแสงธรรมชาติไม่ได้ หรี่ลงเพื่อปรับสภาพให้สังเกตสิ่งรอบตัวได้ถนัดตา ยามนี้นางไม่ได้อยู่ในสถานที่ปิดทึบไร้แสงจากดวงตะวันแห่งนั้นอีกต่อไป ทว่าอยู่ในกรงไม้ขนาดใหญ่มีล้อและถูกลากด้วยอาชาสีดำสองตัวด้านหน้า หากจำไม่ผิดสิ่งนี้มักใช้ขังสัตว์ที่ถูกล่ามาจากป่าใหญ่ทางตอนเหนือ พวกเขาคงมองนางต่ำต้อยราวสัตว์เดรัจฉาน
โซ่ตรวนพันธนาการทั้งข้อมือและข้อเท้าจนหนักอึ้งกว่าเดิมถึงสองเท่า ทำให้นางไม่สามารถขยับตัวได้ดั่งใจ ดวงตาที่หรี่ลงในคราแรกเริ่มเปิดกว้างขึ้นเมื่อสามารถปรับรับกับแสงสว่างได้บ้างแล้ว ทำให้เริ่มสังเกตสิ่งรอบข้างที่ไกลออกไปมากขึ้น หนิงฟางหรงรู้ดีว่าต่อจากนี้ชีวิตของนางต้องจบสิ้นลง ทว่าความกลัวกลับไม่มีหลงเหลืออยู่ ทั้งความเสียใจ หรือความผิดหวัง ความรู้สึกเปราะบางพวกนี้ล้วนผ่านมามากล้นเสียจนหมดสิ้น ในยามนี้จึงราวกับไร้ความรู้สึกเหล่านั้นไปโดยปริยาย
เสียงล้อบดเบียดไปตามรายทางขรุขระโดยมีจุดหมายปลายทางเป็นลานประหารท้ายเมืองทางทิศตะวันตก ทั้งสองฝั่งข้างทางรายล้อมไปด้วยผู้คนสุดลูกหูลูกตาที่มาเพื่อสาปแช่งนักโทษประหารในวันนี้โดยเฉพาะ เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นตลอดทางที่ได้ขับเคลื่อนผ่าน พวกเขาเกือบทั้งหมดคือราษฎรที่อาศัยอยู่ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ ตั้งแต่ระดับขุนนางไปจนถึงสามัญชนธรรมดา อาจมีพ่อค้าจากต่างเมืองบ้างประปรายที่เข้ามารอดูด้วยความฉงนสงสัย
“สิ่งที่อยู่ในกรงคือสิ่งใดหรือขอรับ” พ่อค้าหาบเร่ผู้หนึ่งเอ่ยถามผู้ที่ยืนจับกลุ่มราวสี่ถึงห้าคนด้วยความสงสัย เขาตั้งใจเดินทางมาที่เมืองหลวงเพื่อตั้งแผงขายของภายในงานไหว้พระจันทร์ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ใจกลางศูนย์การค้าที่ยิ่งใหญ่ ทว่าเห็นผู้คนจับกลุ่มเดินทางมายังที่แห่งนี้เป็นจำนวนมาก จึงคิดว่ามีงานอื่นที่เขาไม่ได้ข่าวคราวจึงเร่งรุดตามมาดูเพื่อคลายความสงสัย
“นางคือนักโทษประหาร เจ้าเป็นคนต่างเมืองใช่หรือไม่ จึงไม่รู้ว่านางเป็นใคร” สตรีวัยกลางคนตอบพ่อค้าผู้นี้ก่อนจะเห็นว่าเขาพยักหน้าจึงพูดต่อ “ความผิดของนางใหญ่หลวง ข้าคิดว่าโทษประหารแค่แขวนคอนับว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ สมควรถูกห้าม้าแยกร่างจึงจะสาสม” ประโยคนี้ทำให้พ่อค้ามีสีหน้าเหยเก นึกสงสัยว่านักโทษผู้นั้นทำสิ่งใดไว้กันแน่
“เดิมทีนางคือพระชายาในองค์รัชทายาท แต่มักมากในกามคบชู้กับองครักษ์ผู้หนึ่ง” หญิงสาวที่อายุราวยี่สิบปลายๆ เอ่ยสำทับเสียงกระซิบกระซาบ การพูดถึงเบื้องสูงมีโทษร้ายแรงจำต้องป้องกันไว้ก่อน แม้จะไม่ได้กล่าวถึงในแง่ร้ายก็ตาม
“จริงขอรับ ข้าเห็นมากับตาพร้อมพยานคนอื่นนับหลายสิบคน” บุรุษที่อายุราวสามสิบปีกล่าวขึ้น เขาทำงานในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น วันดีคืนดีถูกคนของสำนักพระราชวังเข้าปิดล้อมพื้นที่อย่างกะทันหัน พร้อมทั้งบุกเข้าไปยังห้องห้องหนึ่ง สิ่งที่เห็นคือหนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า หนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังได้ชื่อว่าเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทอีกด้วย แม้จะถูกกำชับให้ปิดปากเงียบในช่วงเวลานั้น แต่ยิ่งนานวันข่าวเสียหายก็ถูกแพร่กระจายออกไปในที่สุด จนองค์รัชทายาทต้องหย่าร้างและส่งนางไปยังหอนางโลม
“ยามนั้นองค์รัชทายาทตรอมใจจนล้มป่วย ทว่าปีศาจนางนี้ก็ยังตามจองล้างจองผลาญทำร้ายคนมากมาย สุดท้ายก็ต้องโทษร้ายแรงเพราะทำร้ายเชื้อพระวงศ์ ข้าว่านางสมควรถูกห้าม้าแยกร่างอย่างที่เจ้าว่า คนชั่วร้ายเช่นนี้สมควรถูกทรมานจนถึงที่สุด” สตรีวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเห็นดีเห็นงามกับสตรีคนแรก
เสียงประณามด่าทอนักโทษหญิงยังคงเกิดขึ้นตลอดทางที่ขับเคลื่อนผ่าน หนิงฟางหรงได้ยินประโยคเมื่อสักครู่ที่สตรีผู้นั้นเอ่ยก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวคนเสียสติ
นางสมควรถูกทรมานมากกว่านี้หรือ…
แล้วทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมา ไม่เรียกว่าทรมานหรืออย่างไร…
ยามนี้การเคลื่อนที่ได้หยุดลงเมื่อมาถึงบริเวณหน้าแท่นประหารเป็นที่เรียบร้อย รอบด้านเต็มไปด้วยทหารจำนวนมาก มองขึ้นไปด้านบนยังพบเพชฌฆาตยืนประจำตำแหน่งถึงสองคน เสียงโหวกเหวกเริ่มดังมาจากมุมหนึ่งที่มีคนพยายามตีฝ่าทหารเข้ามายังจุดที่หนิงฟางหรงอยู่ สตรีผู้นั้นร้องไห้น้ำตานองหน้าปานใจจะขาด เมื่อไม่สำเร็จจึงทิ้งตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นราวกับไร้หนทาง
“ปล่อยสหายของข้าเถิด” สตรีในอาภรณ์เนื้อดีละล่ำละลักเอ่ย ผ้าไหมราคาแพงเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนอย่างไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ ใบหน้าสวยหวานส่อแววเศร้าโศกเหลือคณานับจนผู้คนนึกสงสารจับใจ
“พระชายา ลุกขึ้นเถิดเพคะ” นางกำนัลทั้งสองคนคุกเข่าตามผู้เป็นนายเหนือหัว พลางคะยั้นคะยอให้ลุกขึ้น
“ไม่ หากพวกเขาไม่ปล่อยฟางหรง ข้าก็จะคุกเข่าอยู่เช่นนี้” ในขณะที่กล่าวน้ำตาจากตาทั้งสองข้างก็ไหลลงข้างแก้มอย่างไม่ขาดสาย มือบางทั้งสองข้างจึงยกขึ้นปัดน้ำตาออกลวกๆ พร้อมกับมีสายตาจริงจังกับสิ่งที่กระทำอยู่ “พวกท่านบอกข้าที ข้าสามารถช่วยสหายของข้าได้อย่างไร หรือหากข้าสามารถช่วยแบ่งเบาโทษนั้นได้บ้าง ข้าก็ยินยอม” สตรีสูงส่งเอ่ยเสียงหนักแน่นขึ้น สายตาแน่วแน่สร้างความรู้สึกสะท้อนใจให้ผู้คนยิ่งนัก นางถึงขั้นกล่าวว่าจะช่วยรับโทษเพื่อแบ่งเบาให้ปีศาจอย่างหนิงฟางหรง พวกเขาคิดว่าสตรีชั่วช้าเช่นนั้นไม่สมควรได้รับความเมตตาเช่นนี้เลยจริงๆ
นางกำนัลเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามประคองแขนทั้งสองข้างแต่กลับถูกสะบัดออก เมื่อผู้คนเห็นต่างก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทว่าคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดกลับเป็นนักโทษในกรงขัง
หนิงฟางหรงมองภาพนั้นนิ่งก่อนจะหลับตาลง ผู้เป็นสหายถึงขั้นยอมลดตัวกระทำในสิ่งที่นางไม่คาดคิด จนนางไม่อาจทนมองสิ่งเหล่านั้นได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถปล่อยไปแบบนี้ได้เช่นกัน น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นกับทหารรอบด้าน นางเลือกที่จะไม่ฟังเสียงของผู้คนอีกต่อไป “ข้าขอโอกาสสุดท้าย เพื่อพูดคุยกับสหายได้หรือไม่”
ทหารเหล่านั้นมองหน้ากันไปมาครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธ นักโทษที่กำลังอับจนหนทางย่อมทำทุกอย่างได้โดยที่พวกเขาคาดไม่ถึง การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ
“อย่างไรข้าก็กำลังจะถูกประหารอยู่แล้ว แม้แต่โอกาสร่ำลาก็ให้ไม่ได้เชียวหรือ อีกอย่างที่พวกเจ้าทำก็กำลังขัดประสงค์ของพระชายา” ในขณะที่พูด หนิงฟางหรงก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นแต่อย่างใด ทว่าฟังจากเสียง จึงรับรู้ว่าพวกเขาอนุญาตแล้ว อีกทั้งรอบด้านยังส่งเสียงเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์
ผู้คนเห็นพระชายาเดินเข้าไปใกล้นักโทษหญิงก็รู้สึกหดหู่ในใจ พลางคิดว่าต้องเป็นผู้เปี่ยมเมตตาถึงขั้นใดจึงยอมลดตัวช่วยสตรีชั่วช้าเช่นนั้น เสียงคำเยินยอดังขึ้นทั่วทุกหนแห่ง บัดนี้ไม่มีใครคิดห้ามอีกต่อไป แต่กลับเฝ้ารอดูด้วยใจจดจ่อแทน
หนิงฟางหรงได้ยินเสียงที่เข้ามาใกล้จึงเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง “เห็นเจ้าฟูมฟายขอรับโทษแทนข้าขนาดนี้จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้นเลย” ระหว่างที่พูด มือที่เหลือเพียงหนังหุ้มเหี่ยวแห้งทั้งยังเต็มไปด้วยบาดแผล ยกขึ้นลอดกรงไม้ออกไปหมายจะจับ อีกฝ่ายมีท่าทีชะงักเล็กน้อยพลางมองซ้ายทีขวาที ใบหน้านั้นยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเช่นเดิม ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นสัมผัสกับมือของนักโทษในกรงขัง
สัมผัสหยาบลูบไปมาบนมือนุ่มนิ่มบอบบางเพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกำชับแน่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นก่อนเอ่ยกับพระชายาผู้มีดีแค่เปลือก “ถ้าเช่นนั้น เจ้ากล้ารับโทษประหารแทนข้าหรือไม่”
[1] ยามโหย่ว คือช่วงเวลา 17.00 – 18.59 น.
********************
ฝากกดใจ กดติดตาม หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะคะ