โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศัพทานุกรมอำนาจนิยม (ตอนจบ) | เกษียร เตชะพีระ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ก.พ. 2567 เวลา 09.48 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2567 เวลา 02.02 น.

ผมได้แนะนำศัพท์ชุดอำนาจนิยมบางคำแก่ท่านผู้อ่านไปเมื่อตอนที่แล้ว

ได้แก่ อัตตาธิปัตย์ (autocrat), จอมเผด็จอำนาจ (despot), จอมเผด็จการ (dictator) และทรราช (tyrant)

มาในสัปดาห์นี้ขอแนะนำเพิ่มเติมอีก 2 คำคือ คณาธิปัตย์ (oligarch) และ เศรษฐยาธิปัตย์ (plutocrat) พร้อมกับขมวดจบโดยยกตัวอย่างลากเข้าความสู่การเมืองไทยเสียเลยทีเดียว

คณาธิปัตย์ (จากศัพท์กรีก Oligarkhos) หมายถึงสมาชิกของรัฐบาลที่ซึ่งอำนาจถูกสงวนไว้ให้แก่คณะบุคคลจำนวนน้อย

ประวัติศาสตร์นครรัฐกรีกสมัยสี่ศตวรรษก่อนคริสตกาลนั้นเป็นเรื่องราวการต่อสู้กันเองภายในระหว่างพวกประชาธิปัตย์ (ในความหมายผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย) กับพวกคณาธิปัตย์, หรือระหว่างคนจนกับคนรวยนั่นเอง

แม้ว่าโลกชาวกรีกยุคนั้นจะประสบพบผ่านลองถูกลองผิดกับตัวแบบการปกครองคณาธิปไตยหลากหลายรูปแบบ ทว่าส่วนใหญ่แล้ว รัฐบาลคณาธิปไตยจะประกอบด้วยคณะมนตรี (council) ชุดหนึ่งหรือหลายชุดซึ่งบรรดาสมาชิกครองตำแหน่งตลอดชีพ

ระบอบคณาธิปไตยนั้นถูกถือว่าตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย และฉะนั้น นครรัฐสปาร์ตาซึ่งปกครองแบบคณาธิปไตยจึงเสมือนภาพด้านกลับของนครรัฐเอเธนส์ซึ่งปกครองแบบประชาธิปไตย

แต่ถึงกระนั้นระบอบปกครองของนครรัฐสปาร์ตาก็เป็นกรณีเอกเทศในประดาคณาธิปไตยทั้งหลาย ค่าที่อำนาจไม่ได้กุมอยู่ในมือของชาวสปาร์ตาที่รวยที่สุด อันต่างจากระบอบคณาธิปไตยอื่นๆ แทบทุกแห่งนั่นแล (https://thehistoryace.com/the-ancient-spartan-government-explained-democracy-or-oligarchy/)

ส่วน เศรษฐยาธิปัตย์ (จากศัพท์กรีกว่า ploutocratia) หมายถึงบุคคลที่ได้อำนาจปกครองมาจากความมั่งคั่งของตน

ชาวกรีกประณามระบอบ เศรษฐยาธิปไตย (plutocracy จากรากศัพท์กรีกว่า ploutos = ความมั่งคั่ง + cratos = อำนาจ) และเอามันไปตั้งประจันกับระบอบ อภิชนาธิปไตย (aristocracy) อันเป็นระบอบที่มีธาตุแท้เช่นเดียวกับคณาธิปไตย ชั่วแต่ว่าคณะบุคคลจำนวนน้อยผู้กุมอำนาจปกครองในระบอบนี้เป็น อภิชน (จากศัพท์กรีกว่า aristo?) ซึ่งไม่ใช่เศรษฐี แต่มีความหมายโดยอรรถถึงคนที่ดีที่สุด งดงามที่สุดหรือสุขุมาลยชาติ (ชาติกำเนิดเป็นผู้ดีมีตระกูลสูง) ฯลฯ แห่งนครรัฐ

นครรัฐเอเธนส์โบราณแต่เดิมนั้นเป็นระบอบอภิชนาธิปไตยที่ปกครองโดยพวกลูกหลานผู้ดีมีตระกูลซึ่งสืบเชื้อสายกันมานี่เอง (พวก eupatrid ดู https://www.britannica.com/topic/eupatrid)

คำว่าเศรษฐยาธิปัตย์ (plutocrat) กลับมาแพร่หลายอีกครั้งในโลกภาษาอังกฤษและกระจายต่อไปยังฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าเพื่อโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยิว ดังเช่นตัวละครไชล็อก นายทุนเงินกู้ชาวยิวในบทละครเรื่อง เวนิสวานิช (The Merchant of Venice, 1596-98) ของวิลเลียม เช็กสเปียร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลเป็นคำกลอนไทย ดังปรากฏคำบ่นรำพึงแบบเศรษฐยาธิปัตย์ของไชล็อกตอนหนึ่งว่า (ดู https://researchcafe.tsri.or.th/the-merchant-of-venice/) :

“ลูกสาวกู! เงินของกู! อยู่ที่ไหน? หนีไปกับคริสตังชังน้ำหน้า!

เอาคริสตังเงินทองของกูมา! ยุติธรรม! เงินตรา และบุตรี”

Plutocrat ถูกลากเข้าความสู่การเมืองไทยครั้งสำคัญเมื่อราวสองทศวรรษก่อนโดยงานวิเคราะห์วิจัยของอาจารย์คริส เบเกอร์ กับผาสุก พงษ์ไพจิตร เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ ในชื่อ “Pluto-Populism in Thailand : Business Remaking Politics” (http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~ppasuk/papers.htm) และ “Pluto-populism : Thaksin and popular politics” (เป็นบทหนึ่งที่รวมเล่มในหนังสือ Thailand Beyond the Crisis) ซึ่งทั้งสองชิ้นออกมาไล่เลี่ยกันในปี 2004

บทคัดย่อของบทความชิ้นหลังได้สรุปความแปลกใหม่ของ เศรษฐยา-ประชานิยม (pluto-populism) แห่งรัฐบาลทักษิณไว้ว่า (https://www.taylorfrancis.com/chapters/edit/10.4324/9780203402399-9/pluto-populism-chris-baker) :

“เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001 ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจผู้ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งแน่นขนัดไปด้วยนักธุรกิจชั้นนำอื่นๆ นี่เป็นเรื่องใหม่ เพราะแม้ว่านักธุรกิจได้เข้าครอบงำรัฐสภาไทยขณะการเมืองเรื่องการเลือกตั้งพัฒนามาในช่วงกว่าสองทศวรรษก่อน ทว่า พวกนักธุรกิจใหญ่ที่สุดยังคงวางตัวห่างออกไปเล็กน้อย

“ทักษิณชนะการเลือกตั้งด้วยแนวนโยบายอันกอปรไปด้วยมาตรการต่างๆ ที่โน้มดึงมวลชนชนบทโดยตรง นี่ก็เป็นเรื่องใหม่เช่นกัน การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เอาชนะกันด้วยอิทธิพลท้องถิ่นและแนวนโยบายของพรรค ไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง

“พรรคของทักษิณชนะการเลือกตั้งโดยหย่อนจากการครองเสียงข้างมากเด็ดขาดไปหน่อยเดียว ไม่มีการเลือกตั้งก่อนนี้ครั้งไหนนับแต่ปี 1979 เป็นต้นมาที่พรรคใดได้ที่นั่งถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด ในปีถัดจากการเลือกตั้ง ทักษิณได้ดำเนินการ (หรือพยายามดำเนินการ) เชื้อมูลหลักทั้งหมดของแนวนโยบายการเลือกตั้งของตน นี่นับว่าเป็นเรื่องใหม่จริงๆ

“ถึงกลางปี 2002 ทักษิณกำลังทำนายว่าเขาจะครองอำนาจไปอีก 16 ปี ไม่มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนใดก่อนหน้านี้อยู่ในตำแหน่งได้เกินหนึ่งสมัยเป็นเวลา 4 ปีเลย”

ทุกวันนี้คุณทักษิณไม่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่อยู่ห้องวีไอพีชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งจะว่าไปก็สูงลิบกว่าทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำ แหะๆ

ส่วนนักวิชาการไทยศึกษาผู้ประยุกต์คำว่าคณาธิปไตย (oligarchy) มาทำความเข้าใจการเมืองเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้แก่ ครูเบน แอนเดอร์สัน (ผู้เชี่ยวชาญลัทธิชาตินิยมและเอเชียอาคเนย์ศึกษาชื่อดัง, 1936-2015) ในโอกาสรับเชิญจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้กล่าวปาฐกถา เรื่อง “มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ 26 มกราคม 2011 โดยคุณภัควดี ไม่มีนามสกุล ได้แปลปาฐกถาของครูเบนเป็นไทยและเผยแพร่ทางเว็บข่าวประชาไทต่อมา (https://prachatai.com/journal/2011/04/33843)

ความตอนหนึ่งที่ครูเบนประยุกต์แนวคิดคณาธิปไตยมามองการเมืองไทยมีว่า :

“อ.เกษียร เตชะพีระ หนึ่งในนักศึกษาที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยสอน เขาบรรยายถึงระบบการเมืองไทยในปัจจุบันว่าเป็น ‘กึ่งประชาธิปไตย’ นี่คือคำนิยามที่พบมากที่สุดที่คนนอกมักใช้อธิบายระบบการเมืองในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย แต่ในทัศนะของผม ประเทศเหล่านี้รวมทั้งสยามด้วย จริงๆ แล้วอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มคณาธิปไตย มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

“กลุ่มคณาธิปไตยเหล่านี้มักเป็นกลุ่มเครือญาติ ลูกหลานไปโรงเรียนเดียวกัน มีธุรกิจเกี่ยวโยงกัน แต่งงานเกี่ยวดองกันเอง รวมทั้งมีค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่แข่งขันกันเอง พวกเขามีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน บางครั้งอย่างดุเดือดด้วย แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาตัดขาดจากคนกลุ่มอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พวกเขามีความยืดหยุ่นพอที่จะดูดคนอื่นที่เป็นกึ่งคนนอกจากกลุ่มต่างๆ เข้ามา แต่ต้องวางอยู่บนเงื่อนไขที่พวกเขาตั้งขึ้นเท่านั้น พวกเขามีหลักจรรยาบรรณบางอย่างด้วยซ้ำ เช่น ไม่ใช้เรื่องอื้อฉาวทางเพศมาโจมตีกันเอง เป็นต้น

“สัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นคณาธิปไตยอย่างชัดเจนก็คือการไม่มีฝ่ายค้านเป็นกลุ่มก้อนที่มีระบบจัดการที่ดี อีกสัญญาณหนึ่งคือการที่ ส.ส.ย้ายพรรคกันง่ายๆ และรวดเร็วเวลามีการจัดตั้งรัฐบาลผสม เนวินเคยเป็นมือขวาของทักษิณ แล้วจู่ๆ ก็ย้ายมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งต่อต้านทักษิณ

“สิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้ระบอบคณาธิปไตยตั้งมั่นอยู่ได้ก็คือความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบการเลือกตั้ง เมื่ออินโดนีเซียจัด ‘การเลือกตั้งเสรี’ ขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากโค่นล้มซูฮาร์โตลงได้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่สื่อตะวันตกโหมประโคมว่าเป็นการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ผมบังเอิญได้พบกับเพื่อนร่วมงานอาวุโสชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง และอันที่จริงก็เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลอินโดนีเซีย เมื่อผมถามความคิดเห็นของเขา เขาส่ายหน้าและบอกว่า “อินโดนีเซียมีระบบการเลือกตั้งที่แย่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือสัญญาณของความโง่เขลา ผู้นำทางการเมืองที่นั่นรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรในระหว่างที่ร่างกฎหมายการเลือกตั้ง

“ลักษณะของคณาธิปไตยอีกประการหนึ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ ภาษาแบบลำดับชั้นที่ชนชั้นนำใช้เพื่อสร้างความชอบธรรม คำที่เป็นกุญแจสำคัญคือคำว่า ‘ให้’ ระบอบคุณพ่อใจดีจะ ‘ให้’ การศึกษาเกือบฟรีแก่ลูกหลานของชาติ เงินอุดหนุนแก่เกษตรกร อุปกรณ์เตือนภัยสึนามิ เงินกู้ดอกเบี้ยถูก คอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนประถม ผ้าห่มและเมล็ดพันธุ์แก่ชนกลุ่มน้อย ‘ล้าหลัง’ ฯลฯ

“ผมเองไม่ได้ชื่นชมระบบการเมืองของสหรัฐ หรือสหราชอาณาจักร แต่ประชาชนในสองประเทศนี้คงรู้สึกแปลกหรือกระทั่งรู้สึกเหมือนถูกดูถูก หากประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีในประเทศของพวกเขาพูดอะไรอย่างเช่น ‘ให้’ งานใหม่หนึ่งล้านตำแหน่ง ผมเกรงว่าแม้แต่นักวิชาการระดับแนวหน้าของไทยก็ไม่ได้ใส่ใจต่อภาษาแบบคณาธิปไตยในประเทศไทยมากพอ ในอินโดนีเซียวันนี้ เราจะพบบ่อยๆ ว่ากลุ่มคณาธิปไตยมักบ่นว่า rakyat masih bodoh หมายความว่า มวลชนยังโง่/ไม่รู้เรื่อง สำนวนประโยคนี้เกิดขึ้นในยุคหลังประกาศเอกราชเมื่อ 60 ปีก่อน เมื่อคนอินโดนีเซียคิดว่าความโง่เขลาของประชาชนที่เกิดจากลัทธิอาณานิคมจะหายไปในเร็ววัน จนถึงทุกวันนี้ พวกคณาธิปไตยก็ยังใช้ภาษาแบบเดิมอย่างไม่ละอายแก่ใจ โดยส่อความหมายชัดเจนว่ามวลชนจะโง่แบบนี้ตลอดไป และเพราะเหตุนี้เองระบอบคณาธิปไตยแบบคุณพ่อใจดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อประเทศ…”

อ่านแล้ว หันไปมองดูปัจจุบันของเรา มันช่าง…หุๆ หุๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศัพทานุกรมอำนาจนิยม (ตอนจบ) | เกษียร เตชะพีระ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...