‘สภาพัฒน์’ จับตาน้ำท่วมจ่อกดดัน GDP ใน Q4 เร่งประเมินความเสียหาย ยันไม่สะเทือน GDP ใน Q3
สภาพัฒน์ จับตาสถานการณ์น้ำท่วมจ่อกดดันตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 โดยเผยว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งภาคเกษตร-การผลิต หลังพบโรงงานบางแห่งได้รับความเสียหาย พร้อมติดตามผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ยืนยันความเสียหายไม่สะเทือน GDP ในไตรมาส 3
วันนี้ (5 ตุลาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าขณะนี้สภาพัฒน์อยู่ระหว่างประเมินความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งในแง่จำนวนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ขนาดของความเสียหาย และระยะเวลาที่สถานการณ์จะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะกดดันตัวเลข GDP มากน้อยเพียงใด
โดยในเบื้องต้น ดนุชาประเมินว่า ความเสียหายจากอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ขณะที่ภาคการผลิตได้รับผลกระทบบางส่วน โดยพบความเสียหายในโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ซึ่งขณะนี้ สภาพัฒน์อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสำรวจว่ามีจุดใดได้รับความเสียหายและส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด
“น้ำส่วนใหญ่ก็น่าจะท่วมไปที่บ้านเรือนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ กับพื้นที่เกษตรเป็นส่วนใหญ่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดในแถบปราจีนบุรี เดี๋ยวต้องไปไล่ดูว่ามีโรงงานไหนที่ได้รับผลกระทบบ้าง” ดนุชากล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวต่อว่า ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้จะยังไม่สะท้อนออกมาในการแถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2569
“ไตรมาส 3 ยังไม่กระทบอะไร เดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน น้ำท่วมจะกระทบไตรมาส 4 เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม” ดนุชากล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สภาพัฒน์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% หรือมีค่ากลางที่ 2.2% ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งนับว่า ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% ในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและ GDP ไตรมาส 1 ปี 2569
มาตรการช่วยเหลือตามแนวทางกฎหมาย
สำหรับมาตรการช่วยเหลือ ดนุชากล่าวว่า ภาครัฐมีแนวทางรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ (Protocol) ตามกรอบกฎหมายอยู่แล้ว เช่น การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านสูงสุด 49,500 บาท
พร้อมกล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา ภาครัฐเริ่มนำ ‘โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน’ มาใช้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณในการเยียวยาความเสียหายของภาครัฐได้บางส่วน โดยสภาพัฒน์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป
ทั้งนี้ ‘โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน’ เป็นโครงการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ 30 ล้านครัวเรือน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 และจะมีการต่ออายุความคุ้มครองเป็นรายปี
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับเพิ่มเพดานเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านสูงสุดเป็น 88,600 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา