โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวปราจีนฯ ทวงถามสัญญา ปิดโรงงานกากอุตสาหกรรม เผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง!

คมชัดลึกออนไลน์

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

1 พ.ย. 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ชาวบ้านจากหลายอำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี กว่า 200 คน รวมตัวกันบริเวณหน้าบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการฝังกลบกากอุตสาหกรรม เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา และรับปากว่าจะเร่งตรวจสอบ พร้อมให้คำตอบเรื่องการปิดโรงงานภายใน 7 วัน แต่จนถึงขณะนี้ชาวบ้านยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

การรวมตัวครั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาน้ำปนเปื้อนคราบน้ำมันและสารมลพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในช่วงเกิดอุทกภัยที่ผ่านมา จนเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีคล้ายสายรุ้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "แม่น้ำ 7 สี" สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมต่างถือป้ายข้อความเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมนำพริกและเกลือมาเผาเป็นสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจ เพื่อสาปแช่งให้ขยะพิษและโรงงานกากอุตสาหกรรมออกไปจากพื้นที่โดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้าได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย หลังชาวบ้านต้องการเข้าไปอ่านป้ายประกาศบริเวณด้านหน้าโรงงาน ซึ่งเป็นประกาศที่ทางราชการนำมาติดไว้ แต่ผู้ดูแลโรงงานแจ้งว่าเป็นเขตพื้นที่โรงงาน หากเข้าไปอาจเข้าข่ายบุกรุก ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีประชาชนทยอยเดินทางมารวมตัวกันเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์จึงเริ่มสงบลง

ต่อมา นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ตัวแทนกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ได้พูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุม เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะร่วมกันประกอบพิธีเผาพริกเผาเกลือ เพื่อสาปแช่งให้ขยะพิษและโรงงานขยะอุตสาหกรรมออกไปจากพื้นที่โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน ในระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังประกอบพิธีเผาพริกเผาเกลือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางเข้ามาสอบถามและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่มาร่วมชุมนุม

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด และเป็นพื้นที่ที่ตนตั้งใจลงมาดูมากที่สุด เพื่อรับฟังปัญหาและสำรวจพื้นที่จริง

ที่ผ่านมาได้ติดตามปัญหามาตั้งแต่กรณีปลาในกระชังตายทั้งลำน้ำในเขตจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลว่าจะสามารถเลี้ยงปลาได้ต่อหรือไม่ หากเลี้ยงต่อจะเกิดการตายซ้ำอีกหรือไม่ และปลาที่เลี้ยงจะสามารถจำหน่ายได้หรือไม่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายว่าพื้นที่ใดสามารถกลับมาทำการเกษตรได้ และพื้นที่ใดยังไม่สามารถดำเนินการได้

ประเด็นดังกล่าวทำให้ประชาชนยังมีความกังวล เนื่องจากมีข้อมูลจากศูนย์ราชการว่าพบสารพิษปนเปื้อนอยู่ในน้ำและดิน รวมถึงบางพื้นที่มีการตรวจพบสารพิษในร่างกายประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งล่าสุด นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ได้ลงไปดูพื้นที่โรงฝังกลบขยะ ซึ่งมีทั้งโรงรีไซเคิลและโรงรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง โดยในช่วงที่เกิดน้ำท่วมทำให้สารพิษต่าง ๆ รั่วไหลออกมาเป็นวงกว้าง ไหลลงสู่คลองและแม่น้ำ ก่อนจะไหลต่อไปยังพื้นที่รอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้มีประชาชนในพื้นที่ประมาณ 3-4 อำเภอได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาลักษณะดังกล่าวมีอีกหลายแห่ง เนื่องจากยังมีโรงฝังกลบขยะอีกหลายพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจมีการยกเว้นการใช้ผังเมืองและมาตรการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ จึงจำเป็นต้องพิจารณาปัญหาในภาพรวม

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จากนี้ต้องดูภาพรวมทั้งหมดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา สามารถกลับมาทำมาหากิน ทำการเกษตรได้ มีน้ำดื่มและน้ำใช้เพื่อการเกษตรที่สะอาด และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและตรวจสอบร่วมกัน โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือประชาชนไม่มั่นใจในการตรวจสอบของทางราชการ ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร หากได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ น้ำเสียจะกลับมาดีขึ้นเมื่อใด จะได้รับการบำบัดอย่างไร และจะกลับมาทำการเกษตรได้หรือไม่

โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าว ประชาชนยังไม่กล้าเริ่มเพาะปลูก เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของน้ำและดิน หากลงมือปลูกไปแล้วและทางราชการประกาศภายหลังว่าพบสารพิษ ก็อาจทำให้ผลผลิตเสียหายและเกิดความสูญเสียขึ้นอีก

ด้าน นางสาวศิริพร ฉายวัฒนะ ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดินทางมารอคำตอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่เคยรับปากว่าจะให้คำตอบภายใน 7 วัน ว่าจะดำเนินการปิดโรงงานหรือไม่ แม้ปัจจุบันโรงงานจะถูกสั่งหยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 วรรคสอง เป็นเวลา 3 เดือน แต่ชาวบ้านยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม แม้แต่ผ้าใบคลุมกองขยะก็ยังไม่สามารถปิดได้มิดชิด

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำสีดำที่ไหลกระจายเป็นวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ แต่ยังลุกลามไปถึงอำเภอศรีมโหสถ และมีความเสี่ยงที่จะไหลเข้าสู่อำเภอบ้านสร้าง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต่างหวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำเพิ่มมากขึ้น

ส่วนกรณีการจัดกิจกรรมรับประทานปลาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน นางสาวศิริพร กล่าวว่า พื้นที่อำเภอประจันตคาม มีความแตกต่างจากพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ ศรีมโหสถ และบ้านสร้าง ซึ่งกำลังเผชิญปัญหามลพิษทางน้ำ จึงไม่ควรนำกิจกรรมดังกล่าวมาใช้สร้างความเชื่อมั่นโดยไม่มีผลตรวจยืนยันความปลอดภัยของสัตว์น้ำ

พร้อมย้ำว่า โรงงานที่เคยได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการก็สามารถถูกสั่งปิดได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นพื้นที่รับน้ำ หากเกิดน้ำท่วมซ้ำ ปัญหามลพิษก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก จึงต้องการให้รัฐมนตรีสั่งปิดโรงงานอย่างถาวร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ขณะที่นายสุนทร คมคาย กล่าวว่า การปิดโรงงานต้องดำเนินการตามหลักวิชาการ มีมาตรการควบคุมและจัดการปัญหามลพิษ รวมถึงต้องมีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เรียบร้อย ไม่ใช่เพียงสั่งปิดแล้วปล่อยให้ปัญหาตกอยู่กับชาวบ้าน

โดยข้อเสนอของภาคประชาชนต้องการให้สั่งปิดโรงงานทั้ง 2 แห่งอย่างถาวร ตามมาตรา 39 วรรคสาม เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการประกอบกิจการประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะในสถานการณ์สภาพภูมิอากาศแปรปรวนและมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต

พร้อมทวงถามคำมั่นของรัฐมนตรีที่เคยรับปากว่าจะให้คำตอบภายใน 7 วัน ว่าจะปิดโรงงานหรือมีแนวทางแก้ไขอย่างไร แต่จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วันแล้ว กลับยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข

ท้ายที่สุด ภาคประชาชนเตรียมยื่นข้อเสนอตามมาตรา 9 เพื่อขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลแก้ไขปัญหา เนื่องจากเห็นว่าปัญหามลพิษครั้งนี้มีความรุนแรงและกระทบประชาชนหลายพื้นที่ เกินกว่าที่หน่วยงานระดับภูมิภาคจะแก้ไขได้เพียงลำพัง

โดยต้องการให้เป็นคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจ ทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมือเครื่องจักร และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตมลพิษและคืนความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาโรงงานกากอุตสาหกรรมและการจัดการขยะที่อยู่ในพื้นที่ โดยต้องการให้เร่งดำเนินการเพื่อคืนความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนโดยเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...