ขอเงินก่อน…ซักฟอกทีหลัง!
เห็นข่าวพรรคประชาชนประกาศเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมก็ต้องอ่านซ้ำอีกทีว่าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า
สมัยก่อนฝ่ายค้านจะซักฟอกรัฐบาล เรามักได้ยินข่าวเตรียมข้อมูล เตรียมหลักฐาน เตรียมขุนพลอภิปราย
แต่คราวนี้มีการเปิดรับบริจาคเงินด้วย
สงสัยยุคนี้จะซักฟอกใคร ต้องเตรียมทุนกันก่อน
เรื่องนี้พรรคประชาชนเขาประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานครับ เปิดรับบริจาคเงินเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งวางคิวกันไว้เบื้องต้นระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม
แต่ที่ผมสนใจไม่ใช่เรื่องเปิดรับบริจาค เป็นถ้อยคำที่เขาใช้ชวนคนควักกระเป๋าต่างหาก
ลองอ่านดูสิครับ
“พรรคอื่นอาจขับเคลื่อนด้วยเงินทุนของคน 1% แต่พรรคปชน. ขอขับเคลื่อนด้วยหัวใจและหยาดเหงื่อของประชาชนอีก 99% ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เกมในสภาฯ แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และ ‘ทุนจากประชาชน’ เพื่อดันหลังให้สู้กับระบอบกินรวบได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
อ่านจบแล้วผมก็มีเรื่องอยากคุยด้วยอยู่หน่อย
เรื่องพรรคการเมืองเปิดรับบริจาคเงินนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด พรรคไหนมีผู้สนับสนุนอยากช่วยออกเงิน ก็เป็นสิทธิของเขา
คนรักพรรคไหนก็ช่วยพรรคนั้น จะช่วยมากช่วยน้อยก็ว่ากันไป
พรรคประชาชนจะรับบริจาคเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ทำได้ ไม่มีอะไรต้องตำหนิกันในเรื่องนี้
แต่ผมอ่านประกาศแล้วรู้สึกว่า พรรคประชาชนมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง
จะพูดถึงตัวเองทีไร ต้องมีพรรคอื่นมาเป็นตัวเปรียบเทียบทุกที
คราวนี้ก็เหมือนกัน
โอ้โฮ…แค่ประกาศขอรับบริจาค ยังแบ่งฝ่ายกันเสียเรียบร้อย
ฝ่ายหนึ่งมีนายทุน อีกฝ่ายมีประชาชน
ฟังดูแล้วคนจะบริจาคเงินให้พรรคอื่นคงต้องคิดหนักหน่อย
เดี๋ยวถูกนับรวมเป็นพวกนายทุนไปด้วย
ผมเข้าใจว่า 1% กับ 99% ที่พรรคประชาชนพูดถึงนั้น คงต้องการเปรียบเทียบระหว่างเงินทุนจากคนกลุ่มเล็กๆ กับเงินสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก
ไม่ได้หมายความว่าคนไทย 99% เลือกพรรคประชาชน
แต่ผมสงสัยว่า ทำไมต้องพูดให้ฝ่ายตัวเองดูเป็นตัวแทนของประชาชนอยู่ฝ่ายเดียว
พรรคอื่นก็มีประชาชนสนับสนุนเหมือนกัน
คนธรรมดาที่บริจาคเงินให้พรรคอื่นก็มีสิทธิเป็นเจ้าของการเมืองไม่ต่างจากคนที่บริจาคให้พรรคประชาชน
เงินหนึ่งร้อยบาทจากคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ว่าจะบริจาคให้พรรคไหน ก็คือเงินหนึ่งร้อยบาทที่เขาตั้งใจช่วยพรรคที่ตัวเองเชื่อมั่น
ไม่ได้มีเงินบริจาคของฝ่ายไหนสูงส่งกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
วิธีพูดแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงคำขวัญหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา
“มีเราไม่มีเทา”
จำกันได้ไหมครับ
ตอนนั้นพรรคประชาชนใช้คำนี้หาเสียงกันอย่างคึกคัก ฟังแล้วเหมือนว่าถ้ามีพรรคนี้อยู่ การเมืองสีเทาก็คงหมดไป
แต่พอหาเสียงไปได้ไม่นาน กลับมีข่าวผู้สมัครของพรรคเองถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นธุรกิจสีเทาเสียอย่างนั้น
พรรคก็ต้องออกมาชี้แจงกันวุ่นวาย
แน่นอน การถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดียังไม่ได้หมายความว่าใครมีความผิด ต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์กันไป
แต่ในทางการเมืองก็อดถามไม่ได้ว่า แล้วคำว่า “มีเราไม่มีเทา” ที่ประกาศกันไว้เต็มปากเต็มคำ จะว่าอย่างไร
นี่แหละครับ เวลาพูดอะไรใหญ่โตเกินไป บางทีก็ลำบากตอนต้องกลับมาอธิบายคำพูดตัวเอง
การเมืองไม่ได้แบ่งกันง่ายๆ ว่าพรรคเราเป็นสีขาว พรรคอื่นเป็นสีเทา
คนดีคนไม่ดีไม่ได้เลือกเข้าสังกัดพรรคตามสีเสื้อเสียหน่อย
วันนี้พรรคหนึ่งอาจมีปัญหา วันหน้าพรรคอื่นก็อาจมีปัญหาได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ก่อนจะประกาศรับรองความสะอาดของใครทั้งพรรค ผมว่าดูกันให้รอบคอบหน่อยก็ดี
โดยเฉพาะพรรคที่ชอบยกมาตรฐานสูงๆ ไปวัดคนอื่น
ก็ต้องเตรียมไม้บรรทัดอันเดียวกันไว้ให้คนอื่นวัดตัวเองด้วยครับ
กลับมาที่ประกาศรับบริจาคอีกที
นอกจากตัวเลข 1% กับ 99% แล้ว ยังมีคำว่า “สมรภูมิ” “ทุนจากประชาชน” และ “ระบอบกินรวบ” มาเสียครบเครื่อง
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังจะไปรบใหญ่ที่ไหนสักแห่ง
ทั้งที่เรื่องที่กำลังพูดถึงก็คือการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ตามปกติของฝ่ายค้านในระบอบรัฐสภา
จะใช้ข้อมูลมาก ใช้คนมาก หรือมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมงาน ก็อธิบายกันตรงๆ ได้ครับ
ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นสงครามระหว่างฝ่ายประชาชนกับฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาชน
ผมว่าพรรคประชาชนมีเรื่องให้ตรวจสอบรัฐบาลมากมายอยู่แล้ว
จะอภิปรายเรื่องการบริหารประเทศ เรื่องงบประมาณ เรื่องการใช้อำนาจ หรือเรื่องผลประโยชน์ของใคร ก็ทำให้เต็มที่
มีหลักฐานอะไรอยู่ในมือก็เอามาเปิดเผยให้ประชาชนเห็น
ไม่ต้องแบ่งว่าใครเป็นคน 1% ใครเป็นคน 99% ให้ยุ่งยาก
เพราะคนที่อยากเห็นรัฐบาลถูกตรวจสอบ ไม่ได้มีเฉพาะคนที่สนับสนุนพรรคประชาชน
คนที่เลือกพรรครัฐบาลเองก็มีสิทธิอยากรู้ว่ารัฐบาลที่เขาเลือกมาทำงานอย่างไร
และถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง คนเหล่านั้นก็มีสิทธิวิจารณ์รัฐบาลของตัวเองเหมือนกัน
การตรวจสอบรัฐบาลจึงไม่ใช่สมบัติของพรรคไหนครับ
ส่วนการเปิดรับบริจาคครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เงินมากน้อยเท่าไหร่ ผมไม่ทราบ
แต่เมื่อประกาศว่าจะนำเงินไปเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็คงอยากเห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้มีข้อมูลและหลักฐานอะไรให้ติดตามบ้าง
อย่าให้มีแต่คำพูดใหญ่โต แล้วพอถึงเวลาอภิปรายกลับไม่มีอะไรใหม่
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คราวหน้าพรรคประชาชนเปิดรับบริจาคอีก อาจมีคนถามว่า…
คราวก่อนซักฟอกแล้ว เงินหมดไปกับค่าอะไรบ้างครับ!?
อ้อ…พรุ่งนี้มีจดหมายจากทางบ้านว่าด้วยเรื่อง “บุ๋ม ปนัดดา” กับมรสุมที่กำลังถาโถมเข้าใส่ ทั้งเรื่องส่วนตัวและมูลนิธิองค์กรทำดี
คนเคยทำความดีไว้มากมาย พอมีเรื่องขึ้นมา ความดีเก่าๆ จะช่วยอะไรได้บ้าง หรือยิ่งทำดีมากก็ยิ่งถูกตรวจสอบหนัก
งานนี้ผมมีเรื่องอยากชวนคุยด้วยเยอะทีเดียวครับ
— เสมอต้น
3 พฤศจิกายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.