โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขอเงินก่อน…ซักฟอกทีหลัง!

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 5.09 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เห็นข่าวพรรคประชาชนประกาศเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมก็ต้องอ่านซ้ำอีกทีว่าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

สมัยก่อนฝ่ายค้านจะซักฟอกรัฐบาล เรามักได้ยินข่าวเตรียมข้อมูล เตรียมหลักฐาน เตรียมขุนพลอภิปราย

แต่คราวนี้มีการเปิดรับบริจาคเงินด้วย

สงสัยยุคนี้จะซักฟอกใคร ต้องเตรียมทุนกันก่อน

เรื่องนี้พรรคประชาชนเขาประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานครับ เปิดรับบริจาคเงินเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งวางคิวกันไว้เบื้องต้นระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม

แต่ที่ผมสนใจไม่ใช่เรื่องเปิดรับบริจาค เป็นถ้อยคำที่เขาใช้ชวนคนควักกระเป๋าต่างหาก

ลองอ่านดูสิครับ

“พรรคอื่นอาจขับเคลื่อนด้วยเงินทุนของคน 1% แต่พรรคปชน. ขอขับเคลื่อนด้วยหัวใจและหยาดเหงื่อของประชาชนอีก 99% ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เกมในสภาฯ แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และ ‘ทุนจากประชาชน’ เพื่อดันหลังให้สู้กับระบอบกินรวบได้อย่างสมศักดิ์ศรี”

อ่านจบแล้วผมก็มีเรื่องอยากคุยด้วยอยู่หน่อย

เรื่องพรรคการเมืองเปิดรับบริจาคเงินนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด พรรคไหนมีผู้สนับสนุนอยากช่วยออกเงิน ก็เป็นสิทธิของเขา

คนรักพรรคไหนก็ช่วยพรรคนั้น จะช่วยมากช่วยน้อยก็ว่ากันไป

พรรคประชาชนจะรับบริจาคเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ทำได้ ไม่มีอะไรต้องตำหนิกันในเรื่องนี้

แต่ผมอ่านประกาศแล้วรู้สึกว่า พรรคประชาชนมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง

จะพูดถึงตัวเองทีไร ต้องมีพรรคอื่นมาเป็นตัวเปรียบเทียบทุกที

คราวนี้ก็เหมือนกัน

โอ้โฮ…แค่ประกาศขอรับบริจาค ยังแบ่งฝ่ายกันเสียเรียบร้อย

ฝ่ายหนึ่งมีนายทุน อีกฝ่ายมีประชาชน

ฟังดูแล้วคนจะบริจาคเงินให้พรรคอื่นคงต้องคิดหนักหน่อย

เดี๋ยวถูกนับรวมเป็นพวกนายทุนไปด้วย

ผมเข้าใจว่า 1% กับ 99% ที่พรรคประชาชนพูดถึงนั้น คงต้องการเปรียบเทียบระหว่างเงินทุนจากคนกลุ่มเล็กๆ กับเงินสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

ไม่ได้หมายความว่าคนไทย 99% เลือกพรรคประชาชน

แต่ผมสงสัยว่า ทำไมต้องพูดให้ฝ่ายตัวเองดูเป็นตัวแทนของประชาชนอยู่ฝ่ายเดียว

พรรคอื่นก็มีประชาชนสนับสนุนเหมือนกัน

คนธรรมดาที่บริจาคเงินให้พรรคอื่นก็มีสิทธิเป็นเจ้าของการเมืองไม่ต่างจากคนที่บริจาคให้พรรคประชาชน

เงินหนึ่งร้อยบาทจากคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ว่าจะบริจาคให้พรรคไหน ก็คือเงินหนึ่งร้อยบาทที่เขาตั้งใจช่วยพรรคที่ตัวเองเชื่อมั่น

ไม่ได้มีเงินบริจาคของฝ่ายไหนสูงส่งกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

วิธีพูดแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงคำขวัญหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา

“มีเราไม่มีเทา”

จำกันได้ไหมครับ

ตอนนั้นพรรคประชาชนใช้คำนี้หาเสียงกันอย่างคึกคัก ฟังแล้วเหมือนว่าถ้ามีพรรคนี้อยู่ การเมืองสีเทาก็คงหมดไป

แต่พอหาเสียงไปได้ไม่นาน กลับมีข่าวผู้สมัครของพรรคเองถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นธุรกิจสีเทาเสียอย่างนั้น

พรรคก็ต้องออกมาชี้แจงกันวุ่นวาย

แน่นอน การถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดียังไม่ได้หมายความว่าใครมีความผิด ต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์กันไป

แต่ในทางการเมืองก็อดถามไม่ได้ว่า แล้วคำว่า “มีเราไม่มีเทา” ที่ประกาศกันไว้เต็มปากเต็มคำ จะว่าอย่างไร

นี่แหละครับ เวลาพูดอะไรใหญ่โตเกินไป บางทีก็ลำบากตอนต้องกลับมาอธิบายคำพูดตัวเอง

การเมืองไม่ได้แบ่งกันง่ายๆ ว่าพรรคเราเป็นสีขาว พรรคอื่นเป็นสีเทา

คนดีคนไม่ดีไม่ได้เลือกเข้าสังกัดพรรคตามสีเสื้อเสียหน่อย

วันนี้พรรคหนึ่งอาจมีปัญหา วันหน้าพรรคอื่นก็อาจมีปัญหาได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนจะประกาศรับรองความสะอาดของใครทั้งพรรค ผมว่าดูกันให้รอบคอบหน่อยก็ดี

โดยเฉพาะพรรคที่ชอบยกมาตรฐานสูงๆ ไปวัดคนอื่น

ก็ต้องเตรียมไม้บรรทัดอันเดียวกันไว้ให้คนอื่นวัดตัวเองด้วยครับ

กลับมาที่ประกาศรับบริจาคอีกที

นอกจากตัวเลข 1% กับ 99% แล้ว ยังมีคำว่า “สมรภูมิ” “ทุนจากประชาชน” และ “ระบอบกินรวบ” มาเสียครบเครื่อง

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังจะไปรบใหญ่ที่ไหนสักแห่ง

ทั้งที่เรื่องที่กำลังพูดถึงก็คือการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ตามปกติของฝ่ายค้านในระบอบรัฐสภา

จะใช้ข้อมูลมาก ใช้คนมาก หรือมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมงาน ก็อธิบายกันตรงๆ ได้ครับ

ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นสงครามระหว่างฝ่ายประชาชนกับฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาชน

ผมว่าพรรคประชาชนมีเรื่องให้ตรวจสอบรัฐบาลมากมายอยู่แล้ว

จะอภิปรายเรื่องการบริหารประเทศ เรื่องงบประมาณ เรื่องการใช้อำนาจ หรือเรื่องผลประโยชน์ของใคร ก็ทำให้เต็มที่

มีหลักฐานอะไรอยู่ในมือก็เอามาเปิดเผยให้ประชาชนเห็น

ไม่ต้องแบ่งว่าใครเป็นคน 1% ใครเป็นคน 99% ให้ยุ่งยาก

เพราะคนที่อยากเห็นรัฐบาลถูกตรวจสอบ ไม่ได้มีเฉพาะคนที่สนับสนุนพรรคประชาชน

คนที่เลือกพรรครัฐบาลเองก็มีสิทธิอยากรู้ว่ารัฐบาลที่เขาเลือกมาทำงานอย่างไร

และถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง คนเหล่านั้นก็มีสิทธิวิจารณ์รัฐบาลของตัวเองเหมือนกัน

การตรวจสอบรัฐบาลจึงไม่ใช่สมบัติของพรรคไหนครับ

ส่วนการเปิดรับบริจาคครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เงินมากน้อยเท่าไหร่ ผมไม่ทราบ

แต่เมื่อประกาศว่าจะนำเงินไปเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็คงอยากเห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้มีข้อมูลและหลักฐานอะไรให้ติดตามบ้าง

อย่าให้มีแต่คำพูดใหญ่โต แล้วพอถึงเวลาอภิปรายกลับไม่มีอะไรใหม่

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คราวหน้าพรรคประชาชนเปิดรับบริจาคอีก อาจมีคนถามว่า…

คราวก่อนซักฟอกแล้ว เงินหมดไปกับค่าอะไรบ้างครับ!?

อ้อ…พรุ่งนี้มีจดหมายจากทางบ้านว่าด้วยเรื่อง “บุ๋ม ปนัดดา” กับมรสุมที่กำลังถาโถมเข้าใส่ ทั้งเรื่องส่วนตัวและมูลนิธิองค์กรทำดี

คนเคยทำความดีไว้มากมาย พอมีเรื่องขึ้นมา ความดีเก่าๆ จะช่วยอะไรได้บ้าง หรือยิ่งทำดีมากก็ยิ่งถูกตรวจสอบหนัก

งานนี้ผมมีเรื่องอยากชวนคุยด้วยเยอะทีเดียวครับ

— เสมอต้น
3 พฤศจิกายน 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...