โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดฉากทัศน์ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ต่อแนวโน้ม ค่าเงินบาท-ตลาดการเงิน

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิดฉากทัศน์ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ต่อแนวโน้ม ค่าเงินบาท-ตลาดการเงิน

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท สัปดาห์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สถิติชี้ หากสภาเปลี่ยนขั้ว หรือเดโมแครตพลิกคุมสภา จ่อดันเงินบาททยอยแข็งค่า แต่หากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก Krungthai GLOBAL MARKETS ย้ำควรจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า สัปดาห์นี้ ควรจับตา (1) สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น (2) กอปรกับผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) (3) รายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรับรู้ (4) รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ทำให้ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า

โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ 33.30-34.25 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมย้ำว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

พูนระบุต่อว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ โดย แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ ร่วมกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย

ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง ทว่า เงินบาทยังคงเผชิญ Two-way risk พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง บนความผันผวนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางราคาทองคำ

ประเด็นสำคัญ

  • เปิดฉากทัศน์ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ต่อค่าเงินบาท-ดอลลาร์
  • จับตาความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลางปะทุใกล้ชิด
  • คาดทรัมป์ส่อเสียอำนาจสภาล่าง หวั่นความเสี่ยง Government Shutdown
  • เตือนรับมือเงินทุนไหลออก

เปิดฉากทัศน์ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ต่อค่าเงินบาท-ดอลลาร์

พูนระบุต่อว่า หากประเมินจากสถิติผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 จะพบว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ เสียงข้างมากในสภาคองเกรสมีการปรับเปลี่ยนพรรค แม้จะเพียงบางส่วน (Partial Change) และธนาคารกลางสหรัฐฯ FED อยู่ในช่วงท้ายของการปรับขึ้นดอกเบี้ย

แต่หากผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า พรรครีพับลิกัน (Republican) จะยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา สวนทางกับผลโพล อาจหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก

ในส่วนของผลโพลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่รวบรวมโดยทาง NBC News สะท้อนว่า พรรค Democrats มีโอกาส 52% ที่จะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (คุมเสียงข้างมากในในส่วนของสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา) ส่วนผู้เล่นในตลาดพนัน อย่าง Polymarket ให้โอกาสเกิดกรณีดังกล่าว หรือ Blue Sweep ถึง 71%

จับตาความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลางปะทุใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ควรรอติดตาม หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกับมารบกันอีกครั้ง อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะขึ้นกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีเลวร้ายนั้น อาจเห็นราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทำให้เราต้องปรับสมมติฐานต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางใหม่

ในเชิงเทคนิคัล Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป โซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน

คาดทรัมป์ส่อเสียอำนาจสภาล่าง หวั่นความเสี่ยง Government Shutdown

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนเกมที่รุนแรงนัก เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ไว้ระดับหนึ่งแล้วว่าพรรครีพับลิกันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังกัดอยู่นี้ น่าจะเสียการควบคุมในสภาล่าง ซึ่งจะส่งผลให้ในช่วง 2 ปีหลังของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์จะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสภาคองเกรส (Congress) อีกต่อไป

ดร.พิพัฒน์ อธิบายว่า ในช่วง 2 ปีแรก ทรัมป์สามารถผลักดันนโยบายเรื่องการลดภาษีได้ เพราะพรรครีพับลิกันครองเสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง แต่หากสูญเสียสภาล่าง ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการออกกฎหมาย (Legislative Power) สิ่งที่จะตามมาคือการผ่านงบประมาณจะทำได้ยากขึ้น และอาจทำให้สหรัฐฯ กลับไปเผชิญกับภาวะ Government Shutdown หรือปัญหาเพดานหนี้ (Debt Ceiling) คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา และ โจ ไบเดน

นอกจากนี้ การประกาศสงครามหรือการส่งทหารภาคพื้นดินที่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาก็จะเป็นไปไม่ได้เลย ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องหันไปใช้อำนาจบริหารเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นสงครามการค้ากับต่างประเทศ ดร.พิพัฒน์ มองว่าสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากที่ผ่านมาทรัมป์ใช้อำนาจผ่านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และมาตรา 301 ซึ่งไม่ต้องพึ่งพากระบวนการทางกฎหมายผ่านสภา

เตือนรับมือเงินทุนไหลออก

ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่ตลาดจับตาคือ หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ทั้งสภาบนและสภาล่าง อาจมีความเสี่ยงเรื่องการถูกยื่นถอดถอน (Impeachment) โผล่ขึ้นมาได้ แต่ในทางกลับกัน หากพรรครีพับลิกันสามารถชนะกวาดที่นั่งได้ทั้งหมดจะถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ตลาดอย่างมาก

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงจากการออกกฎหมายของสหรัฐฯ ในช่วงนี้ เนื่องจากทรัมป์น่าจะหันไปเน้นการลดกฎระเบียบ และการเจรจาการค้าที่ใช้เพียงอำนาจบริหาร

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อตลาดทุน เพราะหากทิศทางดอกเบี้ยยังคงปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว ตลาดหุ้นจะเกิดความผันผวนเนื่องจากไม่ชอบสภาวะดังกล่าว สิ่งนี้จะทำให้นักลงทุนปรับลดความเสี่ยง โดยการถอนเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย

ภาพ:REUTERS/Evan Vucci

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...