โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเหตุผล ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ ค้านรัฐบาลทำข้อตกลง–กู้เงิน

The Reporters

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดเหตุผล ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ ปักหลักพระรามที่ 4 ค้านรัฐบาลทำข้อตกลง–กู้เงิน หวั่นซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง ชี้ประชาชนร้อยละ 99 แบกหนี้–สูญเสียสวัสดิการเพื่ออุ้มคนรวยร้อยละ 1 ซัดอ้างไร้งบน้ำท่วมแต่ทุ่ม 1,600 ล้านบาทจัดประชุม

วันนี้ (16 ต.ค. 69) นายพชร คำชำนาญ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ: P-Move) ในฐานะตัวแทน ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ กล่าวถึงกิจกรรมการชุมนุมของเครือข่ายฯ ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 2 ว่า ชื่อของเครือข่ายระบุไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้าน จึงไม่ได้มีข้อเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินไปดำเนินการหรือทำข้อตกลงใด ๆ ร่วมกับธนาคารโลก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่าธนาคารโลกหรือไอเอ็มเอฟสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ประชาชน

สำหรับกิจกรรมเมื่อวานนี้ (15 ต.ค.) เน้นการรณรงค์และสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจริงจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยเคยกู้เงินจากธนาคารโลก และรับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา โดยมีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายกลุ่มสลับกันขึ้นเวทีสะท้อนความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายพชรกล่าวว่า ในวันนี้เครือข่ายจะปักหลักและรณรงค์สื่อสารสาธารณะตลอดทั้งวัน บริเวณด้านหน้าตลาดคลองเตย เพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เหตุใดคนไทยจึงต้องออกมาคัดค้านการจัดประชุมระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เนื่องจากประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้ง หากรัฐบาลไปทำข้อตกลงหรือกู้เงินจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ก็จะส่งผลกระทบผูกพันต่อชีวิตประชาชนในระยะยาว

เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของเครือข่าย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ นายพชรระบุว่า สโลแกนหลักในการเคลื่อนไหวคือ ‘หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต’ เพราะเครือข่ายยืนยันว่า ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีบทบาทในการทำลายล้าง ทั้งในมิติทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งประเทศไทยเคยมีบทเรียนความเจ็บปวดมาแล้วตั้งแต่ปี 2540

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสังคมที่มีสวัสดิการย่ำแย่ ขาดความมั่นคงในชีวิตและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่รื้อและสูญเสียที่ดินทำกิน

นายพชรกล่าวว่า ข้อเรียกร้องหลักคือรัฐบาลต้องหยุดทำข้อตกลงกับสถาบันการเงินเหล่านี้ เพราะเป็นสถาบันที่สร้างความเสียหายในระดับโลก และประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ โดยต้องย้อนดูบทเรียนหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ไทยกู้เงินจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ พร้อมเงื่อนไขบีบรัดที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมหาศาล ทั้งหนี้สาธารณะ การนำมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐออกนอกระบบ ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงถึง 20,000–30,000 บาท ทั้งที่การศึกษาควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงทำให้ลูกหลานต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกลายเป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ตลอดจนความพยายามตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม

“ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ การระเบิดหินเพื่อสร้างถนน และการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นผลพวงจากแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เรามีเป้าหมายเดียว คือเราต้องการหยุดยั้งวงจรเหล่านี้” นายพชรระบุ

นายพชรกล่าวต่อว่า การประชุมเมื่อวานนี้มีการนำเสนอประเด็นคาร์บอนเครดิตและแผนปฏิบัติการ ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งอ้างว่าจะนำมาใช้ปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ (Scammer) แต่เครือข่ายไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีความจริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว และกังวลว่านโยบายนี้จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดขี่ คุกคาม หรือตรวจสอบประชาชนเข้มงวดขึ้น ในทางกลับกัน ประชาชนกลับไม่มีสิทธิตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจในรัฐบาล หรือแม้กระทั่งคดีการฮั้ว สว.

“นอกจากนี้ ยังมีกรณีประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมซึ่งควรได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน แต่รัฐบาลกลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ขณะเดียวกันกลับสามารถจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาทเพื่อใช้จัดการประชุมครั้งนี้ได้ และยังเตรียมกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพิ่มอีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแนวโน้มว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นร้อยละ 10 การเดินหน้าแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการผลักภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนต้องจ่ายเอง ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เครือข่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การตัดลดสวัสดิการ และผลักภาระทางการเงินมาให้ประชาชนแบกรับ เพื่อนำเงินไปโปะหนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมมา ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนมากมาย”

เมื่อถามถึงกรณีที่ไอเอ็มเอฟประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำ และอาจรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสวนทางกับการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของรัฐบาล นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ หากประเมินจากสภาพความเป็นจริงที่เศรษฐกิจย่ำแย่และประชาชนมีคุณภาพชีวิตตกต่ำ จึงมองว่ารัฐบาลไร้ศักยภาพที่จะชดใช้หนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นมาใหม่

นายพชรกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอส เพื่อดึงงบประมาณกลับคืนสู่กระทรวงการคลังและส่วนกลาง ขณะที่ขบวนการพีมูฟเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งเดิมมีงบประมาณคงเหลือกว่า 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับดึงเงินส่งคืนคลังไปถึง 750 ล้านบาท กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ด้วยการตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ประชาชนพึงได้รับกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ยิ่งตอกย้ำว่าภาครัฐไม่มีเสถียรภาพทางการเงิน และประเทศไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการแบกรับหนี้สินก้อนใหม่

นายพชรระบุอีกว่า นโยบายที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนหลังจากนี้ อาจนำไปสู่การขูดรีดประชาชน ทั้งการขึ้นภาษีและการนำทรัพยากรธรรมชาติไปประเคนให้กลุ่มทุน รวมถึงการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นการกดขี่ประชาชนร้อยละ 99 ของประเทศ เพื่ออุ้มชูกลุ่มทุนเพียงร้อยละ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มคนร่ำรวยที่อยู่บนยอดสุดของพีระมิด การไปกู้เงินมาจึงเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มนี้ แล้วผลักภาระให้ประชาชนร้อยละ 99 เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้หนี้

เมื่อถามถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการประชุมครั้งนี้ นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยไม่มีศักยภาพทางการเงินสูงขนาดนั้น และยังมีปัญหาเรื้อรังอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งประเด็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและวิกฤตคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข GDP ที่ต่ำเตี้ย แต่เป็นชีวิตจริงของประชาชนที่กำลังตกต่ำลงทุกวัน

“รัฐบาลควรยอมรับข้อเท็จจริง และต้องไม่มีการลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ร่วมกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งนี่คือข้อเรียกร้องสูงสุดของเครือข่าย เราไม่ต้องการให้รัฐบาลนำประเทศไปผูกมัดเพื่อหวังพึ่งพาความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่อ้างว่าจะดีขึ้น เพราะในความเป็นจริงจะไม่เป็นเช่นนั้น เครือข่ายกังวลอย่างยิ่งว่าจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรอบที่ 2 ที่นำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ และซ้ำรอยโศกนาฏกรรมที่ประชาชนต้องฆ่าตัวตายมากกว่า 5,000 รายเหมือนในอดีต รัฐบาลต้องเห็นหัวประชาชนมากกว่ากลุ่มทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชนของตนเอง”

เมื่อถามถึงกรณีที่ยังไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลออกมารับฟังข้อเรียกร้อง นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลสามารถเดินทางมารับฟังได้ หรือหากไม่สะดวกก็สามารถติดตามการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ แต่ตั้งแต่เริ่มการชุมนุม รัฐบาลกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะเจรจาหรือรับฟังเสียงประชาชน ทั้งการส่งกำลังตำรวจเข้ามาควบคุม การตั้งแนวสกัดกั้นไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่จัดงาน ตลอดจนการจำกัดการใช้บริการสถานีรถไฟฟ้า MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งแท้จริงแล้วพื้นที่รอบงานควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย

ส่วนเวทีคู่ขนานที่จัดขึ้นภายในงานประชุมเมื่อวานนี้ โดยเปิดให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมนั้น นายพชรมองว่า เป็นเพียงเวทีจัดฉากเพื่อให้ดูเหมือนมีกระบวนการมีส่วนร่วม แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้ากู้เงินอยู่ดี ซึ่งเครือข่ายไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะมารับฟัง เพราะการกระทำที่ผ่านมาสะท้อนคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เป้าหมายหลักของการชุมนุมจึงเป็นการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน และยืนยันสิทธิในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในทุกประเทศที่มีการประชุมไอเอ็มเอฟหรือธนาคารโลก ประชาชนผู้ทุกข์ยากต่างก็ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ คนไทยจึงย่อมมีสิทธิในการแสดงออกอย่างชอบธรรม

เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังกับผู้ชุมนุมเมื่อวานนี้ และแนวทางการดำเนินคดี นายพชรกล่าวว่า เครือข่ายได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากการใช้กำลังเข้าสลายและควบคุมตัวประชาชนเป็นการกระทำที่ไม่ได้สัดส่วน ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เจ้าหน้าที่มักใช้ความรุนแรงกับประชาชนเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับกรณีการประชุมเอเปก (APEC 2022) ที่เคยมีผู้ชุมนุมถูกยิงจนสูญเสียดวงตาและมีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งครั้งนั้นได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในลักษณะเดียวกัน เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...