‘เอกนิติ’ ชูไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมศก.โลกท่ามกลางความแบ่งขั้ว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ว่า โลกปัจจุบันมีการแบ่งขั้วมากขึ้น และกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
โดยด้านการค้าแม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลผ่านรอยแยก ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง
สำหรับด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
“โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางจึงควรมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ โดยยกตัวอย่างการนำผ้าทอพื้นถิ่น 37 ลวดลายจาก 26 ชุมชนทั่วประเทศไทยมาใช้ตกแต่งแผงดูดซับเสียงภายในห้องประชุม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลก สะท้อนว่าการสร้างความร่วมมือและความเชื่อมั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมโยงถึงประชาชนและชุมชนด้วย เพราะ ความไว้วางใจที่เข้มแข็งทั้งในระดับโลกและระดับสังคม คือรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่แบ่งขั้ว