โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โจฮันเนสเบิร์ก” เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
คลื่นความร้อนกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในนครโจฮันเนสเบิร์ก ของแอฟริกาใต้ เมื่อชุมชนยากจนซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานจำกัดต้องเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าย่านคนมีฐานะ แม้อุณหภูมิภายนอกจะแตกต่างกันเพียงไม่กี่องศา ขณะที่บ้านพักอาศัยที่กักเก็บความร้อนและการเข้าถึงน้ำและบริการสาธารณสุขที่ไม่เท่าเทียม ทำให้คนจนต้องรับภาระจากสภาพอากาศร้อนจัดอย่างหนัก นักวิจัยชี้ทางออกอาจอยู่ที่การนำภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของแอฟริกากลับมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบบ้านยุคใหม่ เพื่อรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำด้านสภาพภูมิอากาศ

ภาวะอากาศร้อนจัดกำลังกลายเป็นปัญหาที่คนทั่วโลกต้องเผชิญ แต่สำหรับประชาชนในเมืองใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอาจรุนแรงกว่ามากเมื่อซ้ำเติมด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำกัด และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ

นครโจฮันเนสเบิร์ก เมืองใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน แม้อุณหภูมิพื้นผิวของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเมืองจะแตกต่างกันเพียงไม่กี่องศา โดยอยู่ระหว่างประมาณ 24-30.7 องศาเซลเซียส แต่ระดับความเปราะบางของประชาชนต่อความร้อนกลับแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ 0.23 ในเขตชานเมืองทางตอนเหนือที่มีพื้นที่สีเขียวมาก ไปจนถึง 0.78 ในชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นและมีฐานะยากจน

การประเมินความเปราะบางจากความร้อนพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การได้รับความร้อน (exposure) ซึ่งดูจากระดับและระยะเวลาที่ต้องเผชิญความร้อน ความอ่อนไหว (sensitivity) หรือระดับที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากความร้อน ซึ่งสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจและสังคม และ ความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity) ซึ่งหมายถึงศักยภาพในการรับมือและฟื้นตัวจากความร้อน โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐาน

เมืองที่ร้อนขึ้นและความเหลื่อมล้ำที่ฝังราก

โจฮันเนสเบิร์กเป็นเมืองบนพื้นที่สูงซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เมืองเคยเผชิญอุณหภูมิสูงสุดถึง 38 องศาเซลเซียสในปี 2016 และการคาดการณ์ในระดับภูมิภาคระบุว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นอีก 2.5-5.9 องศาเซลเซียส

ความแตกต่างในการรับมือกับความร้อนไม่ได้เกิดจากสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานจากประวัติศาสตร์การวางผังเมืองในยุคการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งมีการบังคับโยกย้ายประชากรและจัดให้ชุมชนคนผิวดำตั้งอยู่ใกล้หรืออยู่ใต้ลมและปลายน้ำจากแหล่งมลพิษ

พื้นที่เหล่านี้พัฒนากลายเป็น “ทาวน์ชิป” ทั้งชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการและชุมชนไม่เป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่มีประชากรยากจน อยู่ห่างจากศูนย์กลางเศรษฐกิจ และมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันโจฮันเนสเบิร์กมีพื้นที่ชุมชนลักษณะดังกล่าวประมาณ 157 แห่ง

ผลจากการวางผังเมืองในอดีตยังคงสะท้อนผ่านความแตกต่างด้านอุณหภูมิ พื้นที่ทาวน์ชิปซึ่งมีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยสูงและมีพื้นที่สีเขียวน้อย มักมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ การสำรวจโดยภาคประชาชนเมื่อไม่นานมานี้พบว่า พื้นที่ที่ร้อนที่สุดของโจฮันเนสเบิร์กจำนวนมากเป็นชุมชนทาวน์ชิปที่เคยถูกแบ่งแยกในอดีต โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ชนบทโดยรอบราว 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ย่านชานเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากกว่ามีอุณหภูมิสูงกว่าราว 3-4 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะอุณหภูมิพื้นผิวกลางแจ้ง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของโจฮันเนสเบิร์กอาจดูไม่มากนัก โดยอยู่ที่ประมาณ 24.0-30.7 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน พื้นที่อย่างเลนาเซีย เซาท์ และโซเวโต ซึ่งเป็นชุมชนคนผิวดำเป็นส่วนใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ด้อยกว่าและเข้าถึงสถานพยาบาลได้จำกัด กลับมีอุณหภูมิพื้นผิวกลางแจ้งต่ำกว่าบางพื้นที่ด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความร้อนที่ประชาชนต้องเผชิญภายในบ้าน

บ้านกลายเป็นกับดักความร้อน

ปัญหาสำคัญอยู่ที่คนรายได้น้อยจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านที่กักเก็บความร้อน เมื่อความร้อนภายนอกถูกสะสมไว้ในตัวอาคาร ความแตกต่างของอุณหภูมิกลางแจ้งเพียงเล็กน้อยก็สามารถกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพภายในบ้านได้

ข้อมูลยังชี้ว่า ชุมชนที่ยากจนกว่ามีทางเลือกในการคลายร้อนน้อยกว่า เมื่อแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองตามค่ามัธยฐานของอุณหภูมิพื้นผิว พบว่า พื้นที่ครึ่งหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงกว่ามีสัดส่วนครัวเรือนที่ไม่มีน้ำประปาในบ้านสูงกว่าพื้นที่ที่เย็นกว่าโดยเฉลี่ย

งานวิจัยปี 2025 ได้จัดทำดัชนีความเปราะบางต่อความร้อน หรือ Heat Vulnerability Index (HVI) ในระดับพื้นที่ โดยใช้ตัวชี้วัด 22 รายการ ตั้งแต่อุณหภูมิ พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการเข้าถึงสถานพยาบาล เพื่อประเมินว่าชุมชนแต่ละแห่งได้รับผลกระทบจากความร้อนมากน้อยเพียงใด โดยค่าดัชนีอยู่ระหว่าง 0-1

ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีค่าความเปราะบางสูงกว่า 0.75 กระจุกตัวอยู่ในชุมชนที่เคยเสียเปรียบทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จำกัด ขณะที่เขตชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองมีค่าความเปราะบางต่ำกว่า 0.3 เนื่องจากมีพืชพรรณมากกว่าและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ดีกว่า

ปัญหาที่สะท้อนทั้งประเทศ

ความเหลื่อมล้ำในการรับมือกับความร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโจฮันเนสเบิร์ก แต่เป็นปัญหาในระดับประเทศ

ข้อมูลจากเครื่องมือติดตามสถานการณ์ที่จัดทำขึ้นในปี 2014 ซึ่งประเมินปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม 20 ด้าน พบว่า แอฟริกาใต้มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานระหว่างปี 1994 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 2010 โดยการขาดแคลนน้ำลดลง 33.8% และการขาดแคลนไฟฟ้าลดลง 25.6%

แต่ปัจจัยด้านความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการรับมือ เช่น รายได้ กลับมีแนวโน้มแย่ลงในช่วงเวลาเดียวกัน

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า ช่องว่างด้านความสามารถในการปรับตัวที่พบในแต่ละพื้นที่ของโจฮันเนสเบิร์กอาจไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวของการวางผังเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับประเทศ

เมื่อครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อเครื่องปรับอากาศ ฉนวนกันความร้อน หรือแม้แต่น้ำประปาที่เพียงพอ ตัวบ้านจึงกลายเป็นปราการสำคัญที่สุดในการป้องกันความร้อน แต่บ้านราคาประหยัดที่ถูกสร้างขึ้นในเมืองของแอฟริกาใต้ในปัจจุบันกลับมีประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันความร้อน ทำให้เกิดคำถามถึงแนวทางการออกแบบและก่อสร้างที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

หวนกลับสู่ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิจัยชี้ให้เห็นคือ การถูกลดคุณค่าขององค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของแอฟริกา ซึ่งถูกแทนที่ด้วยการก่อสร้างแบบตะวันตกที่เน้นการใช้คอนกรีตและวัสดุสมัยใหม่

งานศึกษาปี 2017 ที่ติดตามอุณหภูมิภายในบ้านในโจฮันเนสเบิร์กพบว่า บ้านโครงการของรัฐหรือบ้าน RDP รวมถึงที่อยู่อาศัยแบบไม่เป็นทางการ มีอุณหภูมิภายในสูงกว่าอุณหภูมิภายนอกอย่างต่อเนื่องประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส

งานวิจัยต่อมายังพบว่า บ้านพักอาศัยสาธารณะในยุคหลังการแบ่งแยกสีผิวมีอุณหภูมิภายในเปลี่ยนแปลงระหว่างวันได้มากถึง 9 องศาเซลเซียส ขณะที่บ้านเพิงในชุมชนอาจมีความแตกต่างของอุณหภูมิสูงถึง 14 องศาเซลเซียส

ในทางตรงกันข้าม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารามีหลักการรับมือกับสภาพอากาศที่สั่งสมมานาน อาคารแบบดั้งเดิมมักใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและมีมวลความร้อนสูง เช่น หิน ดินเหนียว และฟาง ซึ่งสามารถดูดซับความร้อนในช่วงกลางวันและค่อย ๆ ปล่อยความร้อนออกในเวลากลางคืน

การทดสอบในพื้นที่อีสเทิร์นเคปพบว่า บ้านดินและหินแบบดั้งเดิมของชาวโซซาสามารถรักษาอุณหภูมิภายในให้เปลี่ยนแปลงเพียงประมาณ 4.3 องศาเซลเซียส ขณะที่อาคารคอนกรีตสมัยใหม่มีความผันผวนของอุณหภูมิสูงถึง 20 องศาเซลเซียส

นอกจากช่วยสร้างความสบายทางความร้อนแล้ว งานทบทวนการศึกษาทั่วทวีปในปี 2017 ยังพบว่า การก่อสร้างด้วยดินมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่หลายประเภท

จาก “ภูมิปัญญาเก่า” สู่เทคโนโลยีรับมือโลกร้อน

แม้สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจะมีศักยภาพในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เย็นสบายกว่า แต่การพัฒนาเมืองของแอฟริกาใต้ยังคงพึ่งพาวัสดุนำเข้าที่กักเก็บความร้อนเป็นหลัก ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและทัศนคติของสังคม

กฎควบคุมอาคารที่ล้าสมัยและยังไม่มีมาตรฐานระดับประเทศสำหรับวัสดุดิน ทำให้นักพัฒนาโครงการประสบปัญหาในการขอสินเชื่อหรือใบอนุญาตก่อสร้าง ขณะเดียวกัน การถูกลดคุณค่าของเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษยังสร้างความเข้าใจว่า อาคารพื้นถิ่นของแอฟริกาเป็นสิ่งล้าหลังหรือไม่ถาวร เมื่อเทียบกับอาคารคอนกรีต

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของวัสดุดิน เช่น การเสื่อมสภาพจากฝนตกหนักและแสงแดด สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคการทำให้วัสดุมีความคงทนมากขึ้น โดยใช้เส้นใยธรรมชาติหรือเติมปูนขาวและซีเมนต์ในปริมาณเล็กน้อย

นักวิจัยจึงมองว่า องค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของแอฟริกาไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “เทคโนโลยีรับมือสภาพภูมิอากาศ” ที่นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน

ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์อากาศร้อนจัด การแก้ปัญหาอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง แต่ต้องรวมถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ให้สามารถปกป้องประชาชนจากความร้อนได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย

การนำหลักการควบคุมความร้อนจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้กับที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ที่มีความหนาแน่นสูง อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้าง “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” และเปลี่ยนบ้านจากพื้นที่ที่กักเก็บความร้อน กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้คนในวันที่โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...