‘ราคาน้ำมันโลก’ พุ่งสุดรอบ 5 เดือน หลังฮูตีโจมตีซาอุฯ ผวากระทบอุปทานพลังงานโลก
"ราคาน้ำมันโลก" พุ่งขึ้นราว 2% แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (22 ต.ค.) ตามเวลาในสหรัฐ หลังกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบีย กระตุ้นความกังวลถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ซาอุดี อารัมโก สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากสำนักงานใหญ่
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.42 ดอลลาร์ หรือ 2.2% สู่ระดับ 111.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท (WTI) ของสหรัฐปรับขึ้น 1.14 ดอลลาร์ หรือ 1.2% สู่ระดับ 98.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เป็นครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ และทำสถิติราคาปิดสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ค.
ซาอุดี อารัมโก สั่งอพยพสำนักงานใหญ่
รายงานระบุว่า บริษัท ซาอุดี อารัมโก ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้สั่งการให้พนักงานอพยพออกจากสำนักงานใหญ่ในเมืองดาห์ราน ริมอ่าวเปอร์เซีย ใกล้กับบาห์เรน หลังจากการสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มฮูตีในเยเมนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
การปะทะกันเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีรุกคืบเข้าสู่ช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งทางเรือบริเวณปากทะเลแดง
นักวิเคราะห์ระบุว่า การโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ได้บดบังรายงานยอดการส่งออกน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง และคาดว่าสถานการณ์จะไม่ผ่อนคลายลง จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
ทั้งนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินว่ายอดส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากค่าเฉลี่ย 18 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง