โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“จุลพันธ์” ดัน กม.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ค้างค่าจ้างเจอดอกเบี้ย 15% ต่อปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ตุลาคม 2569 เวลา 20.28 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"จุลพันธ์" ดัน กม.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ค้างค่าจ้างเจอดอกเบี้ย 15% ต่อปี ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำงานอันตราย ฝ่าฝืนโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับ 2 ล้านบาท

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 12.50 น. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2553 ให้ทันต่อโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผู้รับงานถูกค้างค่าจ้าง ไม่ได้รับเงินประกันคืน และขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยในการทำงาน

สาระสำคัญที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านควรรู้ คือการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่เป็นงานลักษณะเดียวกับงานในสถานประกอบการ หรือเป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด พร้อมระบุให้จ่ายเป็นเงินบาท เว้นแต่ผู้รับงานยินยอมให้ชำระด้วยตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

หากผู้จ้างงานผิดนัดไม่จ่ายค่าตอบแทน ไม่คืนหลักประกัน หรือไม่จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี ขณะที่กรณีจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วัน ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของยอดค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ยังวางแนวทางรองรับกรณีผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ โดยผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกำหนดแนวทางการจ่ายเงินแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย

ร่างกฎหมายฉบับนี้ปรับนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่เน้นกิจการอุตสาหกรรม ให้สามารถรวมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา พร้อมปรับนิยามผู้รับงานไปทำที่บ้านและพนักงานตรวจแรงงานให้เหมาะสมกับการบังคับใช้กฎหมาย และรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การทำงานและการตรวจสอบสอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ด้านความปลอดภัย ร่างกฎหมายห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำจาก 15 ปีเป็น 18 ปี สำหรับงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดกรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตรายจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ยังปรับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงสัดส่วนหญิง–ชายและมิติด้านเพศสภาพ ตลอดจนปรับบทกำหนดโทษให้เหมาะกับระดับความผิด นำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้กับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การไม่จัดทำเอกสาร และกำหนดเหตุระงับคดีอาญาเมื่อผู้จ้างงานปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันเมื่อเกิดการผิดนัด และทำงานอย่างปลอดภัย โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงแรงงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

อ้างอิง : www.thaigov.go.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...