“จุลพันธ์” ดัน กม.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ค้างค่าจ้างเจอดอกเบี้ย 15% ต่อปี
"จุลพันธ์" ดัน กม.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ค้างค่าจ้างเจอดอกเบี้ย 15% ต่อปี ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำงานอันตราย ฝ่าฝืนโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับ 2 ล้านบาท
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 12.50 น. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2553 ให้ทันต่อโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผู้รับงานถูกค้างค่าจ้าง ไม่ได้รับเงินประกันคืน และขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยในการทำงาน
สาระสำคัญที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านควรรู้ คือการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่เป็นงานลักษณะเดียวกับงานในสถานประกอบการ หรือเป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด พร้อมระบุให้จ่ายเป็นเงินบาท เว้นแต่ผู้รับงานยินยอมให้ชำระด้วยตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
หากผู้จ้างงานผิดนัดไม่จ่ายค่าตอบแทน ไม่คืนหลักประกัน หรือไม่จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี ขณะที่กรณีจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วัน ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของยอดค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังวางแนวทางรองรับกรณีผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ โดยผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกำหนดแนวทางการจ่ายเงินแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย
ร่างกฎหมายฉบับนี้ปรับนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่เน้นกิจการอุตสาหกรรม ให้สามารถรวมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา พร้อมปรับนิยามผู้รับงานไปทำที่บ้านและพนักงานตรวจแรงงานให้เหมาะสมกับการบังคับใช้กฎหมาย และรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การทำงานและการตรวจสอบสอดคล้องกับยุคดิจิทัล
ด้านความปลอดภัย ร่างกฎหมายห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำจาก 15 ปีเป็น 18 ปี สำหรับงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดกรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตรายจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ยังปรับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงสัดส่วนหญิง–ชายและมิติด้านเพศสภาพ ตลอดจนปรับบทกำหนดโทษให้เหมาะกับระดับความผิด นำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้กับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การไม่จัดทำเอกสาร และกำหนดเหตุระงับคดีอาญาเมื่อผู้จ้างงานปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันเมื่อเกิดการผิดนัด และทำงานอย่างปลอดภัย โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงแรงงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
อ้างอิง : www.thaigov.go.th