เหมืองโปแตชอีสาน จะไม่ซ้ำรอยได้อย่างไร ? เมื่อกฎหมายยังไร้หลักประกันความเสี่ยงชุมชน-สิ่งแวดล้อม
EnLAW ย้ำ ชาวบ้านไม่เชื่อมั่น รัฐเตรียมดันเหมืองโปแตช อุดรฯ อ้างคุ้มเข้มผลกระทบสิ่งแวดล้อม สวนทางบทเรียนด่านขุนทด ขนาดพื้นที่เล็กกว่า แต่ยังคุมความเสี่ยงไม่อยู่ แนะรัฐบาลตั้งหลักใหม่ แก้รัฐธรรมนูญ 60 ที่ตัดสิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดช่องให้ รัฐ-เอกชน ปัดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดผลกระทบ ย้ำ เงินประกันไม่คุ้มแลกชีวิต
การเคลื่อนไหวของประชาชนในหลายจังหวัดภาคอีสาน ที่ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ทบทวน และยกเลิก โครงการเมืองแร่โปแตช ดูเหมือนจะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นหลัง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาประกาศเดินหน้าเหมืองโปแตช พร้อมย้ำถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ จากแหล่งแร่โปแตชขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ในแอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร ทั้ง ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และดันไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออก สร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท พร้อมย้ำว่าทุกโครงการจะต้องคุมเข้มผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
“เราจะมีมาตรการกำจัดหางแร่และเศษดิน จะผสมกับน้ำเกลือเข้มข้นและอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน โดยกำหนดให้เริ่มดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ ตลอดจนการคุ้มครองสุขภาพชุมชน เช่น ตัวอย่างโครงการอุดรธานีมีการกำหนดการประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท”
วราวุธ ศิลปอาชา
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เปิดเผยกับ The Active ถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการป้องกันผลกระทบหากมีการเดินหน้าโครงการตามที่ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ โดยกล่าวย้อนถึงกรณีเหมืองโปแตช บ.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตช แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่สื่อสารประเด็นนี้เพื่อให้การพิจารณาเดินหน้าโครงการมีข้อมูลรอบด้านที่สุด
“ตอนนี้ที่คุณวราวุธ พูดว่า จะผลักดันโครงการที่ จ.อุดรธานี คำถามใหญ่ของเราคือ ขนาดด่านขุนทดซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดเล็กกว่า ยังไม่สามารถมีหลักประกันให้ชาวบ้านในการป้องกัน เยียวยา ดูแลสิ่งแวดล้อม และประชาชนได้ คุณจะมั่นใจได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายยังเป็นฉบับเดียวกันกับที่ใช้ที่ด่านขุนทด”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย
รัฐธรรมนูญ 60 ตัดสิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
ต้นเหตุ EIA ไม่สามารถเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ชาวบ้าน
สุภาภรณ์ ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่ไม่อาจทำให้เชื่อมั่นมาตรการกำกับ ดูแล การประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เริ่มตั้งแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งในอดีตเคยมีบทบัญญัติที่เขียนถึงสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชน และระบุชัดเจนถึงการมีชีวิตอยู่เพื่อ ดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 กลับมีการตัดข้อความส่วนนี้ออกไป ส่งผลให้การตีความทางกฎหมาย สิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ถูกตัดหายไปจากรัฐธรรมนูญ
พร้อมย้ำถึงความสำคัญของสิทธินี้ คือ ควรจะเป็นเครื่องมือหลักที่ประชาชนสามารถนำมาอ้างอิงเพื่อคัดค้าน หรือใช้ควบคุมการออกใบอนุญาต และการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐต่อกิจการที่สร้างผลกระทบได้โดยตรง ว่ารัฐหรือบริษัทเอกชนมีหน้าที่ต้องทำให้ประชาชนมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และปกติต่อเนื่อง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีประโยคนี้รองรับ กฎหมายลูกจึงมีปัญหาตามไปด้วย ประกอบกับพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ก็ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน การเปิดช่องให้กระบวนการมีส่วนร่วมจึงกลายเป็นเพียงการร่วมให้ครบขั้นตอน แต่ไปไม่ถึงการร่วมตัดสินใจ
เมื่อพูดถึงกลไกการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่าง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ผู้จัดการ EnLAW ยกตัวอย่างความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “เหมืองแร่บนดิน” กับ “เหมืองแร่ใต้ดิน” โดยระบุว่า เหมืองหินบนดินสามารถมองเห็นการระเบิด ได้ยินเสียงดัง และเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายชัดเจน แต่เหมืองแร่โปแตชเป็นเหมืองใต้ดินวงกว้าง อยู่ลึกลงไปจนไม่รู้ว่าข้างล่างกำลังทำอะไร ขุดเจาะลึกแค่ไหน หรือขุดอุโมงค์อย่างไร แม้ พ.ร.บ.แร่ จะกำหนดให้เหมืองใต้ดินต้องทำ EIA แต่ในส่วนของ EHIA กลับถูกกำหนดไว้เฉพาะเหมืองประเภทที่ไม่มีเสาค้ำยัน และทำแล้วยุบตัว ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการทำเหมืองรูปแบบนั้น ทำให้เหมืองใต้ดินในประเทศไทย ถูกระบุว่าต้องทำแค่ EIA เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีของด่านขุนทด ชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาฟ้องร้องและตรวจสอบสะท้อนตรงกันว่า พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมเวที EIA ก่อนที่จะมีการเริ่มทำเหมือง ไม่รู้ว่ามาตรการป้องกันคืออะไร และไม่มีส่วนร่วมใด ๆ มารู้อีกทีคือตอนที่เกิดผลกระทบขึ้นแล้ว นอกจากนี้ยังพบปัญหาในขั้นตอนการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงาน EIA ภายหลังเกิดเหตุ เช่น เอกสารใน EIA ฉบับแรกระบุชัดเจนว่าจะไม่ใช้วัตถุระเบิด แต่ต่อมากลับมีการขอใช้ระเบิด และขอเปลี่ยนแปลงรายงานในภายหลัง ซึ่งกระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลายเป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานรัฐกับบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการเท่านั้น โดยที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งคัดค้านเลยแม้แต่น้อย
แต่จุดบอดสำคัญที่สุด สุภาภรณ์ ชี้ว่าคือไม่มีการเก็บข้อมูลพื้นฐาน สภาพแวดล้อมในพื้นที่ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เมื่อเกิดปัญหาหน่วยงานรัฐ และบริษัทกลับโต้แย้งว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีศักยภาพความเค็มอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่ไม่มีชุดข้อมูลเดิมยืนยันชัดเจน สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าเครื่องมืออย่าง EIA ไม่สามารถเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ชาวบ้านได้เลย
“ถ้าพูดถึงขั้นตอนที่ถูกต้อง ต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองในแผนแม่บทตาม พ.ร.บ. แร่ การขีดเส้นพื้นที่ ประชาชนควรต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงเชิงนิเวศวิทยา หรือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ควรอนุญาตให้ทำเหมืองหรือไม่ ถัดมาคือเรื่องของข้อมูลพื้นฐานความเสี่ยง เช่น ถ้าเจาะลงไปแล้วจะเจอดงเกลือหรือแหล่งน้ำใต้ดินหรือไม่ กรณีด่านขุนทดคือตอนทำ EIA บอกว่าไม่มี แต่พอเจาะจริงกลับเจอ และเกิดการแพร่กระจาย ข้อมูลความเสี่ยงเหล่านี้จึงต้องเปิดให้ประชาชนเข้าถึงและมีนักวิชาการอิสระเข้ามาช่วยตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นข้อมูลฝ่ายบริษัทหรือรัฐฝ่ายเดียว”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย
แนะรัฐ ผลักดันร่างฯ PRTR ก่อนลงทุนการพัฒนาโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
ท้ายที่สุดหากรัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันโครงการเหมืองโปแตชในภาคอีสาน จนเกิดผลกระทบเช่นเดียวกับที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ สุภาภรณ์ บอกว่าที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานรัฐออกมารับผิดชอบอย่างจริงจังต่อกรณีที่เกิดขึ้น และกฎหมายในปัจจุบันยังไปไม่ถึงจุดนั้น ทำให้มาตรการตั้งแต่ก่อนอนุมัติ กลไกการติดตามเฝ้าระวังระหว่างดำเนินกิจการขาดประสิทธิภาพ
ที่สำคัญที่สุด คือ ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการดูแลฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษ แม้แต่กรมควบคุมมลพิษเมื่อมีเหตุก็ต้องใช้วิธีจ้างบริษัทหรือมหาวิทยาลัยมาศึกษาซึ่งกินเวลานาน และสุดท้ายคือการนำเงินภาษีประชาชนมาจัดการแก้ปัญหา ยังไม่นับต้นทุนชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่สูญเสียไปซึ่งไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม หรือสิ่งแวดล้อมที่เสียไปแล้วไม่สามารถนำกลับคืนมาได้
เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย สุภาภรณ์ เสนอว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำสิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกลับคืนมา จากนั้นจึงไล่ทบทวนกฎหมายลูกทั้งหมด เช่น พ.ร.บ.แร่ หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ให้สอดคล้องกับการรับรองสิทธิดังกล่าว พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายใหม่ ๆ ที่จำเป็น เช่นร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) เพื่อเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อย และเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ให้ประชาชนมีเครื่องมือในการร่วมตรวจสอบอย่างแท้จริง เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐและเครื่องมือตรวจสอบในปัจจุบันมีจำกัดและไม่เท่าทันการขยายตัวของอุตสาหกรรม
“เราอาจต้องทบทวนการพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูง ในขณะที่ยังไม่มีมาตรการกฎหมายที่รอบคอบ หรือกลไกกำกับที่มีประสิทธิภาพ ไม่อยากให้มาตามแก้ เช่น กรณี Data Center หรือเหมืองแร่ด่านขุนทด ที่มีปัญหาตามหลัง รัฐควรสร้างหลักประกันให้คนในพื้นที่มั่นใจก่อนเดินหน้าโครงการ ฟังเสียงคนอุดรธานี ฟังเสียงนักวิชาการที่ทักท้วง หากการพัฒนาเมกะโปรเจกต์ทำแล้วทำให้คนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ เชื่อว่าไม่มีชุมชนไหนในโลกนี้ลุกขึ้นมาคัดค้าน”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย