โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลวิจัยใหม่ “หลุมดำมวลยิ่งยวด” ไม่ได้มีไว้แค่นิเวศทำลายล้าง แต่ช่วยกระตุ้นการเกิดดาวดวงใหม่ในกาแล็กซี

SPACEMAN

อัพเดต 22 กันยายน 2569 เวลา 3.01 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ผลการศึกษาใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal จากการสังเกตการณ์กาแล็กซีละแวกใกล้เคียงจำนวน 9 แห่ง พบว่า หลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive Black Hole) ที่กำลังเจริญเติบโต ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่กลืนกินสสารหรือยับยั้งการกำเนิดของดาวดวงใหม่ตามความเข้าใจเดิม แต่กลับส่งผลช่วยกระตุ้นการก่อตัวของดาวฤกษ์ในกาแล็กซีอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลภาพจำลองสามมิติความละเอียดสูงจากอุปกรณ์ MUSE บนกล้องโทรทรรศน์วีแอลที (Very Large Telescope - VLT) แสดงให้เห็นว่า นิวเคลียสดาราจักรกัมมันต์ (Active Galactic Nuclei - AGN) หรือบริเวณสว่างไสวที่ได้รับพลังงานจากสสารตกตกลงสู่หลุมดำ มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างวงแหวนและส่วนโค้งของกำเนิดดาวฤกษ์ ตลอดจนกลุ่มแก๊สรูปกรวยและคลื่นกระแทกความเร็วสูงอย่างมีระบบ

ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย เป่ยซิน จู (Peixin Zhu) และลิซา คิวลีย์ (Lisa Kewley) จาก Center for Astrophysics | Harvard & Smithsonian ได้ใช้นวัตกรรมการวินิจฉัยสามมิติแบบใหม่ในการจำแนกแหล่งที่มาของพลังงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การเกิดดาวฤกษ์ การปลดปล่อยรังสีจากหลุมดำ และการกระตุ้นจากคลื่นกระแทก โดยพบว่าคลื่นกระแทกเกิดขึ้นเมื่อกระแสมวลสารที่พ่นออกมาด้วยความเร็วสูงจากใจกลางหลุมดำ พุ่งชนกับสสารระหว่างดาวอย่างรุนแรง ซึ่งการวิเคราะห์ทำให้เห็นรูปแบบร่วมกันในกาแล็กซี ทั้ง 9 แห่ง คือมีวงแหวนก่อตัวของดาวฤกษ์ปรากฏอยู่ที่ระยะห่างประมาณ 24,680 ถึง 185,150 ล้านล้านกิโลเมตร จากใจกลาง

ความน่าทึ่งของการค้นพบครั้งนี้คือ ปรากฏการณ์คลื่นกระแทกมักเกิดขึ้นในทิศทางที่ตั้งฉากกับลำกระแสมวลสารที่พ่นออกมาจากหลุมดำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลำเจ็ทหรือลมหมุนรอบหลุมดำกับสสารระหว่างดาว เป่ยซิน จู ระบุว่า หลุมดำไม่เพียงแค่ดูดกลืนสิ่งต่างๆ เข้าไปเท่านั้น แต่ยังดูดและพ่นมวลสารออกไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งสองกระบวนการมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด

ทีมวิจัยได้รวมข้อมูลเชิงพื้นที่ในช่วงคลื่นแสงจากอุปกรณ์ MUSE เข้ากับแบบจำลองทางทฤษฎีขั้นสูง ร่วมกับการสนับสนุนข้อมูลรังสีเอกซ์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) จนสามารถแยกแยะผลกระทบของการแผ่รังสีจากหลุมดำออกจากการเกิดดาวฤกษ์ได้อย่างชัดเจน ผลงานวิจัยนี้ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวงจรการดูดกลืน การพ่นมวลสาร และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกาแล็กซี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการวิวัฒนาการของเอกภพต่อไปในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง: Center for Astrophysics | Harvard & Smithsonian

  • New study reveals common pattern of black hole activity shaping nearby galaxies
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...