โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยยอดขายอันดับหนึ่งยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน-6 กว่า 2 แสนคัน ครึ่งแรกปี 2569

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายสตีฟ หยาง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจยานยนต์ บริษัท PwC ประเทศไทย

ประเทศไทยครองอันดับหนึ่งด้านยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ในกลุ่มอาเซียน-6 ในครึ่งแรกปี 2569 โดยเพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 206,000 คัน ตามข้อมูลของ PwC โดยสูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งมียอดขาย 127,000 คัน และ 114,000 คัน ตามลำดับ

รายงาน ‘Overview of the ASEAN-6 automotive market: 6th market snapshot’ ของ PwC ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขาย xEV คิดเป็น 32% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในกลุ่มอาเซียน-6 ขณะที่ในประเทศไทย สัดส่วนยอดขาย xEV ต่อยอดขายรถยนต์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 32% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เป็น 53% ในช่วงเดียวกันของปี 2569 สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) มากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยอดขาย BEV เพิ่มขึ้นประมาณ 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ จำนวนรุ่นรถที่หลากหลายขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ และความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อทางเลือกนอกเหนือจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
นายสตีฟ หยาง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจยานยนต์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรุ่นรถที่หลากหลายขึ้น ความผันผวนของราคาพลังงาน และความตระหนักด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รถยนต์ BEV และ HEV เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการเสริมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมในห่วงโซ่มูลค่าที่ดำเนินการภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์รวม (total industry volume: TIV) ของประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 15% ขณะที่ยอดขายรถยนต์รวมในกลุ่มอาเซียน-6 เพิ่มขึ้น 11% โดยเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทยเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต
“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่แข็งแกร่ง ความสามารถด้านการส่งออก มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากทั้งผู้ผลิตรายเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่ ในอนาคต ความเป็นผู้นำจะไม่ได้วัดจากปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และงานวิศวกรรมขั้นสูง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับยานยนต์แห่งอนาคต” นายสตีฟกล่าว

รายงานของ PwC ระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการสร้างมูลค่าในประเทศกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าการผลิตยานยนต์ขนาดเล็กในกลุ่มอาเซียน-6 จะเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะระดับ 6 ล้านคันภายในปี 2573 ส่งผลให้การเลือกที่ตั้งฐานการผลิต การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ คาดว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์หลักของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573
นอกจากนี้ การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียนก็กำลังทวีความเข้มข้น โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มอาเซียน-6 เพิ่มขึ้นเป็น 16% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากประมาณ 11% ในปี 2568 สำหรับประเทศไทย แบรนด์รถยนต์จีนยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์การกำหนดราคาที่แข่งขันได้ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุมยิ่งขึ้น การลงทุนในฐานการผลิตในประเทศ และการยกระดับบริการหลังการขาย ส่งผลให้การแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนานทวีความเข้มข้นขึ้น
“อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งความสำเร็จจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเข้าเป็นหลักอีกต่อไป แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการสร้างมูลค่าในประเทศ การลงทุนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวว่า ประเทศไทยจะยังคงรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของอาเซียน ด้วยแรงสนับสนุนจากระบบนิเวศในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งด้านแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ และการผลิตขั้นสูง ขณะเดียวกัน เมื่อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ของไทยมีกำหนดบังคับใช้ คาดว่าตลาดจะเกิดการควบรวมกิจการระลอกใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์จีน” นายสตีฟกล่าว
ตลาดยานยนต์ไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงรองรับระบบขับเคลื่อนหลายรูปแบบ (multi-powertrain) ต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยรถยนต์ BEV รถยนต์ HEV และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะยังคงอยู่ร่วมกันในตลาด ขณะที่ผู้บริโภคพิจารณาทั้งราคา ความสะดวกในการใช้งาน และความต้องการด้านการเดินทางที่แตกต่างกัน
“ผู้ผลิตรถยนต์ควรบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยความสมดุล แทนการมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ผู้ผลิตที่สามารถนำเสนอระบบขับเคลื่อนได้อย่างสมดุล เพิ่มการสร้างมูลค่าในประเทศในส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมความสามารถในการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ราคาจับต้องได้ ประสบการณ์ลูกค้าที่โดดเด่น ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศอุตสาหกรรม จะมีความพร้อมในการแข่งขันและเติบโตในระยะยาว” นายสตีฟกล่าว
นอกเหนือจากการผลิตยานยนต์ รายงานระบุถึงโอกาสในธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ซอฟต์แวร์ การผลิตอัจฉริยะ วิศวกรรมขั้นสูง และบริการยานยนต์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศจะได้รับจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
“โอกาสของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตยานยนต์เท่านั้น บทต่อไปของอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรม ตลอดจนความสามารถของประเทศในการพัฒนาระบบนิเวศภายในประเทศให้แข็งแกร่งและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างและรักษามูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศให้ได้มากขึ้น” นายสตีฟกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...