โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนผลิตด็อกเตอร์เพิ่ม 82% ใน 10 ปี แต่งานในมหาวิทยาลัยมีไม่พอ จนผู้จบปริญญาเอกหันไปเป็นครูมัธยม

THE STANDARD

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จีนผลิตด็อกเตอร์เพิ่ม 82% ใน 10 ปี แต่งานในมหาวิทยาลัยมีไม่พอ จนผู้จบปริญญาเอกหันไปเป็นครูมัธยม

ผู้จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในจีนและต่างประเทศจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังเลือกข้ามเส้นทางอาชีพสายวิชาการและงานวิจัย ไปเป็นครูมัธยมในเมืองใหญ่ของจีนแทน ซึ่งเป็นผลจากตลาดแรงงานที่มีคนมากเกินความต้องการ และการแข่งขันชิงตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดุเดือด

ล่าสุดโรงเรียนมัธยมเซินเจิ้นเพิ่งประกาศรายชื่อครูที่เตรียมบรรจุใหม่ ซึ่งทั้ง 21 คนจบปริญญาโทขึ้นไป และในจำนวนนี้มี 5 คนที่จบปริญญาเอก

รายชื่อดังกล่าวมีทั้งด็อกเตอร์วิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยชิงหัวที่จะมาสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย, ด็อกเตอร์วิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่จะมาสอนฟิสิกส์, ด็อกเตอร์ฟิสิกส์วัสดุจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นที่จะมาสอนเคมี และด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสถาบันวิทยาศาสตร์จีนที่จะมาเป็นโค้ชคณิตศาสตร์โอลิมปิก

เซินเจิ้นมีครูจบปริญญาเอกกว่า 100 คน

เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นกับโรงเรียนแห่งนี้ เพราะเมื่อปี 2017 จู ฮว่าเว่ย ผู้อำนวยการโรงเรียน เคยประกาศว่าในฐานะโรงเรียนแถวหน้าด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของเซินเจิ้น โรงเรียนควรมุ่งสู่การเป็นสถาบันระดับโลก

จากนั้นในปี 2019 โรงเรียนก็เป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย หลังประกาศรายชื่อครูใหม่ที่มีผู้จบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวและมหาวิทยาลัยปักกิ่งรวม 20 คน และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีก 1 คน

ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมเซินเจิ้นมีครูที่จบปริญญาเอกมากกว่า 100 คน, ครูที่จบจากชิงหัวและปักกิ่งกว่า 150 คน และศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด, ออกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์อีกกว่า 100 คน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เซินเจิ้น เพราะโรงเรียนมัธยมชั้นนำในเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าและเมืองรองของจีนต่างมีครูจบปริญญาเอกจากสถาบันชั้นนำมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2021 โรงเรียนมัธยมในสังกัดมหาวิทยาลัยครุศาสตร์จีนใต้รับครูใหม่ 40 คน ในจำนวนนี้ 9 คนจบปริญญาเอกหรือเคยทำวิจัยหลังปริญญาเอกจากสถาบันอย่างปักกิ่ง, ชิงหัว และมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง

ขณะที่โรงเรียนมัธยมซูโจวรับครูใหม่ 13 คนในรอบรับสมัครปี 2025 โดยมี 10 คนจบจากชิงหัวและปักกิ่ง และ 8 คนจบปริญญาเอก

ความเปลี่ยนแปลงนี้จุดกระแสถกเถียงในสังคมว่าเป็นการใช้คนที่ถูกฝึกมาอย่างเข้มข้นให้ทำงานต่ำกว่าความสามารถหรือไม่

ฉี อี้ฟาน ด็อกเตอร์วิศวกรรมแสงจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งจะไปเป็นครูฟิสิกส์ที่โรงเรียนมัธยมเทียนจินหมายเลข 1 ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย โดยมองว่าการช่วยให้นักเรียนหลายร้อยคนได้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ อาจสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าการทำงานวิจัยอยู่ตามลำพัง

ค่าตอบแทนที่สูงก็เป็นอีกแรงดึงดูดสำคัญ โดยเมื่อปี 2019 เขตหลงหัวในเซินเจิ้นเสนอเงินเดือนเริ่มต้นปีละ 260,000 หยวน (ประมาณ 1.30 ล้านบาท) สำหรับครูที่จบปริญญาตรี และ 280,000 หยวน (ประมาณ 1.40 ล้านบาท) สำหรับผู้จบปริญญาโท

ส่วนผู้จบปริญญาเอกแบบเต็มเวลาจะได้โบนัสเพิ่มอีก 200,000 หยวน (ประมาณ 998,000 บาท) พร้อมสิทธิ์เข้าพักในที่อยู่อาศัยสำหรับบุคลากรที่มีความสามารถเป็นลำดับแรก

ขณะที่กว่างโจวให้เงินช่วยเหลือค่าย้ายถิ่น 100,000-200,000 หยวน (ประมาณ 499,000-998,000 บาท) สำหรับผู้จบปริญญาเอกที่ย้ายเข้ามา ส่วนเมืองเซิ่งโจวในมณฑลเจ้อเจียง ให้เงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัยสูงสุดถึง 1.05 ล้านหยวน (ประมาณ 5.24 ล้านบาท) สำหรับด็อกเตอร์ที่จบจากชิงหัวและปักกิ่ง

ด็อกเตอร์เพิ่มขึ้น 82% แต่ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมีราว 35,000 ต่อปี

เบื้องหลังกระแสนี้คือความจริงทางเศรษฐกิจที่ว่าจำนวนผู้จบปริญญาเอกของจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่งานคุณภาพดีกลับเพิ่มตามไม่ทัน

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่าจำนวนผู้จบปริญญาเอกต่อปีพุ่งขึ้น 82% จาก 53,700 คนในปี 2014 เป็น 97,200 คนในปี 2024 ขณะที่จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังเรียนอยู่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเดียวกัน จาก 312,700 คน เป็น 676,300 คน

ในทางกลับกัน เส้นทางอาชีพดั้งเดิมของด็อกเตอร์อย่างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกลับเจอภาวะคนล้นงานอย่างรุนแรง โดยเมื่อปี 2023 หลิว เซิ่งจวิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ประเมินว่ามหาวิทยาลัยในประเทศเปิดรับคนเพียงราว 35,000 ตำแหน่งต่อปี ซึ่งรวมทั้งตำแหน่งธุรการและงานสนับสนุนแล้ว

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่าผู้สมัครกับตำแหน่งอาจารย์ที่มีอยู่จริงมีสัดส่วนเกือบ 3 ต่อ 1

แม้ได้งานในมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังไม่มั่นคง เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้ระบบที่อาจารย์ใหม่ต้องได้ตำแหน่งถาวรภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นก็ต้องออก

ด็อกเตอร์รุ่นใหม่จึงเจอแรงกดดันหนักให้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยและหาทุนให้ได้ภายในรอบประเมิน 3-6 ปี หากทำไม่ได้ก็จะถูกย้ายหรือเลิกจ้าง ซึ่งทำให้นักวิชาการรุ่นใหม่ต้องอยู่กับความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง

งานในภาคเอกชนอย่างบริษัทอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีก็มีความผันผวนสูงและอนาคตไม่แน่นอน ตำแหน่งครูในโรงเรียนมัธยมชั้นนำจึงกลายเป็นที่หลบภัยที่น่าดึงดูดสำหรับด็อกเตอร์จากสถาบันชั้นนำ เพราะให้ทั้งความมั่นคง, การยอมรับทางสังคม และโอกาสเติบโตในอาชีพ

นักวิชาการเตือนปริญญาสูงไม่ได้แปลว่าสอนเก่ง

สยง ปิ่งฉี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาศตวรรษที่ 21 มองว่าสังคมควรเคารพการเลือกที่เกิดจากทั้งสองฝ่าย และยอมรับความเป็นจริงของตลาดงานและระบบการศึกษาในตอนนี้ โดยเขาระบุว่าการได้งานครูในโรงเรียนมัธยมชั้นนำถือเป็นผลลัพธ์ทางอาชีพที่ดีสำหรับด็อกเตอร์จากสถาบันชั้นนำในยุคนี้

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มลดการรับครูใหม่จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ซึ่งหมายความว่าผู้มีวุฒิการศึกษาสูงจะต้องเจอปัญหาได้งานต่ำกว่าความสามารถอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากความต้องการบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาไม่เพิ่มขึ้น

สำหรับวงการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การดึงด็อกเตอร์ระดับหัวกะทิเข้ามาสอดคล้องกับการผลักดันคุณภาพการศึกษา เพราะครูกลุ่มนี้มีพื้นฐานการวิจัยที่แข็งแกร่ง, มุมมองทางวิชาการที่กว้าง และทักษะการวิเคราะห์ที่เข้มข้น

ความสามารถเหล่านี้อาจช่วยเปิดขอบเขตของห้องเรียนแบบเดิม และส่งเสริมการศึกษาเชิงนวัตกรรม, การแข่งขันทางวิชาการ และการเรียนรู้ผ่านการวิจัย

อย่างไรก็ตาม วุฒิการศึกษาระดับสูงก็ไม่ได้แปลว่าจะสอนเก่งโดยอัตโนมัติ โดยสยงเตือนว่าโรงเรียนควรประเมินผู้สมัครจากความถนัดด้านการสอน แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียงของปริญญา

เขาระบุว่าโรงเรียนต้องเลิกใช้จำนวนครูที่จบปริญญาเอกหรือจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมาเป็นตัวเลขอวดภาพลักษณ์ และควรหันมาโฟกัสที่การให้การสนับสนุนทางวิชาชีพที่จำเป็น เพื่อพัฒนาบัณฑิตหัวกะทิเหล่านี้ให้กลายเป็นครูที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

ภาพ:CFOTO/Future Publishing via Getty Images

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 4.99 บาท ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...