“หมอสอง–ออน สมฤทัย” เผยเคล็ดลับรักหลังมีลูก ล็อกเวลาให้กันทุกสัปดาห์!
มีลูกแล้วก็ยังต้องจีบกัน!“หมอสอง นพ.นพรัตน์ – ออน สมฤทัย” เผยชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก เปิดใจใน WandOland สไตล์เลี้ยงลูกให้เรียนรู้โลก พร้อมเปิดเคล็ดลับชีวิตคู่หลังมีลูก เผยกฎสำคัญของครอบครัว ยืนยันไม่ปล่อยให้บทบาทพ่อแม่กลืนความเป็นสามีภรรยา ล็อกเวลาให้กันออกไปดูหนัง กินข้าว และใช้เวลาสองต่อสอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้มีแค่การเลี้ยงลูก เพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ยังเป็นคู่รักไม่ใช่แค่พ่อแม่ของลูก
ชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เจอกันสักพักหนึ่ง หมอเป็นยังไงบ้าง ?
หมอสอง: ก็สบายดี มีความสุข ช่วงนี้ก็ Happy ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวแล้วก็มีน้องเฟรญ่ามาเติมเต็ม ชีวิตก็เป็นความสุขที่ลึกมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะเป็น Feel แบบว่า สุข สนุก ไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน ตอนนี้เหมือนเราอยู่ติดบ้านมากขึ้นนิดหนึ่งแล้วก็มีความสุขในทุกวัน ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่า เช้าวันนี้อยากตื่นเช้า ๆ เมื่อก่อนตื่นสายใช่ไหม อยากตื่นเช้า ๆ อยากไปเจอลูกแล้ว
แบ่งปันเรื่องทุกข์เรื่องสุขยังไงบ้างในช่วงเวลาไหน เรามีเวลาคุยกันยังไงบ้าง ?
ออน สมฤทัย: เราจะเล่าทุกเรื่องเลย แต่เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องที่เป็นปัญหาจะไม่ค่อยเล่า จะเล่าอะไรที่ไปในทางที่ดีอะไรที่เป็นปัญหาจะไม่ค่อยเล่าให้เราฟัง แต่เราเล่าให้ฟังหมดเลย มีเวลาในการเล่าไม่ได้เจอปุ๊บเล่าอาจจะตอนเย็น ตอนตี Badminton เสร็จหรืออะไรอย่างนี้ หลัง ๆ ถ้าเวลาน้อยก็อาจจะเล่าให้เฉพาะเรื่องที่สำคัญ
หมอสอง: ผมจะชอบฟังมากกว่า
Deep Listening สำหรับคู่ชีวิตสำคัญไหม ?
หมอสอง: ผมว่าสำคัญ สมมุติเขามีปัญหาอะไรบางอย่าง เราก็รู้ว่าอยากมานั่งคุย พอคุยปุ๊บเรา ฟังแล้วเราเป็นสายวิทยาศาสตร์จะฟังลึก วิเคราะห์ แล้วเราจะพยายามหา Solution ให้เขาในการแก้ปัญหาหรือบางทีเขาต้องการแค่ Support เราก็จะแค่พูดให้โอเค สบายใจ ไม่ต้องกังวลนะนู่นนี่ ก็รับฟังไปอย่างนี้มากกว่า
ออน สมฤทัย: แต่บางเรื่องแค่บ่นพอ เราจะเปิดประโยคแล้วว่าอันนี้บ่นนะ ไม่ต้องการความคิดเห็น ไม่ต้องออกความคิดเห็น เราก็สามารถพูดได้ เอาออกไปให้หมดอย่าเก็บ
บทบาทของคู่ชีวิตเปลี่ยนไปไหม หลังจากมีน้องเฟรญ่า ?
ออน สมฤทัย: ก็เปลี่ยนนิดหนึ่งตรงที่ว่า เหมือนเรา Link กันมากขึ้น ทำอะไรก็นึกถึงครอบครัวมากขึ้น ทำเพื่อครอบครัว เหมือนเรารู้ใจกันเป็นอย่างนี้ ดูแลกันไปตลอดแบบนี้มากกว่า ในความรู้สึกตอนนี้
หมอสอง: ต้องคิดให้มากขึ้น เมื่อก่อนผมเป็นสายเที่ยวต่างประเทศทั่วโลก ก็จะสายลุย ตอนนี้ก็จะ Limit แล้วว่า ปลอดภัยไหม Save ไหม ไปแล้วอันตรายหรือเปล่า รวมถึงทริปของเราที่มีลูกไปด้วย ทุกอย่างก็ต้อง Save ไปในที่ปลอดภัย แล้วก็ทุกวันในแต่ละวันของเราที่เมื่อก่อนเราก็ไปกัน 2 คน เอาลูกไปด้วยไหม เอาลูกไปเดินเล่นตรงนี้ไหม ลูกอาจจะอยากออกไปเจอ เฟรญ่าเป็นคนชอบออกไปข้างนอก ชอบมาก เวลาพอได้ขึ้นรถจะมีความสุข ได้ไปเดินไปอะไร แล้วเขาเป็นคนไม่กลัวคน ใครมาทัก เขาไม่มีร้องไห้ ไม่มีกลัวอะไร เขาก็จะยิ้มให้แล้วก็จ้องหน้า เราก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ Extrovert มากจะชอบออกแล้วก็จะคำหนึ่งเรื่องเวลาไปไหนเราก็เอาลูกไปด้วยไหม
การที่เราบริหารจัดการวิธีการเลี้ยงลูกก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน บางทีพลังงานที่เราให้เขาไปเจอผู้คนเยอะ ๆ คุณตั้งใจเลยไหมที่ให้เขาได้ไปเห็น ได้ไปเจอ ได้ไปสัมผัส
ออน สมฤทัย: คิดว่าวัยนี้อาจจะต้องจำเป็นที่ให้เขาได้รู้จักอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างของเราโชคดีหน่อยที่บ้านข้างล่างก็เป็น Office ด้วย คราวนี้เราก็ Assign เลย ชั่วโมงนี้ ไปชั้น 2 ชั้น 1 พี่เลี้ยงก็ไม่เหงาด้วย ทุกคนได้ Relax กลายเป็นว่าดี การที่พี่เลี้ยงได้อยู่กับเฟรญ่า 2 คน บางทีอาจจะเหงา ง่วง แต่ว่าสังคมช่วยกระตุ้นแล้วทุกคนได้รับพลังงานที่ดีหมดเลย อย่างพนักงานหรือใครเห็นเด็กก็ Happy ได้เล่น ได้ผ่อนคลาย เหมือนเขาได้พักด้วยแล้วลูกเราก็พัฒนาการดี พี่เลี้ยงก็ดี ทุกคนก็เป็นสังคมที่ดีต่อกัน แล้วก็รู้สึกว่าเขาได้ฝึกฝนพัฒนาการตรงนี้ด้วย
คุณหมอย้ำว่า “ไม่ต้องทำหน้าที่แม่จนลืมการเป็นตัวของตัวเอง” ตอนฟังประโยคนี้รู้สึกยังไง ?
ออน สมฤทัย: ตอนที่เราให้พี่วู้ดดี้ฟังไปต้องบอกว่าหายแล้ว เพราะทุกคนทักมาเยอะมากว่าเป็นห่วง ตอนที่เล่าให้ฟังว่าเป็น Mama blues ตอนนั้นถึงเล่าได้เพราะว่าหายแล้วเป็นอยู่ประมาณ 3-4 เดือน Daddy ก็พูดด้วยกันตลอดว่า ไม่ต้องทำให้เต็มที่มากจนกดดันตัวเองขนาดนั้นในเรื่องของหน้าที่แม่ ทำทุกอย่างต้องอยู่กับลูกตลอด คือถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนี้แล้วจะผิดไหม เขาก็บอกว่าไม่ ก็คือให้ Relax ได้เลยไม่ได้ผิด ก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ต้องแคร์อะไร แคร์สุขภาพจิต สุขภาพกายพักผ่อนให้เพียงพอ เราก็ได้พลังงานนั้นไปส่งกับลูก พอเราคิดแบบนี้ได้ ลูกเขาก็ไม่ได้ขาดเราก็มีเวลาให้กับลูกแล้วมองตอนนี้ ให้เวลาลูกเยอะด้วย ใช่ ก็มีความสุขเหมือนคอยเตือนสติ
หมอสอง: ไม่อยากให้เครียดเกินไป บางทีเขาอาจจะเครียดเกินเลยกังวลดีที่สุดหรือยัง ซึ่งจริง ๆ ถ้าเราไม่เครียด เราใช้ชีวิตปกติก็ดีมากแล้ว แต่ถามว่าเรื่อง Mama blues ผมสังเกตเขาน้อยมาก มีครั้งเดียวตอนอยู่โรงพยาบาลที่รู้สึกเลย แล้วรู้สึกว่าอันนี้ใช่ เราเตรียมการไว้แล้ว อยู่ ๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยเหมือนมาคุยแล้วก็ร้องไห้แบบไม่มีเหตุผลที่ต้องเศร้า เราก็รับฟังแล้วก็คุยก็อยู่ด้วยกันเหมือนกอดอะไรอย่างนี้ อันนั้นแหละที่เห็นชัดที่สุดครั้งเดียว แต่หลังจากนั้น เขาค่อนข้างเก็บได้ดีมากก็มีอยู่ ๆ บางครั้งนั่งรถไปด้วยกัน เขาก็มีเศร้า ๆ มา แล้วก็เข้าใจ อันนี้ใช่แต่น้อยนะ
มีเรื่องอะไรที่หลายคนยังไม่รู้ในบทบาทที่ไม่ค่อยเห็นกับ ออน สมฤทัย คนนี้ที่หมอนับถือ ?
หมอสอง: ผมคิดว่าคนเห็นเขาใน Social Media เยอะมาก เขาจะเป็นคนลั้ลลา สนุก ตลก เหมือนกับว่า ทะเล้น ๆ หรือเปล่า แต่จริง ๆ ชีวิตจริงในส่วนเบื้องหลัง เขาค่อนข้างจะเอาใจใส่ลูกมาก ๆ เขาจะเป๊ะเรื่องลูกมาก ๆ แต่ไม่ถึงขั้น Serious แต่เขาพยายามคิดอะไรที่ดีที่สุดกับลูก ค่อนข้างจะ Strict เรื่องนี้ ตรงนี้ ซึ่งมองด้านหน้าเราไม่มีทางรู้เลย เห็นเขาคุณเทกี้นู่นนี่ว่า คนนี้เป็นคนใส ๆ หรือเปล่า ชีวิตจริงเป็นยังไง แต่เบื้องหลังเขาก็เป๊ะระดับหนึ่ง อันนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นมุมนั้นเลย
ออน สมฤทัย: ส่วนของคุณหมอสองก็คงจะเป็นด้านที่เขารับฟัง ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เล่นได้ ไม่ใช่ว่าเป๊ะตลอดเวลาอย่างที่ทุกคนเห็น คือมีมุ้งมิ้ง เด็กอะไรอย่างนี้
ในความสัมพันธ์การที่เราหยอกล้อกันบ่อยสำคัญไหมกับความสัมพันธ์ ?
หมอสอง: แต่เราก็ยังมีเวลา ไม่ใช่พอเป็นพ่อแม่ปุ๊บ เราจะไม่มีเวลาด้วยกันของเราก็จะแบ่งตารางเลย ทุกวันศุกร์กับวันอาทิตย์แล้วก็จะเป็นวันที่เราต้องออกไปข้างนอกกัน 2 คน ช่วงวันศุกร์กับวันอาทิตย์เป็นวันที่ผมไม่ออกกำลังกาย ไม่ตี Badminton คือผมไปเป็นสาย Sportman ตี Badminton ทุกวัน ยกเว้นวันที่ว่าเราจะออกไปข้างนอกไปกินข้าว ไปดูหนังกัน 2 คน ไปเดินแล้วก็ดูหนัง แต่ชอบกิจกรรมที่เราไม่เบื่อเลยก็คือดูหนังก็ดูได้เรื่อย ๆ ดูจนหนังไม่มีต้องไปถามเขาว่า จะมีหนังใหม่เข้าไหม คือดูหมดแล้ว ทุก ๆ ศุกร์กับอาทิตย์ วันอื่นผมก็จะออกกำลังกาย เสร็จออกกำลังกายผมจะตี Badminton จนดึกแล้วก็ค่อยมาเจอกัน ถ้าช่วงกลางวันสมมุติว่า เสาร์หรือศุกร์หรืออาทิตย์ที่ Case ผ่าตัดเสร็จเร็ว เราก็จะพาลูกออกไปด้วยช่วงกลางวัน พอเย็นเสร็จก็เอาลูกกลับไปแล้วเราก็จะมีเวลา 2 คนกันเหมือนเดิม ในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำเป็นต้นไป ก็จะล็อกตารางกันไว้แบบนี้เพราะจะขอว่าอย่าทำอย่างอื่น
การล็อกตารางที่มั่นคงไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม กีฬา หรือการไปอยู่ร่วมกัน แม้กระทั่งการดูหนัง หรือทานข้าวสำคัญยังไงสำหรับการล็อกสิ่ง ๆ นี้ในชีวิต ?
ออน สมฤทัย: สำคัญเพราะว่า บางสัปดาห์ บางเดือนตารางเราแน่น เราก็จะไม่รู้ตัวว่าเราต้องการพักผ่อน อย่างเช่น Week นี้ก็มีพูดกับเขาเมื่อเช้าว่า พรุ่งนี้จะได้ดูหนังแล้ว เหมือนคนเราใน 1 Week ต้องมีลง Energy แล้วได้ไปพัก กลับมาพร้อมใหม่หรืออาทิตย์นี้สมมุติว่า เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราอาจจะห่างกัน ถึงแม้ว่าบ้านอยู่ที่เดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่อาจจะไม่ค่อยได้คุยกัน วันนั้นอะไรอย่างนี้ เหมือนกับเป็นอะไรที่อย่างน้อยวันหนึ่งต่ออาทิตย์หรือ 2 วันต่ออาทิตย์ ล็อกไว้ให้เราแล้วรู้สึกโอเค ถ้าอาทิตย์ไหนอยู่ด้วยกันมาก ๆ ก็ยิ่งดี แต่ถ้าอาทิตย์ไหนมีงานเยอะอยู่ด้วยกันน้อยก็จะรู้สึกได้ Refresh กันก็ควรจะมีนะคะ
ก่อนมีลูกเราเคยวาดภาพไหมว่าการเป็นพ่อแม่ต้องเป็นแบบนี้ พอเอาเข้าจริงเป็นเหมือนภาพที่เราเคยวาดไว้ไหม?
ออน สมฤทัย: ก็ไม่ได้วาดมาก แต่พอมีออกมาแล้วก็เป๊ะในช่วงแรกค่อนข้างเป๊ะ มาศึกษา Serious อีกทีตอนใกล้คลอดหรือตอนหลังคลอดแล้วก็จะค่อนข้างเป๊ะว่าต้องทำให้ได้แบบนั้นแบบนี้ แต่จริง ๆ ก็แล้วแต่เรา ไม่ต้องไปแคร์ใครมาก คือทุกคนจะบอกหมดว่าต้องเลี้ยงลูกแบบนี้นะ เรามีความสุข เรารู้ดีว่าต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเราก็ศึกษาเช่นเดียวกันว่าอะไรดี แล้วเราก็มาคิด ไม่ได้ Apply กับลูกทั้งหมด เพราะอะไรที่ว่าดี ไม่ได้แปลว่าใช้กับลูกเราได้แล้วแต่คนนั้นจริง ๆ ต่อให้ทุกอย่าง สังคมดี การศึกษาดี ฐานะได้ ทุกอย่างได้ ไม่ได้แปลว่า ผลผลิตนี้จะออกมาดี ขึ้นอยู่กับตัวเขาด้วยส่วนหนึ่ง เรามีหน้าที่เติมให้เขาได้เท่าที่เราทำได้ก็แล้วแต่คนจริง ๆ ค่ะ
ในความสัมพันธ์เส้นแบ่งระหว่างการเป็นผู้ฟังที่ดีกับคนที่ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคุณอยู่ตรงไหน ?
ออน สมฤทัย: ก็ Balance ตรงกลาง ระหว่างผู้ฟังที่ดีกับคนที่ช่วยแก้ปัญหา คิดว่าเรื่องเดียวกัน ถ้าเป็นผู้ฟังที่ดีก็จะสามารถ Get ในเรื่องที่เราได้บอกไป ถ้าเราถามเขาก็คงจะแนะนำอะไรเราได้สักนิดหนึ่งเท่าที่เขารู้หรือหาทาง น่าจะมีส่วนร่วมในสิ่งที่เราได้ปรึกษาไปเมื่อกี้ ถ้าเขาได้เป็นผู้ฟังที่ดีจริง ๆ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกันเหมือนธรรมชาติของคนเราเวลาฟังอะไรร่วมกันก็ต้อง Get ข้อความนั้นแล้วก็เอามาตอบกันได้ มาพิจารณาแก้ไขปัญหาให้กันได้ก็คิดว่า เรื่องเดียวกันที่ควรจะมีในความสัมพันธ์ สมมุติว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการปรึกษาเราทันที เราก็ควรจะหยุดทำสิ่งนั้นก่อนแล้วก็ฟัง อันนี้คือเขากำลังจะอยากเล่าให้เราฟังจริง ๆ อยากให้เราฟัง อยากให้เราอยู่ด้วยหรืออยากให้เราช่วยคิดก็เป็นเรื่องที่ควรจะหันหน้ามาคุยกันได้ทันทีเลย ไม่ว่าเราจะกำลังทำอะไร ถ้าเขาคิดว่าเขาจะพูดกับเราแล้วก็แปลว่าสำคัญ ทำร่วมกัน ผู้ฟัง ผู้รับ ก็ต้องทำร่วมกันก็คิดว่า ไม่งั้นก็ต้องมีในความสัมพันธ์ตรงนี้ที่ดี เพราะถ้าเกิดยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากจะพูดอะไรแล้วเราได้พูด เราจะรู้สึก Sense ได้ว่าเขาไม่ได้ฟังเราจริง ๆ หรือไม่ได้ช่วยคิดจริง ๆ หรือ “ฮะ” อยู่อย่างงั้น ครั้งแรกไม่เป็นไร ครั้งที่ 2 ไม่เป็นไร ไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ ก็อาจจะฉันไม่ไปปรึกษาเธอแล้วก็ไม่ดี เช่นเดียวกันเมื่อเราเป็นผู้พูด บางทีอาจจะหาจังหวะเวลาที่รู้สึกว่าเขา Standby ให้เราแล้ว เพราะว่าบางคนไม่ได้พร้อมที่จะฟังตอนนี้ เราก็ต้องดูจังหวะด้วยเหมือนเป็นการเคารพเขาส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะพูดตอนนี้ก็ไม่ใช่ ตลอดเวลา ไม่ได้ Standby ขนาดนั้น ฉันอยู่ใน Mood นี้อะไรก็ต้องช่วยกันค่ะ
เวลาทะเลาะกัน มีนิสัยอะไรที่คุณตั้งใจอยากจะเปลี่ยนเพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ ?
ออน สมฤทัย: เรื่องจริงเลยก็คือเปลี่ยน เราเปลี่ยน เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่ตามอายุ เราอาจจะค่อนข้างที่จะมีความคิดตัวเองเป็นหลักแล้วเอาแต่ใจอยู่บ้าง พอจะนึกภาพผู้หญิงที่เขามีมีมก็คือเถียงอะไร ผู้หญิงชนะหมด เราก็เหมือนกับเป็นคนที่รับฟังมากขึ้น ทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีมากขึ้น เพราะด้วยประสบการณ์ของเขาหรืออะไรทำให้สอนเราได้ในบางเรื่อง ความเอาแต่ใจของเราก็ลดน้อยลงแล้วก็ฟังมากขึ้นว่า นี่คือเหตุผลที่ควรจะเป็น สมมุติเวลาเราทะเลาะกัน แรก ๆ ก็จะเถียง กันไป เถียงกันมา นึกภาพการทะเลาะกันแล้วเถียงกันไป เถียงกันมา แล้วไม่จบสักที มีแต่จะแย่ แต่อันนี้เป็นการที่ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วเราฟังแล้วเราก็ให้เหตุผลไปแบบตั้งใจด้วยกัน เขาก็ฟัง เราก็ฟังก็จบง่ายดี อันนี้คือสิ่งที่เราเปลี่ยน เพราะเมื่อก่อนเราอาจจะเป็นคนที่อยากจะชนะ อยากจะดูว่าเหตุผลเราดี จริง ๆ ไม่มีใครชนะ เรามองว่า รับฟังกันได้ ในบางเรื่องเราก็อาจจะมีความคิดที่เด็กไปหรือเราฟังเหตุผลของเราคนเดียวประมาณนั้น
หมอสอง: แต่หลัก ๆ ก็คือเอาอารมณ์ออกไป เวลาเราคุยกันบางทีอยู่ในอารมณ์ที่ไม่โอเค คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าสมมุติเรามีสติพอที่เอาอารมณ์ออกก็จะคุยกันด้วยเหตุผลจะง่ายขึ้น บางทีพอเวลาผ่านปุ๊บ เมื่อกี้เป็นอะไร ไร้สาระมาก แล้วก็ตัดตรงนั้นออกไป แล้วเขาก็จะรับฟังผมมากขึ้น ในบางเรื่องเขาอาจจะมีมุมมองแบบนี้ เราก็บอกว่าอย่างนี้ดีไหม แต่ไม่ใช่ว่าเขาต้องรับฟังผมอย่างเดียว เพราะบ่อยครั้งมากที่ขอความเห็นจากเขาในมุมมองของเขา บางทีผมตันรู้สึกว่าอันนี้จะแก้ปัญหายังไงผมก็ถามปรึกษาเขา คือต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต่างคนต่างฟังกัน ไม่ได้แปลว่าผมต้องถูกเสมอหรือเขาต้องถูกเสมอหรือความคิดผมเป็นผู้ใหญ่กว่า อายุเยอะกว่า ผมต้องรู้มากกว่าเขาไม่จำเป็น เพราะมุมมองแต่ละคน มุมมองเราอาจจะปิดแคบในบางจุดก็ได้ เพราะเราอาจจะมีอคติอะไรบางอย่าง แต่ตัวเขาเองก็จะช่วยบอกผมในแง่ว่า อย่างนี้สิ อย่างนี้สิ ก็ Share กันจะเป็นแบบนี้มากกว่า
ออน สมฤทัย: หลัง ๆ นี่ไม่ทะเลาะกันเลย นานมาก ๆ ค่อนข้างที่จะ Link แล้วก็รู้กันแล้ว อันนี้ที่พูดถึงคือช่วงแรก ๆ ที่งง Culture กันนิดหนึ่ง
ถ้าวันหนึ่งเขาเหนื่อยจนไม่ไหวคุณคิดว่าเขาจะแสดงออกมายังไง ?
หมอสอง: สำหรับผมน้องออน เขาเป็นคนที่ใช้คำว่า กรำงานมาก ก็คือลุยงานมาก แล้วไม่เคยท้อ เขาเป็นคนที่ทำงานหนัก หนักกว่าธรรมดา บางทีเราว่าง ๆ สมองเขาคิดละ เขาจะลงทุนยังไง เรื่องของหุ้น เรื่องของอะไรเขาดูตลอด เห็นแบบนี้จริงจังเรื่องการ Trading มาก ใช้ ChatGPT นู่นนี่ ตั้งโปรแกรมที่ช่วยเราได้หลาย ๆ วิธี แล้วก็เล่นหุ้น ซื้อหุ้น อันนี้คือเขาก็จะจริงจังตลอดเวลาแล้วก็เรื่องงานเขา เรื่องงานเพลง เรื่องงานแสดงหรืองาน Fashion Week หรืองานอะไรก็ตามที่เขาทำเขาจะค่อนข้างจริงจังและใช้ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าเขาไม่มีท้อ ไม่เคยเห็นเขาท้อเลยครั้งเดียว ในการทำงาน เขาจะลุยมากแล้วอย่างมากพอเขาเหนื่อย ๆ เขาก็จะพักแป๊บหนึ่งไปต่อถ้าสมมุติถามว่า เขาแสดงออกมายังไง เขาก็จะอารมณ์ประมาณเหมือนกับว่า นั่งพักแล้วก็จะหงุดหงิดนิดหน่อย แล้วก็จะเหมือนกับอารมณ์ประมาณอยู่นิ่ง ๆ แล้วก็ไม่ทำอะไร อันนี้ที่ผมสังเกตก็จะเป็นประมาณนี้ แต่สักพักหนึ่งเขาก็จะหายเอง ลุยต่อเอง สมมุติจะไปงานนี้ที่ประเทศ Singapore, Philippines เตรียมการยังไง เขาจะคิดตลอดเวลา คิดซับซ้อน, คิดมาก, คิดเยอะ บางทีผมดูว่าเราเป็นหมอ เราก็เรียนมาจบแล้วก็ผ่าตัด แต่เขาก็คิดตลอดเวลาจะเป็นอย่างงั้นเลย แล้วผมคิดว่าเขาไม่ท้อ ถ้าใคร Assign งานอะไรมาให้เขา เขาลุยเต็มที่ ไม่น่าจะไม่พลาดครับ
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MeWlAP2ef2I