โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปความสำเร็จไทย ในฐานะเจ้าภาพประชุม "IMF–World Bank" ชูบทบาท Trusted Connector สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สรุปความสำเร็จไทย ในฐานะเจ้าภาพประชุม

ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไปจนถึงวิกฤตพลังงานและสภาพภูมิอากาศ จนก่อให้เกิดคำถามว่า บนความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่นี้ นอกเหนือจากการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว เราจะสร้างความร่วมมือขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร ?

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2026 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการต้อนรับผู้แทนจากนานาประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสที่จะนำเสนอว่าไทยต้องการมีบทบาทแบบใดในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

ในงานแถลงข่าว Bangkok Dialogue Notes วันที่ 17 ตุลาคม 2025 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปผลลัพธ์สำคัญจากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 พร้อมพูดถึงบทบาทสำคัญต่อไปของไทยบนเวทีโลก

เขาเสนอภาพประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ

บทบาทนี้ไม่ได้หมายถึงการเชื่อมประเทศเข้าหากันเพียงในเชิงการทูตหรือการค้า แต่หมายถึงการสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงทรัพยากรและโอกาส ตลอดจนทำให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

จากเจ้าภาพสู่ผู้กำหนดวาระเศรษฐกิจโลก

เอกนิติสรุปสิ่งที่ไทยประสบความสำเร็ขของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ว่า คือการได้รับการยอมรับจากนานาชาติถึงศักยภาพในการจัดการประชุมระดับโลก ซึ่งเปรียบเสมือน “โอลิมปิกแห่งวงการการเงิน”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการจัดงานให้สำเร็จ คือการที่ไทยมีส่วนร่วมในการ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยทำงานร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อผลักดันวาระสำคัญและแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่าไทยสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกได้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการยกระดับบทบาทของไทย จากผู้จัดการประชุมสู่การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก

“ประเทศไทยสามารถเป็นหนึ่งในผู้นำร่วมกับธนาคารโลกและ IMF ในการแสดงทิศทาง ดังนั้น เราจึงสามารถเป็นผู้กำหนดวาระสำหรับเศรษฐกิจโลกได้” เอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้ชูบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพครั้งนี้ว่าทำหน้าที่เป็น “Trusted connector” หรือ “ผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ” เพราะไทยสามารถเชื่อมโยงผู้คนจาก 191 ประเทศให้อยู่บนเรือลำเดียวกัน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อแบ่งปันไอเดีย วิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายสูงสุดในการทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น นี่คือจุดยืนใหม่ของประเทศไทย

“ผมคิดว่าเราพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำร่วมกับพันธมิตรของเราทั้ง 191 ประเทศ เพื่อฝ่าฟันช่วงเวลาและกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และเราจะก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้หากเราจับมือกันก้าวเดินต่อไป นั่นคือจุดยืนของผมและสิ่งที่เราได้ทำร่วมกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา” เอกนิติ กล่าว

โลกในกระแสน้ำเชี่ยว ความเสี่ยงที่ประเทศต่าง ๆ เผชิญร่วมกัน

นอกจากการสรุปความสำเร็จสำคัญในฐานะเจ้าภาพแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้พูดถึง 5 ประเด็นสำคัญ ถึงความไม่แน่นอนที่โลกต้องตระหนักและแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกัน ดังนี้

ประการที่ 1 การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และการแยกตัวทางเศรษฐกิจ

ประการที่ 2 การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาพร้อมทั้งความเสี่ยงและโอกาส ดังนั้นจึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนจะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถของตน ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความเสี่ยง เช่น การป้องกันปัญหา AI Deepfake และอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีที่มุ่งหวังร้ายต่อผู้คน

ประการที่ 3 ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพสูงตามไปด้วย

ประการที่ 4 อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากความไม่มีเสถียรภาพทางการคลัง และนั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องมีการปรับลดการขาดดุลหรือรักษาวินัยทางการคลัง

ประการที่ 5 ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

“นี่คือความเสี่ยงที่เราเห็นพ้องร่วมกันจากการประชุมหลายๆ นัดกับผู้กำหนดนโยบาย ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรี และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งทุกคนต่างมีมุมมองเดียวกัน” เอกนิติ กล่าว

ไทยยังมีโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลก แม้มีการแบ่งขั้ว

แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เปิดโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนและเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น หากไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เอกนิติเน้นย้ำว่า การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนเงินทุนเหล่านั้นให้เป็นขีดความสามารถของประเทศ ทั้งการพัฒนาทักษะคนไทย การเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ และการเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อให้คนไทยและธุรกิจไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างแท้จริง

“สิ่งที่ประเทศไทยพยายามเสนอในการประชุมครั้งนี้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการผลักดันคำสำคัญอย่างคำว่า ‘การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แตกแยก’ (Building resilience in a fragmented world)”

“ความหมายของการสร้างความยืดหยุ่นนี้ก็คือ เราต้องการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า ในโลกที่กำลังแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ เราจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นทั้งในระดับข้ามพรมแดน และในระดับภายในประเทศของเราเอง ด้วยการดึงประชาชนรายย่อย ธุรกิจขนาดเล็ก และคนในท้องถิ่นให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน”

“หากคุณไม่สามารถสร้างความไว้วางใจในระดับท้องถิ่นได้ คุณก็ไม่สามารถเชื่อมโยงในระดับโลกได้ เพราะทุกครั้งที่คุณดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ หากประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ ก็จะเกิดการประท้วงขึ้น นั่นคือข้อความสำคัญที่ผมส่งสารถึงผู้นำระดับโลก” เอกนิติ กล่าว

Bangkok Blueprint: ใช้ประสบการณ์ไทยรับมือปัญหาข้ามพรมแดน

นอกจากการผลักดันบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจในการประชุม คือ Bangkok Blueprint หรือ กรอบแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรับมือการฉ้อโกงทางการเงินในยุคดิจิทัล ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เอกนิติกล่าวชื่นชมทุกฝ่ายที่ร่วมมือกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยรับมือกับภัยการเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างไร เพราะสิ่งนี้เป็นปัญหาในระดับนานาชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ไทยเท่านั้น แต่เป็นผลพวงมาจากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ผู้คนใช้เทคโนโลยีเพื่อการฉ้อโกงและทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนแย่ลง โดยมีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยเหล่านี้มีจำนวนมาก

“สิ่งที่เราพยายามทำคือการใช้ประสบการณ์ของประเทศไทยเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงสิ่งที่เราทำได้ และเราได้สรุปผลร่วมกับ IMF จัดทำเป็น ‘Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services’ เพื่อบอกพวกเขาว่า การฉ้อโกงและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ แต่มันเป็นปัญหาข้ามพรมแดน”

“เราจึงต้องทำงานร่วมกันและร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้และป้องกันไม่ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อ นี่คือสารที่ทรงพลังมากที่ส่งถึงทั่วโลก” เอกนิติ กล่าว

จากความไว้วางใจ สู่การทะยานขึ้นครั้งใหม่ของไทย

สำหรับเอกนิติ ความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank 2026 ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกับการปิดฉากการประชุม แต่ต้องต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไทยจะเดินหน้าผลักดันวาระระดับนานาชาติ และสร้างความเชื่อมโยงกับพันธมิตรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในแผนสำคัญคือการต่อยอดเส้นทาง “Bangkok to Davos” ผ่านความร่วมมือกับ World Economic Forum (WEF) เพื่อเชื่อมโยงผู้นำธุรกิจไทยกับนักลงทุนและภาคธุรกิจจากทั่วโลก พร้อมผลักดันการนำคณะผู้แทนไทยจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเวทีเศรษฐกิจระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในความสนใจของนักลงทุนและพันธมิตรต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เอกนิติมองว่า การสร้างความไว้วางใจในระดับโลกเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย โดยให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น

“จนถึงตอนนี้ เราสร้างความประทับใจให้กับผู้นำนานาชาติหลายท่าน เรามาถูกทางแล้ว เราได้สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทยตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา เรายึดมั่นในวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค นั่นคือเหตุผลที่ระบบการเงิน เสถียรภาพภายนอก และเสถียรภาพภายในของเรามีความแข็งแกร่งมาก เราจะเดินหน้าทำเช่นนี้ต่อไป”

“สุดท้ายคือ การลงทุนเพื่ออนาคต ลงทุนในทุนมนุษย์ พื่อที่จะก้าวไปสู่การเติบโตที่มีศักยภาพในขั้นต่อไป เราจำเป็นต้องลงทุนอย่างมาก เรากำลังเห็นสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อที่จะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่และเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นโอกาสใหม่ๆ เราจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งนี้”

“เพราะทุนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญมาก ท้ายที่สุดแล้ว เราจำเป็นต้องเสริมพลังให้กับประชาชน ซึ่งก็คือหลักการเดิมของในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม สิ่งนั้นจะต้องกลับคืนสู่ประชาชน กลับคืนสู่ท้องถิ่น กลับคืนสู่ชุมชน ทำความเข้าใจพวกเขา และจากนั้นจึงเสริมพลังให้พวกเขามีความยืดหยุ่นและพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคตของประเทศไทย” เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...