โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

รวบมือกดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกนักศึกษา 22 ปี สูญเงิน-ทองกว่า 1.2 ล้าน

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตำรวจบุรีรัมย์ บุกรวบหนุ่มวัย 35ปี ชาว อ.สตึก คาบ้านพักหลังสืบทราบว่าเป็นคนตระเวนกดเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กรณีนักศึกษาหนุ่มวัย 22ปีชาวบุรีรัมย์ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจไซเบอร์ ขู่ตรวจสอบคดีจนหลงเชื่อโอนเงินเกลี้ยงบัญชี และยังให้ขโมยนาฬิกาและสร้อยทองของผู้ปกครอง รวมความเสียหายกว่า 1.2ล้านบาท

วันที่ 18ตุลาคม 2569พล.ต.ต.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แพ่งศรีสาร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งการให้ พ.ต.อ.อนันต์ ทองบันเทิง ผู้กำกับการ สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.สตึก พร้อมทีมสืบสวน เร่งติดตามคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษาหนุ่มวัย 22ปี ได้เงินและทรัพย์สินไปกว่า 1.2ล้านบาท

ทั้งนี้สืบเนื่องจากคนผู้ปกครองของนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 22ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งข้อมูลกับตำรวจว่า ลูกชายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง

โดยคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ส่งเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน LINE กล่าวหาว่านายเอ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และต้องโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ช่วงแรกนายเอ ยังไม่หลงเชื่อ แต่คนร้ายอ้างว่าแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนายเอถูกอายัด พร้อมให้ทดลองใช้งาน ซึ่งปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำให้นายเอเข้าใจว่าคำกล่าวอ้างของคนร้ายเป็นความจริง ก่อนหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่คนร้ายกำหนด โดยถูกอ้างว่าจะคืนเงินให้หลังตรวจสอบเสร็จสิ้น สุดท้ายสูญเงินจนหมด

ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่ผู้ปกครองเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ไปเยี่ยมลูกชาย คนร้ายยังคงติดต่อทางโทรศัพท์และหลอกให้นายเอ เปิดกล้องหน้าโทรศัพท์ เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อเห็นว่าผู้ปกครองมีนาฬิกาและสร้อยทอง จึงออกอุบายให้นายเอแอบนำทรัพย์สินดังกล่าวไปส่งให้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งเงินสดและทรัพย์สินประมาณ 1.2ล้านบาท

หลังเกิดเหตุ นายเอ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ฉลองกรุง เมื่อวันที่ 10ตุลาคม 2569หรือประมาณ 3ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน ครอบครัวได้นำข้อมูลเข้าพบ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.สตึก เนื่องจากผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชาและสั่งเร่งรัดติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยคือ นายอัครพล หรือ “นิก” อายุ 35ปี ซึ่งมีพฤติการณ์ตระเวนกดเงินตามจุดต่าง ๆ หลังได้รับเงินจากการหลอกลวง และมีข้อมูลว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อน

กระทั่งวันที่ 18ตุลาคม 2569เจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายอัครพลหลบซ่อนตัวอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งกับแฟนสาว ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงประสาน พ.ต.อ.พีรพัลส์ ชูช่วย ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวได้ พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 6เครื่อง และบัตรกดเงินสด (เอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นอีก 5ใบ

จากการสอบถามเบื้องต้น นายอัครพล ยอมรับว่ามีหน้าที่กดเงินสดให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเคยทำหน้าที่ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยว่าเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงถูกนำไปเก็บซ่อนไว้ที่ใด

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีนี้ตำรวจสามารถอายัดเงินที่ผู้เสียหายโอนให้คนร้ายไว้ได้จำนวน 70,000บาท ส่วนทรัพย์สินที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...