โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ถ้าคุณไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ” เมื่อแรงงานกองถ่ายต้องแข่งว่า ใครอดทนทำงานได้มากกว่ากัน จบด้วยงานสร้างสรรค์ที่แลกมาด้วยชีวิต

The MATTER

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Social

นอกจากสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ วัฒนธรรมของกองถ่ายยังบีบบังคับให้แรงงานต้องโหมงานหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาเลือกงานไม่ได้มาก เพราะตลาดงานมีคนรอทำแทนอยู่เสมอ

ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ต่อคิวก็ไม่ได้มากมาย พวกเขาต้องรับหลายงาน วันละหลายกอง เพราะถ้าทำน้อยก็สู้ค่าครองชีพไม่ไหว กลายเป็นว่าทุกคนต้องแข่งกันทนทำงาน และน่าเศร้าที่บางคนต้องเสียชีวิตจากสภาพการทำงานที่เป็นพิษเช่นนี้

The MATTER พูดคุยกับ กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ผู้ร่วมก่อตั้ง Documentary Club และว่าที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง ถึงความสำคัญของสหภาพแรงงานเพื่อการต่อรองผลประโยชน์ รวมถึงสิ่งที่กองทุนประกันสังคมพอจะทำได้เพื่อให้ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเสียชีวิตในกองถ่าย แล้วทำไมเรายังแก้เรื่องนี้ไม่ได้?

หากเราย้อนดูข่าวในปี 2567 จะพบรายงานกรณีทีมงานกองถ่ายเสียชีวิตหลังทำงานข้ามวันและรับงานต่อเนื่องหลายกอง ซึ่งคล้ายกับกรณีล่าสุดเมื่อช่วงที่ผ่านมา เมื่อทีมอาร์ตในกองถ่ายหนึ่ง โหมงานหนักติดต่อกัน 20 ชม. ก่อนจะนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย นอกเหนือจากวงการภาพยนตร์ คนทำงานทีวีก็มีเหตุสูญเสียเกิดขึ้นเช่นกัน อย่างข่าวในปี 2566 ที่มีนักจัดผังรายการของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเสียชีวิตในที่ทำงานด้วยภาวะหัวใจตาย

ถอดบทเรียนกันบ่อยมาก และคราวนี้เราก็คงต้องพูดถึงอีกครั้งว่าทำไมเราถึงต้องมี ‘สหภาพแรงงาน’ เราได้คุยกับ กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ผู้ร่วมก่อตั้ง Documentary Club และว่าที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง เขามองว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่แรงงานยังขาดอำนาจต่อรอง และไม่สามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเพื่อกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุหนึ่งที่แรงงานไทยยังตั้งสหภาพแรงงานไม่ได้ เป็นเพราะส่วนหนึ่ง ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งจะเปิดช่องการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของกลุ่มแรงงาน แต่ถึงอย่างนั้น ไทยยังตั้งสหภาพแรงงานได้ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายที่จำกัด และแรงงานอิสระอย่างคนกองถ่าย ไรเดอร์ แม่บ้าน คนทำงานฟรีแลนซ์ อาจไม่ได้รับการคุ้มครองด้วย
แต่ถึงเราจะตั้งสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมายที่มี แต่สังคมไทยเราตื่นตัวเรื่องของสิทธิแรงงานกันน้อยมาก หากดูข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ในเดือนธันวาคม 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจรวม 515,794 คน (คิดเป็นร้อยละ 5.11 ของลูกจ้างทั้งหมด) เราจึงพออนุมานได้ว่าการรวมตัวของแรงงานผ่านสหภาพแรงงานยังไม่แข็งแรงนัก

เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มนอร์ดิกซึ่งเป็นต้นแบบด้านรัฐสวัสดิการ พบว่า รายงานของ OECD ในปี 2567 สวีเดนมีแรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานร้อยละ 65.9 เดนมาร์กร้อยละ 60.4 นอร์เวย์ร้อยละ 52.1 และฟินแลนด์ร้อยละ 51.4 และเมื่อสัดส่วนคนเข้าร่วมสหภาพมีมาก อำนาจในการต่อรองกับนายจ้างก็สูงตามไปด้วย

แข่งกันทนกับงานที่ไม่ควรทน แต่ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีงานทำ

ด้วยสภาพการทำงานเช่นนี้ และตัวเลือกงานก็ไม่ได้มีมากมายนัก แรงงานจำนวนหนึ่งจึงจำใจยอมรับเงื่อนไขของนายจ้าง แม้จะกระทบต่อสุขภาพและเวลาพักผ่อน เพราะหากปฏิเสธก็อาจมีคนอื่นเข้ามาทำงานแทน ขณะที่ค่าจ้างซึ่งต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ยังทำให้บางคนต้องรับงานหลายโปรเจกต์พร้อมกันเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

กฤตวิทย์เล่าว่า ชีวิตของคนกองมีความเสี่ยงมาก พวกเขาอาจเสียชีวิตได้ทั้งจากอุบัติเหตุระหว่างทำงานและจากการทำงานหนักจนร่างกายรับไม่ไหว รวมถึงอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับหลังทำงานจนเหนื่อยล้า ปัญหาเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกับทั้งความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ชั่วโมงทำงาน และการพักผ่อนที่เพียงพอ และเจ้าภาพที่ต้องดูแลประเด็นเหล่านี้คือกระทรวงแรงงาน

ส่วนหนึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการภาพยนตร์และงานสายสื่อยังขาดมาตรฐานการทำงานที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เรามักเห็นการกดขี่แรงงาน การทำงานติดต่อกันหลายวัน การใช้คำพูดที่รุนแรง วิธีการแบบนี้กลับเป็นวิถีปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน แถมแรงงานก็ไม่มีตัวเลือกมาก ก็ต้องทนทำไป ทำให้การกดขี่แรงงานแบบนี้ยังมีให้เห็น เพราะนายจ้างเขามองว่ามันใช้ได้ผล และแรงงานก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองอยู่แล้ว

กฤตวิทย์เสนอว่า ทางออกเบื้องต้นคือการให้สมาคมวิชาชีพต่างๆ ร่วมกันกำหนดข้อเรียกร้องและมาตรฐานขั้นต่ำ ก่อนนำไปหารือกับกระทรวงแรงงานและนายจ้าง

สำหรับระยะยาว เขาเห็นว่าจำเป็นต้องผลักดันกลไกการรวมตัวของแรงงานให้เข้มแข็งขึ้นอย่างกลไกสหภาพแรงงาน เพื่อให้คนทำงานมีอำนาจต่อรอง รวมถึงช่วยกันสอดส่องดูแลคุณภาพชีวิตกันและกัน เพื่อให้แรงงานได้เข้าถึงงานที่มีเกียรติ และมีกิน

อีกประเด็นที่เราต้องไม่ลืมคือ แรงงานกองถ่ายมักควบหลายจ๊อบ บางคนอาจทำงานกองหนึ่ง 12 ชั่วโมง ก่อนจะไปทำอีกกองต่ออีก 12 ชั่วโมง เพราะค่าจ้างจากงานเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต กฤตวิทย์จึงเสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานค่าจ้างที่ทำให้แรงงานใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการกำหนดชั่วโมงทำงาน เวลาพัก และมาตรการลงโทษนายจ้างที่ให้ทำงานเกินเวลาหรือไม่จัดเวลาพักอย่างเพียงพอ

แล้วการให้สวัสดิการกับแรงงาน ไม่เป็นผลดีต่อผลงานและนายจ้างอย่างไร?

ธรรมชาติงานสร้างสรรค์ก็ต้องอาศัยแรงสรรสร้างของผู้คนอยู่แล้ว ดังนั้น งานจะออกมาดีได้ คนทำงานก็ต้องได้รับการคุ้มครองก่อน ซึ่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย เช่น ค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อการครองชีพ การได้พักผ่อน การถูกปฏิบัติอย่างเคารพกันในกองถ่าย หากสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นเช่นนี้ได้ ก็น่าจะดีต่อนายจ้างและงานที่ออกมาด้วยไม่ใช่หรือ?

กฤตวิทย์เสนอว่า หากการผลิตภาพยนตร์ต้องเพิ่มต้นทุนเพื่อให้มีค่าจ้างและสวัสดิการที่เหมาะสม อุตสาหกรรมก็ควรพิจารณาปรับมาตรฐานต้นทุนการผลิตและราคาซื้อขายผลงานให้สอดคล้องกัน เขาสมมติว่า หากเดิมภาพยนตร์หนึ่งเรื่องใช้ทุน 5-6 ล้านบาท การยกระดับมาตรฐานแรงงานอาจทำให้ต้องกำหนดต้นทุนใหม่ไว้ที่อย่างน้อย 10 ล้านบาท และราคาขายผลงานก็ควรสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนข้อเสนอว่า การยกระดับสวัสดิภาพแรงงานต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการปรับมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ผลิตที่พยายามดูแลแรงงานต้องแข่งขันกับผู้ผลิตที่กดต้นทุนด้วยการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่า หรือพูดง่ายๆ คือ เราควรให้การสนับสนุนผู้ผลิตที่ให้ความชอบธรรมกับแรงงาน และเราควรให้คุณค่ากับงานที่เคารพความเป็นมนุษย์ของแรงงานด้วย

ประเทศไทยเองมีประสบการณ์ผลิตงานให้แพลตฟอร์มต่างประเทศภายใต้มาตรฐานการทำงานที่แตกต่างออกไป เช่น Netflix เรามีต้นทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากมาย มีคนเก่งๆ อยู่ไม่น้อย เราจึงควรนำประสบการณ์ที่ว่า มาพิจารณาว่าเราจะยกระดับมาตรฐานในประเทศได้อย่างไร

แล้วกองทุนประกันสังคม พอจะช่วยอะไรได้ไหม

หากคนเสียชีวิตในกองถ่ายเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเป็นแรงงานอิสระ ในวันนี้ครอบครัวของเขาจะได้รับเงินค่าทำศพอยู่ที่ 25,000 ถึง 50,000 บาท ตามจำนวนเงินและรูปแบบที่ส่งกองทุน หรือหากเจ็บป่วยต้องลาหยุดงาน เสียรายได้ จะมีเงินชดเชยให้ 200 ถึง 300 บาทต่อวัน

สำหรับกฤตวิทย์เห็นว่า การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความคุ้มครองให้คนกองถ่าย รวมถึงแรงงานนอกระบบ และฟรีแลนซ์อีกมาก แต่ตอนนี้ สิทธิประโยชน์บางส่วนยังมีน้อยเกินไป ทำให้แรงงานนอกระบบอาจไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม

กฤตวิทย์เสนอให้ทบทวนสิทธิประโยชน์ของมาตรา 39 และ 40 ให้เหมาะสมกับสถานะและลักษณะการทำงานของผู้ประกันตน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้แรงงานที่ยังอยู่นอกระบบเข้ามาได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการทำงาน เช่น การเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ

อย่างไรก็ตาม กองทุนประกันสังคมไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพการทำงานในอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด เพราะการกำหนดมาตรฐานค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน เวลาพัก ต้องอาศัยข้อตกลงร่วมระหว่างแรงงานกับนายจ้าง รวมถึงกลไกตัวแทนแรงงานที่เข้มแข็ง หรือก็คือสหภาพแรงงานนั่นเอง

การผลักดันสิทธิประโยชน์ประกันสังคมยังต้องอาศัยความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากกองทุนประกันสังคมไม่สามารถออกกฎระเบียบเพื่อดำเนินการทุกเรื่องได้ด้วยตัวเอง การคุ้มครองแรงงานสร้างสรรค์จึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งการยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมและการสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรม

เพื่อให้แรงงานอย่างเราได้ทำงานที่เรารัก และงานนั้นก็รักเราด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก

data-explorer.oecd.org

mol.go.th

thairath.co.th

thematter.co

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)
Editor: Thanyawat Ippoodom

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...