โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสียมกุก นครวัด เครือญาติกษัตริย์กัมพูชา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ธ.ค. 2566 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2566 เวลา 09.39 น.

เสียมกุก นครวัด มาจากไหน? มีข้อสันนิษฐานต่างๆ ดังนี้

(1.) ยอร์ช เซเดส์ (เขียนบอกไว้เมื่อ 70 ปีที่แล้ว ราว พ.ศ.2497) ว่าเสียมกุกเป็นคนไทย จากรัฐสุโขทัย [บทความเรื่อง “ศิลปะไทยสมัยสุโขทัย” (แปลโดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล) ในหนังสือ ตำนานอักษรไทยฯ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2526]

แต่หลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ไม่สนับสนุน ดังนี้

ปราสาทนครวัดและภาพสลักเสียมกุก สร้าง พ.ศ.1650 ขณะนั้นยังไม่มีคนไทย และยังไม่มีรัฐสุโขทัย

ดังนั้น ภาพสลักเสียมกุกไม่ใช่กองทัพคนไทยจากสุโขทัย “เมืองขึ้นกัมพูชา” ที่ถูกกษัตริย์กัมพูชาเกณฑ์ไปรบกับจาม (ตามที่พูดจากล่าวขวัญกันมาแสนนานจนทุกวันนี้ยังไม่เลิก)

(2.) จิตร ภูมิศักดิ์ (เขียนบอกไว้เกือบ 60 ปีมาแล้ว หรือก่อน พ.ศ.2509) ว่าเสียมกุกเป็นสยามจากลุ่มน้ำกก จ.เชียงราย (หนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519)

แต่บริเวณลุ่มน้ำกกสมัยภาพสลักเสียมกุก พ.ศ.1650 อยู่ห่างไกลมากจากเมืองพระนคร (นครธม) และไม่พบชุมชนเมืองใหญ่ระดับรัฐ แต่จะพบเมื่อสมัยหลังจากนั้นอีกนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเสียมกุกที่ปราสาทนครวัดไปแล้ว

ดังนั้น เสียมกุก คือ สยามลุ่มน้ำกก จึงเป็นไปไม่ได้

(3.) โกรส์ลิเยร์ [Bernard-Philippe Groslier พ.ศ.2524 (1981)] ระบุตายตัวว่าเสียมกุกเป็นชาวส่วย อยู่ลุ่มน้ำมูล (อีสานใต้) ในหนังสือ นี่ เสียมกุก (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล) มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2545)

ลุ่มน้ำมูลเป็นแหล่งของคนหลายชาติพันธุ์ (ไม่ชาติพันธุ์เดียว) ที่มีกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่ากวย (หรือกุย) มีบ้านเมืองและรัฐขนาดใหญ่ ส่วนชื่อ “ส่วย” (แปลว่าขี้ข้า) เป็นชื่อสมัยหลังถูกเรียกโดยผู้เป็นนายอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ดังนั้น สมัยเสียมกุก นครวัด จึงไม่ “ส่วย”

(4.) ศรีศักร วัลลิโภดม บอกว่าเสียมกุกเป็นชาวสยาม มีศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ (ลาว) ในหนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2534)

น่าเชื่อว่าชาวสยามมีพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่ลุ่มน้ำมูล ถึงเวียงจันท์ ลุ่มน้ำโขง (แต่ไม่ต่อเนื่องผืนเดียวกัน)

เสียมกุก นครวัด อยู่ลุ่มน้ำมูล

น่าเชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา มีเครือข่ายถึงสองฝั่งโขงบริเวณศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ ประกอบด้วยลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ที่ถูกเรียกสยาม เช่น ลาว, มอญ, เขมร, มลายู (จาม) ฯลฯ พบหลักฐานสมัยหลังหลายอย่างสนับสนุน ดังต่อไปนี้

(1.) เสียนปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ในบันทึกจีน-โจวต้ากวาน (พ.ศ.1839) เกี่ยวกับเจินละ (เมืองพระนครหลวง หรือนครธม) ระบุว่าเสียน (คือชาวสยาม) ชำนาญปลูกหม่อน เลี้ยงไหม แต่ชาวเจินละไม่ชำนาญ ดังนี้

“เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวเสียน ได้มาอาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ทำการเลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อนเป็นอาชีพ พันธุ์ตัวไหมและพันธุ์ต้นหม่อนจึงมาจากประเทศเสียนทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีป่านรามี แต่มีปอกระเจา ชาวเสียนใช้ไหมทอผ้าแพรบางๆ สีดำใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผู้หญิงชาวเสียนนั้นเย็บชุนเป็น ชาวพื้นเมืองทำผ้าขาดก็ต้องไปจ้างชาวเสียนให้ช่วยปะชุนให้”

[จากหนังสือ บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจินละ แปลโดย เฉลิม ยงบุญเกิด สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ.2557 หน้า 38]

ลุ่มน้ำมูลมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมสืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานสมัยหลัง ดังนี้

(หนึ่ง) เมืองตะลุง (อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์) ส่งส่วยไหมถวายกษัตริย์กัมพูชา (จากหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2560 หน้า 330-331)

(สอง) เมืองปักธงชัย (อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา) แหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมสืบเนื่องตั้งแต่ดั้งเดิมจนปัจจุบัน พบหลักฐานสำคัญในแผ่นดิน ร.5 กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระองค์เพ็ญ) เจ้ากรมหม่อนไหม เสด็จตรวจราชการหม่อนไหมบริเวณเมืองนครราชสีมาและเมืองบุรีรัมย์ มีคำบอกเล่าว่า เสด็จประทับเกวียนเป็นพาหนะ และทรงคิดทำนองเพลงลาวดวงเดือน (ชื่อเดิมว่าลาวดำเนินเกวียน) เป็นที่แพร่หลายสืบมาจนปัจจุบัน [มีข้อมูลหลักฐานหลายอย่างในหนังสือ ลาวดวงเดือน วังท่าเตียนฯ (สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2548] เอกสารทางราชการระบุชัดเจนว่าเมืองนครราชสีมา โดยเฉพาะปักธงชัยเป็นแหล่งทอผ้าทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย (ในหนังสือ วัฒนธรรมฯ จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.2542 หน้า 169)

(2.) เสียนรบพุ่งหมู่บ้านเจินละ บันทึกจีน-โจวต้ากวาน ระบุต่อไปว่าเจินละถูกเสียนรบพุ่งคุกคามจุดไฟเผาหมู่บ้านของเจินละ ดังนี้

“เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำการรบพุ่งชาวเสียน หมู่บ้านเหล่านี้จึงกลายเป็นที่โล่งไปสิ้น” (หน้า 40)

“ในการรบกับชาวเสียน เขาเกณฑ์ราษฎรทั้งหมดเข้าทำการรบ” (หน้า 43)

เป็นหลักฐานหนักแน่นว่าพวกสยาม (เสียน) มีหลักแหล่งอยู่ลุ่มน้ำมูล และมีดินแดนต่อเนื่องกับเจินละ คือเมืองพระนครหลวงหรือนครธม

จากบันทึกจีน-โจวต้ากวาน สนับสนุนให้เชื่อได้ว่าเสียมกุก นครวัด เป็นชาวสยามจากลุ่มน้ำมูล ชำนาญปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และอยู่ต่อเนื่องพรมแดนเจินละ คือเมืองพระนครหลวง (นครธม) และสืบย้อนหลังได้ถึงสมัยเมืองพระนคร (นครวัด)

ชาวสยามลุ่มน้ำมูล มีหลายชาติพันธุ์ และพูดภาษาไท-ไต เป็นภาษากลาง มีเครือข่ายถึงเวียงจันท์ บนเส้นทางการค้าถึงอ่าวตังเกี๋ยในเวียดนาม

เครือญาติกษัตริย์กัมพูชา

สยามลุ่มน้ำมูล (เสียมกุก นครวัด) เป็นเครือญาติกษัตริย์กัมพูชาสมัยเมืองพระนคร (โตนเลสาบ)

ทั้งนี้ พิจารณาจากจารึก 28 รายการ ที่กำกับภาพขบวนเกียรติยศบนระเบียงคดชั้นนอก ด้านทิศใต้ (ปีกตะวันตก) ถ้ายกเว้นรายการที่ 1, 2 เรื่องเสียมกุก รายการนอกนั้นเป็นนามเครือญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 ดังนั้น เสียมกุกย่อมถูกนับเป็นเครือญาติด้วย

[จารึกภาพขบวนเกียรติยศพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 ระเบียงคดชั้นนอก ด้านทิศใต้ (ปีกตะวันตก) ปราสาทนครวัด เรียงลำดับจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก คำอ่านจารึกเป็นของ จอร์ช เซแดส (G.Cœdès, “Les bas-reliefs d’Angkor Vat” Bulletin de la Commission Archéologique de l’Indochine, 1911 : 201-203) ถอดข้อความเรียบเรียงใหม่ โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง]

(หนึ่ง) เสียมกุกเป็นขบวนแรกสุด หมายถึง นับญาติห่างๆ หรือญาติต่างวัฒนธรรม

(สอง) เสียมกุกแต่งกายนุ่งโสร่งกรอมเท้า ซึ่งต่างจากขบวนถัดไปทั้งหมดที่แต่งตัวนุ่งขัดเขมรแบบกัมพูชาอย่างเคร่งครัด แสดงว่าเสียมกุกเป็นญาติต่างวัฒนธรรม

(สาม) เสียมกุกจัดระเบียบขบวนแห่ต่างจากขบวนถัดไปทั้งหมด แสดงลักษณะต่างวัฒนธรรม

(สี่) ภาพรวมของเสียมกุกแสดงลักษณะต่างวัฒนธรรมกับกัมพูชา น่าจะเป็นคำอธิบายข้อความในจารึกบ่ออีกา “กัมพุเทศานตเร” แปลว่า นอกกัมพุเทศ หมายถึง นอกวัฒนธรรมกัมพูชา •

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...