โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ประวัติศาสตร์ (ไม่) ลับฉบับ 'เหา' (4) กองทัพอันเกรียงไกรของนโปเลียนติด 'เหา'?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ม.ค. 2567 เวลา 13.57 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 02.30 น.

ปลายฤดูใบไม้ผลิปี 2001 คนงานก่อสร้างกำลังทำงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้นเพื่อเดินสายโทรศัพท์และทุบทำลายป้อมปราการร้างของสหภาพโซเวียตแห่งหนึ่งในเมืองวิลนิอัส (Vilnius) ในประเทศลิธัวเนีย (Lithuania) ในขณะที่รถขุดของพวกเขาไถลึกลงไปในพื้นดินใกล้ๆ กับป้อม พวกเขาก็ได้พบเจอบางอย่างที่น่าอกสั่นขวัญแขวน

คนขับกระโดดลงไปดู แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าก็คือ“กะโหลกและชิ้นส่วนซากศพของมนุษย์”

คนงานในไซต์งานเริ่มรวน พวกเขาเล่าว่า “ยิ่งขุดก็ยิ่งเจอ มันโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด มีมากมายนับเป็นพันๆ ร่างเลยทีเดียว”

สถานการณ์ดูลึกลับและน่าสยดสยองราวกับฉากจากภาพยนต์สยองขวัญ เพราะสิ่งที่พวกเขาขุดพบก็คือหลุมฝังศพโบราณขนาดมโหฬารที่เต็มไปด้วยซากศพมนุษย์มากมายก่ายกองที่เรียงรายซ้อนทับกันอย่างอัดแน่น การค้นพบครั้งนี้ ทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์

หลุมศพแห่งนี้แม้จะมีความลึกไม่มาก แค่ราวๆ เมตรถึงเมตรครึ่ง แต่ความกว้างและความยาวของมันนั้นใหญ่โตมโหฬาร นั่นคือกว้างถึง 10 เมตร และยาวถึงเกือบ 40 เมตร

นี่คือหลุมศพรวมที่ใหญ่ที่สุดที่เคยค้นพบในประวัติศาสตร์ของยุโรป

โครงการเดินสายโทรศัพท์หยุดชะงักในทันที นักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวิลนิอัส (Vilnius University) ถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อไขปริศนาแห่งหลุมศพโบราณขนาดยักษ์

การขุดค้นเพื่อกู้ซากเพื่องานวิจัยเริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2002 โดยมีจัสตินา พอสคีน (Justina Poskiene) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิลนิอัสเป็นหัวหน้าทีมขุดสำรวจ

แต่งานนี้ท้าทาย เพราะการเดินสายโทรศัพท์ก็รอนานไม่ได้ ทางทีมมีเวลาขุดสำรวจแค่เพียง 1 เดือน…

ด้วยข้อจำกัดทางเวลา อีกทั้งยังขาดงบประมาณ และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงในการศึกษาวิจัยหลุมศพมนุษย์โบราณ พวกเขาจึงเริ่มกังวลว่าการสำรวจครั้งนี้อาจจะคว้าน้ำเหลว

ริแมนทัส แยนเคาสคัส (Rimantas Jankauskas) หนึ่งในแกนนำการสำรวจจากมหาวิทยาลัยวิลนิอัส ก็เลยเริ่มคิดนอกกรอบ

แทนที่จะงุบงิบทำกันเอง เขาเสนอให้เชิญทีมนักมนุษยศาสตร์จากฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์มากกว่าเข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานวิจัย งานจะได้เดินไปเร็วขึ้น มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

และที่สำคัญ ถ้าพวกเขามีความร่วมมือกับทีมฝรั่งเศส พวกเขาจะสามารถเอาโครงการนี้ไปยื่นขอทุนสนับสนุนจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศฝรั่งเศส (Centre national de la recherche scientifique, CNRS) ได้อีกด้วย

ถ้ามองแบบไม่โลกสวย แม้ต้องยอมยกเครดิตของการค้นพบไปให้ทางฝรั่งเศส แต่ก็ยังถือว่าคุ้ม เพราะนี่อาจจะเป็นทางเลือกเดียวแบบไฟต์บังคับของทีมลิธัวเนียจริงๆ ด้วยเวลาที่มีอยู่แค่เดือนเดียว พวกเขาขาดทั้งทุน ขาดทั้งคน ถ้าไม่ดึงเอาฝรั่งเศสมาร่วม งานนี้อาจจะไม่มีทางเกิด

หลังจากที่ได้ฉันทามติจากทีมลิธัวเนีย ริแมนทัสเริ่มติดต่อทีมวิจัยจากฝรั่งเศสอย่างรีบเร่ง

พอทราบเรื่อง ทีมฝรั่งเศสก็ตื่นเต้นอย่างมาก ด้วยธรรมชาติของเมืองวิลนิอัสที่เป็นเมืองโบราณมรดกโลกที่เลื่องชื่อในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว

อีกทั้งขนาดอันมหึมาของหลุมศพยักษ์แห่งวิลนิอัสที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

โครงการนี้จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาจนลุกโชน พวกเขาตอบตกลงร่วมทีม และยินดีที่จะร่วมลงขันสนับสนุนงานวิจัยนี้แทบจะในทันที

ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของริแมนทัสนี้แยบยลเพราะนอกจากจะได้คนที่รู้อยู่แล้วว่าต้องขุดยังไง ต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ยังได้เงินแบบจัดเต็มจากประเทศฝรั่งเศสมาใช้ในงานวิจัยด้วย

หลังจากได้พันธมิตร (และเงิน) ทีมวิจัยลิธัวเนียก็เริ่มงานวิจัย พวกเขาเปิดประเดิมหลุมศพอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มีนาคม 2002 ทว่า สถานการณ์ค่อนข้างต่างไปสำหรับทีมฝรั่งเศส พวกเขาต้องทำเอกสารอย่างวุ่นวายและฉุกละหุก เพื่อขอเดินทางออกนอกประเทศมาด้วยจุดประสงค์แสนประหลาด“เพื่อสำรวจหลุมฝังศพขนาดยักษ์จากอดีต” แม้ว่าจะต้องชี้แจงอยู่หลายครั้ง ในที่สุด พวกเขาก็ได้รับอนุมัติให้เดินทางมาลิธัวเนียเพื่อร่วมโครงการวิจัยได้

และแล้ว สิบวันหลังจากที่เริ่มขุด นักวิจัย 5 คนจากทีมฝรั่งเศสก็มาถึงลิธัวเนีย

ด้วยกรอบเวลาที่บีบคั้น พอทีมฝรั่งเศสตามมาถึง ทีมวิจัยทั้งสองร่วมกันบุกตะลุยล้างป่าช้ากันอย่างบ้าคลั่ง เจ็ดวันต่อสัปดาห์ แบบไม่สนดินฟ้าอากาศ

แต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้มาจากการสำรวจก็คุ้มค่าและน่าทึ่ง พวกเขาค้นพบตัวอย่างมากมาย ส่วนใหญ่เป็นศพมนุษย์ที่ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น (ในพื้นที่แค่ 1 ตารางเมตร เฉลี่ยแล้ว พวกเขาเจอศพมนุษย์อัดแน่นอยู่มากถึง 7 ศพ)

“ในหลุมนั้นคือศพล้วนๆ สุมกองกันเป็นพะเนินอัดแน่นเสียจนแทบไม่มีชั้นดินคั่นอยู่เลยระหว่างศพ”

ชัดเจนว่าซากศพพวกนี้ทั้งหมดน่าจะถูกฝังรวมกันลงไปคราวเดียว

จากลักษณะท่าทางของศพที่กู้ขึ้นมาได้ ศพส่วนใหญ่เหมือนกับถูกฝังลงไปแบบไม่มีการจัดท่า จัดเรียงใดๆ

ที่จริง ท่าทางของศพที่อยู่ในแถบตรงกลางๆ ของหลุมนั้นดูเหมือนศพที่กลิ้งลงมาตรงกลางจากขอบๆ ซึ่งอาจจะพอตีความได้ว่า “หลุมศพปริศนาแห่งนี้อาจจะถูกขุดขึ้นมาเพื่อฝังศพจำนวนมาก โดยที่ศพแต่ละศพจะถูกโยนลงมาจากบริเวณขอบหลุม”

“จากการประมาณการ ในหลุมแห่งนี้ น่าจะมีซากศพมนุษย์กองสุมรวมๆ กันมากถึงราวๆ 2,000-3,000 ศพเลยทีเดียว” ทีมวิจัยเผย

“ที่จริงแล้ว ในหลุมนี้ไม่ได้มีแค่ซากมนุษย์ แต่มีซากศพของม้าและลาอยู่ด้วยที่ก้นหลุม ศพของมนุษย์ที่พบเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย ของผู้หญิงก็พบอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อยมากๆ”

คำถามคือแล้วซากศพ และโครงกระดูกที่มีอยู่อย่างท่วมท้นในหลุมนี้น่าจะมาจากยุคไหนกันแน่ในประวัติศาสตร์

“พวกเขาอาจจะมาจากยุคพระเจ้าซาร์ (Tsarist) นาซี (Nazi ) หรือแม้แต่ยุคแห่งสตาร์ลินรุ่งเรื่อง (Stalinist) ก็เป็นได้” ในตอนแรก นักวิจัยก็จินตนาการไปได้ร้อยแปด

แต่พอพวกเขาเริ่มสำรวจชิ้นส่วนเครื่องแต่งกายของแต่ละศพที่ยังพอเหลืออยู่ อย่างเช่น ตราประดับหมวก ตราบนเม็ดกระดุม หัวเข็มขัด และรองเท้าหนัง ภาพก็เริ่มกระจ่างชัด

นี่คือเครื่องแบบจากกองพลต่างๆ ของพวกทหารฝรั่งเศสเกือบทั้งหมด โดยมีชุดทหารที่มาจากประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลี โปแลนด์ และบาวาเรียปะปนอยู่บ้าง

ในรายงานของพวกเขาระบุชัดว่าพวกเขาเจอชุดของทหารจากกองพลต่างๆ ถึง 40 กองพล โดยส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยทหารราบ และทหารม้า แต่ก็มีพบศพกองทหารอารักขาจักรวรรดิ (imperial guard) ปนอยู่ในหลุมด้วย

ส่วนศพของผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นพวก cantinières, blanchisseuses et vivandières ที่อยู่ในค่ายทหารฝรั่งเศส ทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนกองทัพ เช่น ขายยาสูบ แอลกอฮอล์ เป็นผู้ช่วยแพทย์ เป็นเชฟทำอาหาร และอีกสารพัด

หลักฐานทั้งหมดที่พวกเขาสำรวจเจอนั้นตรงกันเป๊ะกับที่ถ้อยคำที่กองทหารของมิคาอิล คูทูซอฟ (Mikhail Kutuzov) ได้เคยบันทึกเอาไว้“Inciderunt itaque in fossam quam sibi ipsi fecerunt (พวกเขาถูกฝังอยู่ในป่าช้าที่พวกเขาขุดขึ้นมาเอง)”

จากบันทึกระบุว่าในช่วงที่นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ถอยทัพจากรัสเซีย พวกทหารฝรั่งเศสได้ขุดหลุมฝังศพไว้ 8 แห่งในเมืองวิลนิอัส เพื่อกลบฝังเพื่อนๆ ร่วมรบของพวกเขาที่เสียชีวิตไป ราวๆ 37,000 คน

และทางทีมวิจัยเชื่อมั่นว่านี่คือหนึ่งในหลุมฝังศพทั้งแปดของเหล่าทหารหาญจากกองทัพอันลือนามของนโปเลียน ในขณะที่กำลังล่าถอยในสงครามรุกรานรัสเซีย (Russian invasion) ในเดือนธันวาคม 1812

“บางศพที่เรากู้ขึ้นมาได้มีท่าทางที่ไม่เหมือนกับศพที่แค่ถูกโยนลงไปเฉยๆ พวกมันเหมือนถูกฟรีซจนแข็ง มาก่อนที่จะถูกฝัง” ทีมวิจัยของลิธัวเนียตั้งข้อสังเกต น่าสนใจ

บางทีการล้างป่าช้าครั้งนี้อาจจะชี้ชัดได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองทัพของนโปเลียนพังทลายย่อยยับจนแทบไม่เหลือ

เป็นไปได้ว่าเสบียงที่ขาดแคลนและอากาศอันหนาวเหน็บในฤดูหนาวอันหฤโหดของวิลนิอัสอาจจะเป็นต้นเหตุแห่งการวิบัติของกองทัพอันเกรียงไกรของนโปเลียน

ซึ่งก็อาจจะถูกอยู่บางส่วน แต่ทว่าในบันทึกประวัติศาสตร์แทบทุกเล่มระบุชี้ชัดว่า“ตัวแปรสำคัญที่ทำให้กองทัพนโปเลียนงอมพระรามจนต้องยอมล่าถอยแบบหมดรูปในสงครามรัสเซีย” แท้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่สภาพอากาศที่โหดร้าย

แต่เป็น “การระบาดของโรคร้ายที่มี ‘เหา’ เป็นพาหะ”

บางทีการขยายตัวของชุมชนเมือง ก็ทำให้เราเจออะไรที่ไม่คาดคิด ใครจะรู้ว่าการขุดเพื่อเดินสายโทรศัพท์จะนำไปสู่การค้นพบหลุมฝังศพทหารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่กลายมาเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น

หลุมฝังศพโบราณนี้ จะกลายเป็นหน้าต่างที่เปิดให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายจากอดีตแบบที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคำถามที่ว่า “กองทัพนโปเลียนล่มเพราะเหาจริงหรือ”?

คราวหน้ารู้กันครับ…

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ (ไม่) ลับฉบับ ‘เหา’ (4) กองทัพอันเกรียงไกรของนโปเลียนติด ‘เหา’?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...