โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โรคอ้วน’ กับ ‘โรคตับเเข็ง’ ต่างกันหรือไม่ ต่างกันอย่างไร?

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 03.40 น. • The Bangkok Insight

โรคอ้วน VS โรคตับเเข็ง ต่างกันหรือไม่ ต่างกันอย่างไร?

หลายคนอาจมีคำถามว่าโรคอ้วน กับ โรคตับเเข็งต่างกันหรือไม่? อย่างเเรกเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนระหว่างโรคอ้วนคืออะไรเเละโรคตับเเข็งคืออะไร แล้วการที่เป็นโรคอ้วนเเล้วก็ต้องเป็นโรคตับเเข็งด้วยไหม? ในความเป็นจริงเเล้วมันอาจจะไม่ใช่เสมอไป ดังนั้นเรามาทำความรู้จักโรคอ้วนกับโรคตับให้กระจ่างไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

โรคอ้วน

โรคอ้วนคืออะไร?

โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินกว่าปกติหรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญ จึงสะสมพลังงานที่เหลือเอาไว้ในรูปของไขมันตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ตามมา

สาเหตุของโรคอ้วน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เป็นโรคอ้วน มักมีสาเหตุจากปัจจัยภายนอก เพราะมีพฤติกรรมการรับประทานที่ตามใจตนเอง จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย

ปัจจัยภายนอกของโรคอ้วน

  • รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อ ไขมัน แป้ง ของหวาน
  • รับประทานไม่เป็นเวลา กินจุบกินจิบ
  • นั่ง ๆ นอน ๆ เป็นส่วนใหญ่
  • ขาดการออกกำลังกายปัจจัยภายในของโรคอ้วน

ปัจจัยภายในของโรคอ้วน

  • ความผิดปกติของต่อมไรท่อ เช่น ต้อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์
  • ภาวะเครียด
  • จิตใจและอารมณ์
  • กรรมพันธุ์
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • การรับประทานยาบางชนิ
  • อายุ เนื่องจากอายุมาก จะมีการใช้พลังงานน้อยลง

โรคอ้วน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ อ้วนลงพุง และอ้วนทั้งตัว อ้วนลงพุง เป็นโรคที่มาจากการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่อาหารการกิน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย จนทำให้กลายเป็นโรคอ้วนตามมา คนที่อ้วนลงพุง มักจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ทำให้เกิดเมตาบอลิกซินโดรม ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมาก โดยพบว่าคนที่มีลักษณะท้วม

โรคอ้วน

ผลกระทบจากโรคอ้วน

ผู้ที่มีภาวะอ้วน จะส่งผลเสียกับร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและอาการต่าง ๆ ตามมา เช่น

  • โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไขมันในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคไขมันเกาะตับ
  • โรคหัวใจ
  • โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • โรคมะเร็งต่าง ๆ
  • โรคหยุดหายใจขณะหลับ
  • ปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ปวดข้อ ข้อเสื่อมก่อนวัย
  • โรคผิวหนัง เช่น สิว ขนดก ผิวหนังติดเชื้อ มีกลิ่นตัว เป็นต้น

โรคตับเเข็งคืออะไร?

โรคตับเเข็ง คือ ภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉพาะคือการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน การเก็บสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่าง ๆ การทำลายสารพิษ รวมทั้งปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับด้วย

สาเหตุของโรคตับเเข็ง

ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ

  • โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และดี
  • โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง
  • โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ
  • โรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการมีการสะสมทองแดงมากเกินไปในตับ
  • ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
  • ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนอาจกลายเป็นตับแข็งได้
  • การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • การได้รับสารพิษบางชนิด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน
โรคอ้วน

อาการของผู้ป่วยตับเเข็งผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หรืออาจมีอาการเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค ทั้งนี้อาการที่อาจพบได้ เช่น- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ในบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ น้ำหนักลด

  • ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีเต้านมขยายใหญ่ขึ้นพร้อมอาการปวด สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • ขาบวมหรือท้องโตขึ้น เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินถูกผลิตน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำสะสมในขาหรือท้อง
  • ฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีการผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัวลดลง
  • อาการดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากการสะสมเม็ดสีของน้ำดี
  • มีอาการคันที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เนื่องจากสารประกอบของน้ำดีถูกฝังอยู่ในผิวหนัง
  • มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสารพิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรกของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ
  • มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ในร่างกาย
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งจัดเป็นอาการที่รุนแรงและอันตราย แพทย์ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว

ผลกระทบจากโรคตับเเข็งความดันโลหิตในหลอดเลือดพอร์ทัลภายในช่องท้องสูง-โรคตับแข็งจะเพิ่มความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลที่ไหลไปยังตับ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

  • การติดเชื้อ-ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่สามารถต้านทานการติดเชื้อได้ดี ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงมากขี้น
  • ภาวะทุพโภชนาการ-เกิดจากการดูดซึมอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักตัวลดและรู้สึกอ่อนเพลีย
  • ภาวะซึม สับสนจากการทำงานบกพร่องของตับ-เกิดจากภาวะที่มีสารพิษสะสมในร่างกาย เนื่องจากตับที่เสียหาย ไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้ ส่งผลต่อสมอง เกิดความสับสนและเข้าสู่อาการโคม่าได้
  • ดีซ่าน-ผิวหนังและตาขาวจะมีสีเหลือง และปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นเพราะตับไม่สามารถกำจัด สารเหลืองหรือบิลิรูบินออกจากเลือดได้
  • โรคกระดูก-ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งอาจมีความหนาแน่นของกระดูกลดลงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้สูงขึ้น
  • ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูงขึ้น
  • ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวเฉียบพลันแทรกซ้อนในผู้ป่วยตับแข็งเรื้อรัง-ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะกระตุ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลวลง

โรคอ้วน และ โรคตับเเข็ง แตกต่างแต่ส่งผลร้ายไม่ต่างกัน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการไขข้อสงสัยเรื่องความแตกต่างระหว่างโรคอ้วนและโรคตับแข็งที่เรานำมาเสนอวันนี้ จะเห็นได้ว่าสาเหตุการเกิดโรค อาการของโรคและผลเสีย มีความแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับอาการข้างเคียงนั้นน่ากลัวไม่แพ้กัน ดังนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพ อุดรอยรั่วจากสาเหตุการเกิดโรคให้ครบ ก็ห่างไกลจากอันตรายได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...