โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดร.สันติธาร ตั้ง 5 ประเด็นคำถาม จากการผงาดขึ้นของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI จีนที่อาจเปลี่ยนโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ม.ค. 2568 เวลา 16.17 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2568 เวลา 09.17 น.

ดร.สันติธาร ตั้ง 5 คำถามสำคัญ จากการผงาดขึ้นของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI จีนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและอาจเปลี่ยนโลก

วันที่ 28 มกราคม 2568 ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (tdri) โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุถึง 5 คำถามสำคัญที่ตามมา จากการผงาดขึ้นมาของDeepSeek AI ของจีนที่เป็นกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในตอนนี้ โดยระบุรายละเอียดดังนี้

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก แต่ยังมาจังหวะที่สหรัฐเปลี่ยนรัฐบาลพอดี เสมือนเป็นการสะบัดหางครั้งสำคัญของปีงูเล็กเลยก็ว่าได้ และอาจมีผลกระทบในวงกว้างอีกด้วย

ผมมองว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะเปิดอย่างน้อย 5 ประเด็นสำคัญที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ จึงอยากลองแชร์ไว้เผื่อไปช่วยคิดและติดตามกันต่อ

1. จีน vs อเมริกา

การมาของ DeepSeek ตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีเอไอของอเมริกายังนำโลกอยู่จริงไหม หรือจีนสามารถวิ่งไล่กวดได้แล้วแม้จะไม่ได้เข้าถึงชิปคุณภาพสูงสุดที่โดนกีดกันจากสหรัฐฯและพันธมิตร

และหากไล่กวดได้จริงตามตัวเลขการทดสอบความสามารถ AI ต่างๆ ที่ออกมา ต่อไปสหรัฐจะตอบโต้อย่างไร:

  • จะเพิ่มความเข้มข้นของสงครามการค้า-เทคโนโลยี เพื่อให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ได้ยากขึ้นไปอีกไหม หรือ/และ
    • จะทุ่มทุนยิ่งกว่าเดิมสร้างกับโครงการเอไอขนาดยักษ์อย่าง Stargate ที่มูลค่าที่ประกาศเกือบเท่าเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

แต่ในทางกลับกันก็มีคนบอกว่าเพราะไปจำกัดการเข้าถึงชิปของจีนนี่แหละเลยทำให้เขาต้องคิดค้นวิธีใหม่ที่สร้างเอไอได้ประหยัดกว่าเดิม ทำกันดารกลายเป็นสินทรัพย์

2. ความสิ้นเปลืองทรัพยากร

การที่ DeepSeekใช้เงินในการพัฒนาเอไอน้อยกว่าพวกบริษัทเทคโนโลยีดังๆของอเมริกาประมาณ 20-30x และใช้ชิปที่ไม่ได้ทรงพลังเท่า (มีคนบอกว่าชิปที่พวกเขาใช้ แค่นักเรียนปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยในอเมริกายังมีใช้เลย)

ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนและบริษัทเทคฯว่า “เอ้ะ ที่เราลงทุนไปหลายพันล้าน เพื่อให้ได้ชิปที่ทรงพลังที่สุด นี่จริงๆ แล้วมันจำเป็นหรือเปล่า”

สรุปเราจ่ายไปเพื่อซื้อ "เนื้อ’" หรือ "ไขมัน" กันแน่? หรือว่า:

เงินอาจจะไม่ใช้มากขนาดนั้น ชิปอาจจะไม่ต้องทรงพลังขนาดนั้น พลังงานก็อาจจะไม่ต้องใช้หนักขนาดนั้น นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นวงการเทคฯและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องตื่นตระหนกตกใจพานิคร่วงกันเป็นแถวเมื่อวานนี้

3. โมเดลแบบเปิด vs ปิด

คนส่วนใหญ่อาจมองสงครามเอไอเป็นระหว่างสหรัฐ vs จีน แต่สำหรับคนในวงการเทคโนโลยีอีกศึกที่คุกรุ่นมานานคือระหว่างโมเดลแบบเปิด (Open source) ที่เสมือนเปิดสูตรลับ หรือโค้ดให้คนอื่นสามารถเอาไปศึกษา ใช้พัฒนาต่อยอดได้ กับโมเดลแบบปิดที่ไม่ได้เปิดข้อมูลเหล่านี้ เช่น ChatGPT

DeepSeek คือเป็นแบบเปิด จึงทำให้เกิดคำถามว่าโมเดลแบบเปิดนี้มันเจ๋งจนไล่กวดโมเดลแบบปิดที่ซ่อนสูตรลับของตัวเองแล้วหรือ? นึกภาพหากร้านอาหารอร่อยมากๆ เปิดสูตรให้คนเอาไปทำที่บ้าน แล้วทำออกมามันอร่อยไม่แพ้ร้านแพงๆ ที่เก็บสูตรเป็นความลับ ต่อไปใครจะอยากไปจ่ายแพงเพื่อกินที่ร้าน

แต่ก็มีคำถามต่อไปอีกว่าแล้วต่อไป DeepSeek จะยังเปิดสูตรตัวเองไปเรื่อยๆ แบบนี้ไหม หรือวันดีคืนดีก็จะปิดมันและเก็บตังค์ค่าใช้แพงๆ และ/หรือ จะมีการเอาข้อมูลของ User ไปใช้อย่างไรเพราะบางคนก็ห่วงเรื่อง data governance

4. ผู้นำ-ผู้ตาม

DeepSeekใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นในการพัฒนา AI ที่มี ความสามารถใกล้เคียงกับโมเดลรุ่นใหม่ของ OpenAI โดยใช้โมเดลของ OpenAI ช่วยเทรนสอนโมเดลของตนเองด้วย เสมือน OpenAI เป็นจอมยุทธ์ที่ฝึกแทบตายกว่าจะบรรลุเคล็ดวิชาใหม่ แต่พอนักเรียนมาเลียน/เรียนต่อแป๊บเดียวสามารถได้วิชาระดับเดียวกันมาได้ (ภาษานักลงทุนคือ Moat หรือคูเมืองป้องกันปราสาทเรา มันไม่ได้ข้ามยากเท่าที่คิด)

จึงทำให้เกิดคำถามว่าวงการ AI นี่ผู้นำได้เปรียบมากจริงไหม หากผู้ตามสามารถตามได้เร็วขนาดนี้และยังทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก แบบนี้มันยังคุ้มที่จะลงทุนพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำบรรลุเคล็ดวิชาใหม่ๆ ไหม เพราะผู้นำด้านเอไออาจถูกดิสรัปง่ายกว่าที่คิด

5. อนาคตของ AI

ในมุมผู้พัฒนาและลงทุนกับเอไอ คำถามเหล่านี้อาจทำให้ขนหัวลุก แต่ในมุมของผู้ใช้ พัฒนาการนี้ก็อาจมองในมุมบวกได้เช่นกัน

  • ต้นทุนพัฒนาเอไอถูกลงทำให้ค่าบริการถูกลง คนเข้าถึงได้มากขึ้น
    • AI อาจสามารถใช้ทรัพยากรและพลังงานน้อยลง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น
    • โมเดลแบบเปิดอาจทำให้คนเก่งๆ ทั่วโลก สามารถศึกษาและเอาไปพัฒนาต่อยอดได้ สร้าง AI ที่ตอบโจทย์และเหมาะกับบริบทของสังคมตนเอง
    • การพัฒนา AI อาจมีการแข่งขันมากขึ้น Generative AI กลายเป็นเทคโนโลยีโหลๆ ขึ้น ผลักดันให้หลายเจ้าอาจต้องหามุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวอื่นมากขึ้น คิดเรื่องแอปพลิเคชันมากขึ้น ไม่ใช่ทุ่มเงินสร้างมันสมองที่ฉลาดอย่างเดียว จึงอาจทำให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายขึ้น

ในทางกลับกันการที่แต่ละประเทศต่างแข่งกันสร้างสุดยอดเอไออาจทำให้ต่างลดความสำคัญด้านการกำกับดูแลความเสี่ยง ทำให้ยิ่งมีโอกาสเกิดเอไอแบบอันตรายต่อสังคมขึ้นหรือไม่

แน่นอนว่าเรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับDeepSeek อีกมากและก็เป็นไปได้ว่าต่อไปอาจมีการหักมุมจากผู้เล่นอื่นอีกที่ไม่ใช่ DeepSeek เลยก็เป็นได้

แต่อย่างน้อยก็คิดว่า 5 ประเด็นนี้คือคำถามที่เราควรตั้งและช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิดกับเทคโนโลยีที่มีโอกาสเปลี่ยนโลกและกระทบเราทุกคนในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...