“เชน ธนา” เปิดโกดังแถลงกรณี “อมาโด้” เป็นการผิดสัญญาทางแพ่งไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงแต่อย่างใด
“เชน ธนา” เปิดโกดังแถลงกรณี “อมาโด้” เป็นการผิดสัญญาทางแพ่งไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงแต่อย่างใด
จากกรณี “เชน ธนา”ถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญาถูกกล่าวหาฉ้อโกง 79 ล้าน สั่งสินค้าอมาโด้มาจำหน่ายแต่ไม่ยอมชำระ ค่าสินค้าตามที่ปรากฏเป็นข่าว
ล่าสุดเขาเปิดโกดัง นับสินค้าว่าสินค้าที่มีปัญหาอยู่ครบแต่หมดอายุแล้วเพราะมีปัญหา ไม่มีเจตนาโกง และ อ้างว่เพียงเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง โดยไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงแต่อย่างใด
อ่านข่าวต่อ: “เชน ธนา” ร่ำไห้พบตำรวจหลังถูกกล่าวหาฉ้อโกง 79 ล้าน
เขาเผยแพร่ข่าวว่า
ตามที่ ข้าพเจ้า บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด โดย “นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์”กรรมการ ได้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสินค้าที่ปรากฏขึ้นอยู่ในข่าวหรือสื่อสังคมออนไลน์หลายสำนัก โดยข้าฯ ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้าฯ จึงขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนทุกท่าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในส่วนของข้าฯ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ข้าฯ ได้ดำเนินธุรกิจขายสินค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เคยทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย แต่อย่างใด ซึ่งทุกคนได้รับสินค้าที่มีคุณภาพที่ดี และเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคมีความไว้วางใจในสินค้าของข้าฯ ส่วนปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่อง ระหว่างข้าฯ กับคู่กรณี ซึ่งสื่อมวลชนทุกท่านคงเข้าใจว่า หากสินค้ามีคุณภาพและเป็นไปตามที่ตกลงกัน ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ข้าฯ จะไม่ชำระราคา ค่าสินค้ากับคู่กรณี หรือไม่นำสินค้าไปจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค
ซึ่งกรณีพิพาทนี้ เมื่อวันที่ 17ก.ค. 63ข้าฯ ได้รับการติดต่อจากคู่กรณีเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับสินค้า คือ บีฟิน่า (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภทโพรไบโอติกส์) พร้อมกับนำเสนอสรรพคุณของสินค้าว่า มีความโดดเด่นกว่าสินค้าทั่วไปในประเภทเดียวกันที่วางขายในท้องตลาด จากนั้น วันที่ 13พ.ย. 63ข้าฯ ได้เริ่มสั่งซื้อสินค้ากับคู่กรณี แต่คู่กรณีมีการขอขยายเวลาจัดส่งหลายครั้ง
จนในวันที่ 10ก.พ. 64ข้าฯ จึงได้สรุปยอดสั่งซื้อสินค้าจำนวน 3,000,000ซอง และได้รับสินค้าล็อตแรกในวันที่ 1มี.ค. 64จำนวน 85,000ซอง จากนั้นข้าฯ ได้เปิดตัวขายสินค้าครั้งแรกในวันที่ 3มี.ค. 64ปรากฏว่า สินค้าดังกล่าวได้รับความสนใจจากตัวแทนจำหน่ายหรือผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งข้าฯ คาดว่า สินค้าที่สั่งซื้อครั้งนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการซื้อในอนาคต ซึ่งการสั่งซื้อสินค้าต้องใช้เวลาจัดส่งประมาณ 5เดือน เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ในวันที่ 9มี.ค. 64ข้าฯ จึงสั่งซื้อสินค้าเพิ่มในล็อตที่สองจำนวน 4,500,000ซอง สำหรับจำหน่ายต่อไป โดยคู่กรณีได้ทยอยจัดส่งสินค้า และข้าฯ ได้ทยอยชำระราคาตามที่ตกลงกันตลอดมา โดยข้าฯ ชำระเงินสำหรับสินค้าล็อตแรกจนครบถ้วนแล้ว และชำระในล็อตที่สองไปบางส่วนแล้วเป็นเงินประมาณหกล้านบาทเศษ
แต่ในช่วงวันที่ 24มี.ค. 64เป็นต้นมาได้มีข้อพิพาทระหว่างข้าฯ กับคู่กรณีเกิดขึ้น เพราะข้าฯ เพิ่งทราบว่าสินค้าที่ได้รับ มีสรรพคุณ ไม่ตรงตามที่ได้พรรณนาไว้ และไม่สามารถขอใบอนุญาตโฆษณาได้ ส่งผลให้ข้าฯ ไม่สามารถโฆษณาและจำหน่ายสินค้าได้อย่างเต็มที่ จากนั้นข้าฯ กับคู่กรณีได้หารือและเจรจาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตลอดมา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
จากนั้นเมื่อวันที่ 29ก.ค. 65คู่กรณี กลับส่ง หนังสือทวงถาม (ครั้งแรก) ให้ข้าฯ ชำระหนี้ค่าสินค้า ต่อมาในวันที่ 8ส.ค. 65ทั้งสองฝ่ายได้นัดประชุมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยในวันถัดมา คู่กรณีกลับส่งหนังสือทวงถาม (ครั้งที่สอง) ให้ข้าฯ ชำระหนี้ค่าสินค้า ในวันที่ 16ส.ค. 65ข้าฯ จึงมีหนังสือตอบกลับไปยังคู่กรณีเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสินค้าให้ตรงตามคำพรรณนาที่ได้ตกลงกัน ภายใน 30วัน หากเพิกเฉยข้าฯ ขอสงวนสิทธิ ในการบอกเลิกสัญญา
โดยจะคืนสินค้าทั้งหมดพร้อมกับเรียกค่าเสียหายอื่น ๆ ตามกฎหมายต่อไป แต่คู่กรณีก็ไม่ได้มารับสินค้าคืนแต่อย่างใด จากนั้นในวันที่ 24ส.ค. 65ข้าฯ จึงมีหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้ง เพื่อให้คู่กรณีทำการแก้ไขภายในกำหนดระยะเวลาเดียวกันกับหนังสือแจ้งเตือน ฉบับลงวันที่ 16ส.ค. 65แต่เมื่อครบกำหนด คู่กรณีก็ยังไม่แก้ไขหรือมารับสินค้าคืนเช่นเดิม ดังนั้น ในวันที่ 25ต.ค. 65ข้าฯ จึงได้ฟ้องคู่กรณี ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในข้อหาผิดสัญญาซื้อขาย เลิกสัญญา และขอให้คู่กรณีรับสินค้าทั้งหมดคืน ซึ่งหลังจากที่ข้าฯ ได้ยื่นฟ้องคดีจนถึงปัจจุบัน คู่กรณีก็ยังคงไม่มารับสินค้าดังกล่าวคืน นอกจากนี้ ศาลชั้นต้นก็ได้มีคำพิพากษาแล้วว่า เป็นเพียงกรณีการผิดสัญญาซื้อขายสินค้า โดยขณะนี้ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง โดยข้าฯ ไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงแต่อย่างใด ข้อมูลดังที่ปรากฏในข่าว จึงไม่มีมูลความจริง ซึ่งปัจจุบันสินค้าดังกล่าวก็ยังอยู่ในคลังสินค้าของข้าฯ จำนวน 4,904,202 ซอง หากข้าฯ มีเจตนาฉ้อโกงโดยการหลอกให้คู่กรณีส่งมอบสินค้า และนำไปขายแล้ว ก็คงไม่ปรากฏสินค้าดังกล่าวแต่ประการใด