โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่อง 5 Future Trend ในปี 2568 เปิดโผ “หุ้นไทย” โดดเด่นเด้งรับอานิสงส์ (ตอน 1)

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ธ.ค. 2567 เวลา 21.07 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2567 เวลา 09.00 น.

InnovestX พาส่อง 5 Future Trend ที่จะเข้ามาเป็นกระแสหลักในปี 2568 ไม่ได้มีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวการเข้ามาลงทุนธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสของการพัฒนายารักษามะเร็ง พร้อมเปิดโผ "หุ้นไทย" โดดเด่นเด้งรับอานิสงส์เหล่านี้

ในช่วงปลายปี 2567 บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) สรุป 5 Future Trend ที่จะเข้ามาเป็นกระแสหลักของโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ผ่าน Yearbook 2025 โดยชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในFuture Trend เด่นของไทยในปี 2568 คือ Data Center ที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตนั้นจะเร่งตัวขึ้นอีก ไม่เพียงเท่านั้นในภาพรวมแล้วมี 5 เทรนด์ที่น่าจับตาในปี 2568 ดังนี้

1. Wellness Tourism เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีความชัดเจนมากขึ้น

Wellness Tourism มีการเติบโตที่โดดเด่น ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่อย่าง Personal Care & Beauty (การดูแลสุขภาพส่วนบุคคคลความงาม) คาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยในช่วงปี 2565-2570 ที่ 6% ต่อปี ตามมาด้วย Healthy Eating, Nutrition และ Weight Loss (การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพโภชนาการและการลดน้ำหนัก) ที่ 7% ต่อปี และ Physical Activity (กิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ) ที่ 7% ต่อปี

ข้อสังเกต คือ กลุ่มธุรกิจเชิงสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะมีการเติบโตสูงกว่าธุรกิจอื่น ๆ คือ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ที่คาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยในช่วงปี 2022-27 ที่ 17% ต่อปี Wellness Real Estate (อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ) ที่ 17% และ Thermal/mineral springs industry (ธุรกิจน้ำพุร้อน) ที่ 14% ต่อปี

โดยจากการระบาดใหญ่ของโรค COVID-19 ทำให้ผู้คนหันมาตระหนักในความสำคัญของการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น GWI คาดมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลกด้าน Wellness (Global Wellness Economy) จะเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2565 เป็นราว 8.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2570 หรือจะเติบโตเฉลี่ยที่ 8.6%ต่อปี ในช่วงปี 2565-2570

future trend หุ้นไทย

ขณะที่ประเด็นสนับสนุนการเติบโตของ Wellnes คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เทรนด์รักสุขภาพมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 รวมถึงสาเหตุการตายหลักอย่างโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสามารถป้องกันได้

WHO เผยว่าราว 74% ของสาเหตุการตายของประชากรโลกต่อปีเกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Decease: NCD) เช่u โรคหัวใจ โรคมะเร็ง การวิจัยพบว่าการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันจะสามารถลดโอกาสการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้กว่า 80%

ทั้งนี้จากโอกาสได้นำไปสู่เป้าหมาย เมื่อพิจารณาปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ประเทศไทยเป็นอันอันดับที่ 8 ของโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เกือบ 40 ล้านคน และเป็นอันดับ 4 ของโลกในด้านรายได้จากการท่องเที่ยวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวของประเทศไทย

โดยคาดว่าในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปเท่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้ ในขณะที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านบริการสุขภาพระดับโลกด้วยจุดเด่นเรื่องคุณภาพ สะท้อนผ่านทางจำนวนผู้ป่วยต่างชาติของ BDMS และ BH ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้เร็ว

โดยจำนวนผู้ป่วยต่างชาติของทั้ง 2 ผู้ประกอบการในปี 2566 สูงกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แล้ว

future trend หุ้นไทย

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2567 ประเทศไทยประกาศการออกวีซ่าระยะยาววีซ่าดีทีวี (Destination Thailand Visa - DTV) ให้กับชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้ประกอบการดิจิทัล และกลุ่มคนทำงานระยะไกลที่ต้องการใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยได้สะดวกขึ้น

ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่สนใจรับบริการทางแพทย์ด้วย โดยวีซ่านี้ให้สิทธิในการพำนักในประเทศไทยนานถึง 180 วันต่อครั้งและสามารถต่ออายุได้อีก 180 วัน

ขณะเดียวกันประเทศไทยอยู่ในระหว่างการทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) (พ.ศ. 2568 - 2577) โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติเเละอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรของโลก

ตลอดจนมีการขยายตัวมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนจากการจัดอันดับโดย GWI ในปี 2563 ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดในธุรกิจ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ที่ 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 15 ของโลก โดยประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้อยู่ 1 ใน 5 อันดับแรกภายในปี 2570

ขณะที่ความท้าทายของ Wellness Tourism ได้แก่

• การพัฒนาของผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและเพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

• ในปัจจุบันยังไม่ได้มีความชัดเจนของความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน Wellness Tourism มากนัก

• การใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริมสุขภาพตลอดจนถึง Wellness Tourism นั้นเป็นทางเลือกที่เกิดจากพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคเป็นหลัก ทำให้แนวโน้มเทรนด์ส่งเสริมสุขภาพและ Wellness Tourism จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับนั้นอาจจะไม่ได้เห็นมากในระยะสั้น

ทั้งนี้ ความชัดเจนของผู้ประกอบการในเทรนด์นี้เริ่มมีมากขึ้นในประเทศไทย แต่อาจจะยังไม่เห็นประโยชน์มากนักในระยะสั้นเพราะยังมีสัดส่วนรายได้ไม่มาก ทำให้เรามองว่าการลงทุนในหุ้นนั้นต้องให้น้ำหนักกับความแข็งแรงของธุรกิจหลักในปัจจุบันที่จะสามามารถต่อยอดไปกับเทรนด์ Wellness Tourism ซึ่งจะเป็นการเสริมการเติบโตในอนาคต

InnovestX เห็นว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมีพัฒนาการของเทรนด์ Wellness Tourism ในประเทศไทยชัดกว่าธุรกิจอื่น ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ (Medical Tourism)

โดยหุ้นที่มองว่าจะได้ประโยชน์จากเทรนด์ Wellness Tourism ในประเทศไทย เช่น

1) BDMS โดย BDMS มีรายได้ที่เกี่ยวกับ Wellness คิดเป็น 1% ของรายได้รวม โดย BDMS มีการลงทุนในศูนย์ที่เกี่ยวข้องข้องกับ Wellness โดยเฉพาะ เช่น โครงการ BDMS Wellness Clinic ในกรุงเทพฯ และ ภูเก็ต โครงการ BDMS Silver Wellness & Residence (ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2029)

มีความร่วมมือกับโรงแรมในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Wellness โดยบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่โรงแรม เช่น ความร่วมมือกับ MINT ในโรงแรม Anantara Riverside Bangkok Resort by Chao Phraya River และความร่วมมือโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ในการให้บริการด้านเวชศาสตรป้องกันในพื้นที่โรงแรม

นอกจากนี้ BDMS ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ MEDSI Group ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพเอกชนรายใหญ่ของรัสเซีย ในการขยายขอบเขตความร่วมมือทั้งทางด้านการแพทย์ การให้บริการคำปรึกษาทางไกล การดูแลอย่างต่อเนื่อง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยชาวรัสเซีย ทั้งที่พำนักอยู่ในประเทศไทยและเมื่อกลับไปรัสเซีย

2) BH โดย BH มีรายได้ที่เกี่ยวกับ Wellness คิดเป็น 4% ของรายได้รวม BH ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Wellness ผ่านศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (Vitallife Clinic) ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย

และ โครงการรักษ (RAKxa) ซึ่งเป็นศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมภายใต้คอนเซ็ปต์ Fully Integrative Wellness & Medical Retreat ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ศิรอรุณ เวลเบส และ BH เตรียมขยายการให้บริการ Vitallife Clinic ไปยังภูเก็ตจากการเปิดโรงพยาบาลใหม่ในปี 2569

3) SPA เป็นผู้นำในธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพในไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขาในไทยกว่า 75 สาขา ทั้งนี้ หลังการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ลูกค้าต่างชาติซึ่งเป็นลูกค้าหลักกลับมาใช้บริการดีขึ้นต่อเนื่อง

โดย 3Q24 มีรายได้จากลูกค้าต่างชาติคิดเป็น 70% ของรายได้ทั้งหมด (ลูกค้าต่างชาติหลักเป็นกลุ่มชาวจีน และเริ่มมีลูกค้าต่างชาติใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง ยุโรป และอินเดีย) และคาดจะกลับสู่ระดับปกติก่อนเกิด COVID-19 ที่ระดับ 80% ได้ในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้บริษัทยังมีการแตกไลน์ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Wellness เพื่อต่อยอดการให้บริการลูกค้ากลุ่มที่ต้องการผ่อนคลายและสนใจสุขภาพมากขึ้น อาทิ คลินิกกายภาพบำบัด Stretch me clinic

4) MINT ประกอบธุรกิจพักผ่อนและสันทนาการที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วยโรงแรมและรีสอร์ทกว่า 560 แห่ง

ด้วยจำนวนห้องพักรวมกว่า 7.8 หมื่นห้อง และร้านอาหารกว่า 2.6 พันสาขาในประเทศไทยและอีก 64 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง เเอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย ยุโรป และอเมริกา

MINT มีการให้บริการด้าน Wellness คือธุรกิจสปา และล่าสุดได้ร่วมมือกับ BDMS ในการให้บริการ BDMS Wellness Clinic Retreat เช่น การบริการด้านเวชศาสตรป้องกันในพื้นที่โรงแรม Anantara Riverside Bangkok Resort by Chao Phraya River

2. Sustainability กระแสหลักของโลก เติบโตด้วย Renewable Energy และชดเชยด้วย Carbon Credit

ปัจจุบันโลกเราเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติมากขึ้น โดยมีสภาพอากาศของโลกที่รุนแรงแปรปรวน และเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ มากขึ้น

*องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุในวารสารก๊าซเรือนกระจกประจำปีที่เพิ่งออกมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2567 ว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 420 ส่วนต่อล้านส่วน หรือ ppm เมื่อปี 2566 โดยครั้งสุดท้ายที่เราพบ CO2 ในสัดส่วน 400 ส่วนต่อล้านส่วน ในชั้นบรรยากาศ คือ เมื่อ 3 ถึง 5 ล้านปีก่อน*

รัฐบาลของแต่ละประเทศหันมาจริงจังกับเรื่องการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกมากขึ้น จึงเป็นที่มาในการทำข้อตกลงร่วมกัน ในการประชุม Conference of the Parties (COP) ที่มีเป้าหมายสำคัญ คือการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

การประชุมครั้งล่าสุด หรือ COP29 จะจัดขึ้นที่เมืองบากู อาเซอร์ไบจาน ในเดือน พ.ย. 2567 จะเน้นเรื่องการจัดหาเงินทุนสีเขียว (Green Funding) โดยข้อสรุปว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะจัดสรรเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2578 จากเดิม 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงการเข้าถึงกองทุนเพื่อความสูญเสียและเสียหาย

โดยจะมีความพยายายามปรับเงินระดับทุนจาก 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ COP27 โดยเเต่ละภาคีต้องจัดทำ Nationally Determined Contributions (NDCs) ฉบับใหม่ในปี 2568 ที่มีความท้าทายมากขึ้น

หากพิจารณาการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก 10 อันดับแรกของโลกในปี 2565 จะเห็นว่า ประเทศจีน มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากที่สุดที่ระดับ 12,667 ล้านต้น เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมหนัก อย่าง เหล็ก ซีเมนต์ และพลาสติกเคมีภัณฑ์ ซึ่งจีนต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นแหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มาก ค่อนข้างทิ้งห่างอันดับที่ 2 อย่าง สหรัฐฯ ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 2

โดยรวมกระเเสการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีค่อนข้างมากในอนาคต ดังนั้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก จะมีการพัฒนาค่อนข้างมาก อาทิ การพัฒนาพลังงานสะอาดมาทดแทน รวมถึงการชดเชยคาร์บอนเครดิต

future trend หุ้นไทย

พลังงานสะอาดกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริม

การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การให้ความสำคัญและการใช้พลังงานสะอาดถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยในระดับสากลเริ่มมีการให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ ประเทศไทย ที่มีการออกนโยบายแผนพลังงานชาติที่เน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยการเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้าใหม่

โดยมีสัดส่วน RE ไม่น้อยกว่า 50% ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ระบบไมโครกริด ตลอดจนการผลิตเองใช้เอง (Prosumer) ที่มากขึ้น

รวมถึงมุ่งปลดล็อคกฏระเบียบการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อรองรับการผลิตเองใช้เองดังกล่าว การปรับตัวเพื่อรองรับและส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่ากำลังการผลิตพลังงานสะอาด อย่างพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy) ทั่วโลกจะเติบโต 2.7 เท่าภายในปี 2573 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปัจจุบันของประเทศต่างๆ ประมาณ 25%

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่า ของการประชุม COP ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีแผนการพัฒนาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยเน้นพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ที่อยู่ระดับสูง โดยแผน PDP2024 พบว่าแผนการเพิ่มพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% CAGR ในช่วง 2566-2570

future trend หุ้นไทย

Sustainability Trend: โอกาสลงทุน และความท้าทาย

ประเทศไทย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการออกนโยบายแผนพลังงานชาติที่เน้นส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยการเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้า เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 นั้น

ประเทศไทยจึงมีมาตรการออกมาเพื่อบังคับใช้ ได้แก่ กรมสรรพสามิตกำลังเตรียมออกร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งก็จะมีบทลงโทษ อาทิ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ซึ่งเบื้องต้นจะเป็นการเพียงสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทั่วไปเท่านั้น จึงจะแฝงอยู่ในรูปแบบภาษีน้ำมันสรรพสามิตก่อน และหลังจากนั้นจะเริ่มที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน และบริษัททั่ว ๆ ไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ประมาณ 3-5 ปีหลังจากนี้

นอกจากพลังงานสะอาดแล้ว อีกหนึ่ง Future Trend ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต คือ Carbon Credit หลังจากแต่ละประเทศมีการประกาศเป้าหมาย Net Zero แล้ว ซึ่งจะอยู่ระหว่างปี 2050-60-65

คาดว่าแต่ละประเทศจะเริ่มออกมาตรการ อาทิ Carbon Tax (ภาษีคาร์บอน) ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากแต่ละอุตสาหกรรมปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด หรือหาวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกไม่ทัน ก็ต้องซื้อ Carbon Credit มาชดเชย ซึ่งราคาก็ควรจะแพงมากในอนาคตเช่นกัน

ความท้าทาย เป็นต้นทุนส่วนเพิ่มของแต่ละบริษัท เนื่องจากพลังงานสะอาดจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากกว่าพลังงานที่มาจาก Fossil อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงพลังงานในระยะสั้น และหากภาวะเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ รวมถึงต้นทุนอัตราดอกเบี้ยที่สูง จะทำให้การเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนช่วงแรกเกิดช้ากว่าแผนได้

future trend หุ้นไทย

สำหรับ Future Trend ในปี 2568 อีก 3 ประการที่น่าสนใจ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ฟ้าใสไร้มลพิษด้วยนวัตกรรมเชื่อเพลิงการบินที่ยั่งยืน, Data Center เกาะกระแสการใช้งานข้อมูลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Pharmaceutical ตลาดยารักษามะเร็ง การเติบโตที่มาพร้อมความหวังและความท้าทาย สามารถติดตามอ่านได้ในตอนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...