‘แพชชั่นผม ไม่ใช่การเป็นผู้ว่าฯ’ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับ 2 ปีครึ่งที่แฮปปี้ อยากเห็นคนกรุงชีวิตดี
กว่า 2 ปีครึ่งที่ชายร่างแกร่ง ดำรงตำแหน่งพ่อเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.)
ขับเคลื่อนเมืองด้วยมอตโต ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ รับใช้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า แม้จะมีหลายเสียงคอยคอมเมนต์ว่า ไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ก็นับเป็นแบบทดสอบที่ผู้ว่าฯคนที่ 17 ต้องฟันฝ่า รับมือให้อยู่หมัด
ทดไว้ในใจอยู่เสมอ ‘เราเอาใจทุกคนไม่ได้ แต่ขอทำให้เต็มที่ก่อน’
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือทริป คือบุรุษหมายเลข 8 ที่ชนะด้วยคะแนนท่วมคูหา 1.3 ล้านเสียง มากสุดในประวัติศาสตร์ เป็นผู้ว่าฯที่ใช้ชีวิตไปในทาง‘การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด’
จากอดีตวิศวกรโครงสร้างในบริษัทเอกชน อาจารย์รั้วจุฬาฯ หันมาใช้ศาสตร์ด้านวิศวกรรมโยธาและโครงสร้าง ที่ร่ำเรียนจากรั้วสามย่าน และสถาบันชั้นนำในสหรัฐ อาสาเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม แบบโนสนโนแคร์คำว่า ‘ตำแหน่ง’
“ผมไม่ได้อยากมีอำนาจ ผมไม่ชอบ ไม่อยากให้มีคนมาเดินตาม แต่ถ้ามีคนบอก ไฟติดแล้ว น้ำท่วมลงเร็ว แม้ว่าจะนิดเดียว เราก็มีความสุขแล้ว”
กระทั่งปี 2555 ถูกทาบทามให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง นั่งรัฐมนตรี คค. (ที่โลกลืม) ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนกลายเป็นไวรัลจากภาพชายหิ้วถุงแกงเดินเท้าเปล่า เข้าไปใส่บาตร จนถูกจดจำในนาม
‘ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’
เป็นมาแล้วทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ นักบริหารงานชุมชน นักอ่าน นักวิ่ง นักปลูก ใช้เลนส์วิศวกรมองภาพกว้างทั้งโครงสร้าง พลิกการบริหารรัฐราชการแบบใหม่ ใช้ AI ใช้มีม ใช้คอนเทนต์ ใช้วิธีร่วมแรงร่วมใจ ใช้เสียงคนอยู่จริงในการเคลื่อนมหานครให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
“เป็นคนกรุงเทพฯตั้งแต่เกิด ได้เห็นปัญหาและเรียนรู้เมืองจากหลากหลายมุม ผ่านการใช้ชีวิตไม่ต่างจากพวกเราอีกนับล้าน”
เพราะเป็นผู้ว่าฯที่ใช้ขนส่งสาธารณะ วิ่งในสวนทุกเช้า เดินถนน กินข้าวข้างทาง จึงเห็นสารพัดความหนักใจของคนใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้ถึงแก่น ตั้งแต่ระดับเด็ก ผู้บริหาร พนักงานเงินเดือน ยันวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เชื่ออย่างเต็มร้อยว่ากรุงเทพฯดีขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมแรงของคนทุกกลุ่ม
“Passion ผมไม่ใช่การเป็นผู้ว่าฯ แต่เป็นการเห็นชีวิตคนดีขึ้น”
ในวัย 58 นั่งรีแคปผลลัพธ์ของ Traffy Fondue (ท่านพี่ฟ้องดู) แพลตฟอร์มรับเรื่องราวร้องทุกข์ ที่เปิดโอกาสให้ช่วยกันชี้เป้า ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่เขตเข้าไปจัดการได้ฉับไว จนถึงวันนี้มีเสียงร้องเรียนไปแล้วกว่า 772,912 เรื่อง แก้ไขแล้ว 616,321 ความพึงพอใจว่า 80% ทั้งยังใช้เวลาแก้ปัญหาลดลงจากเฉลี่ย 2 เดือน เหลือ 2 วัน
“คนกรุงเทพฯมีความต้องการหลากหลาย ถ้าเราทำ Champion Project สร้างรถไฟฟ้า 1 สาย คนจำนวนมากไม่ได้สนใจ เพราะไม่เคยขึ้นบีทีเอสเลย เขาก็ยังอยู่ฟุตปาธหน้าบ้านเขา ถึงได้บอก หัวใจของ กทม. เส้นเลือดใหญ่จำเป็น แต่เส้นเลือดฝอยก็สำคัญไม่แพ้กัน”
โกลที่ตั้งไว้ในใจยังคงเดิม คำที่ประกาศเจตจำนงเมื่อครั้งลงสมัครผู้ว่าฯในนามอิสระ (2562) ยังเดินต่อ คือเน้น ‘คน ระบบ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ’ ฟื้นจากโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเคลื่อนทุกมิติของเมืองให้ น่าอยู่สำหรับทุกคน
⦁ รีแคปการทำงาน 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง?
เหลืออีกแค่ปีครึ่ง เร็วเหมือนกัน ที่ผ่านมาหลายอย่างเราเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น บางอย่างต้องลงทุนระยะยาว กทม.เองคงไม่มีแค่โปรเจ็กต์เดียว ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ มีเป็นพันเป็นร้อยที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน และค่อยๆ เก็บดอกออกผล
ถามว่านโยบายอะไรเร่งด่วน สำคัญที่สุด พอเรามานั่งคิดจริงๆ แล้ว กทม.มีนโยบายเยอะมาก ไม่มีทางที่สาธารณสุขจะสำคัญกว่าการศึกษาได้ ไม่มีทางว่าน้ำท่วมจะสำคัญกว่าฝุ่น PM2.5 ทุกเรื่องสำคัญหมด
หลักการของเราคือ ทุกคนต้องเดินหน้าในหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ถ้าเราบอกว่า priority คือจัดการน้ำท่วม สำนักอื่นก็สบายลั้นลา แต่อย่างคนที่มีลูก เรื่องการศึกษาสำคัญ คนที่ป่วย สาธารณสุขก็สำคัญ priority ที่เราโฟกัสคือ ‘งานที่ไม่เป็นไปตามเป้า’ หัวใจคือกำหนดเป้าหมายที่ต้องทำในแต่ละวัน ให้ทุกสำนัก ทุกเขต ผู้บริหาร กทม.ต้องไป drive โครงการที่ไม่ตรงตามเป้า
ประชากรแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน เราต้องทำให้ครบมิติถึงจะทำให้ชีวิตคนดีขึ้นได้ เชื่อว่าไม่ได้เลวร้ายนักที่เราเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ดูจากฟีดแบ๊กคร่าวๆ มี 2 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ต้องการรับบริการจาก กทม. เช่น ส่งลูกเรียนโรงเรียน กทม. รักษาที่ รพ.กทม. เขายังใช้ฟุตปาธทางเท้า กทม. รู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้น อันนี้ไม่ได้พูดแบบลำเอียง พูดจากการได้ลงไปจริงๆ 2.กลุ่มที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการ กทม. เขาอาจจะยังไม่เห็นว่าเราทำอะไรลงไป ซึ่งต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น
วิชั่นเราง่ายๆ ไม่ต้องการเป็นเมืองที่ฉลาดที่สุด ยิ่งใหญ่สุด ขอให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน นโยบาย 9 ด้าน 9 ดียังคงอยู่ อนาคตเมืองจะอยู่รอดได้ เพราะมีงานให้ทำ เมืองต้องเป็นตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีแรงงานคุณภาพ ในอนาคตเมืองต้องดึงดูด หรือไม่ก็เก็บคนเก่งไว้ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็อยู่ไม่รอด
⦁ แก้ปัญหาน้ำท่วมขังถือว่าดีขึ้น?
ด้วยฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้น้ำท่วมหลายจุด ตอนที่เข้ามาจึงสำรวจจุดน้ำท่วมใหม่ ก็พบว่าเสี่ยง 737 จุด แก้ไขแล้ว 115 จุด เสร็จบางส่วน 165 จุด อยู่ระหว่างแก้ไข 323 จุด รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม ลดระดับน้ำในคลองเพื่อรองรับฝน การขุดลอกคูคลอง ลอกท่อระบายน้ำ มีสถานีสูบน้ำ 195 แห่ง บ่อสูบน้ำ 376 แห่ง ประตูระบายน้ำ 248 แห่ง อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 4 แห่ง การขุดลอกคูคลอง การเตรียมความพร้อมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายคนก็สะท้อนเสียงออกมาว่าแม้ว่าน้ำจะท่วม แต่ระบายเร็วขึ้น
⦁ ปัญหาค้างคากับ บีทีเอสเป็นอย่างไรบ้าง?
มีการออกโฆษณาทวงหนี้บนรถไฟฟ้า ทำหลายคนอึ้ง! ทำให้ปีที่ผ่านมา กทม.มีการชำระหนี้ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กว่า 37,686 ล้านบาท แต่ กทม.ยังมีหนี้ที่ต้องชำระคืนอีกกว่า 25,000 ล้านบาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) ที่จะต้องมีการเจรจากันเร็วๆ นี้
เรื่องบีทีเอส เป็นเรื่องที่หนักใจ เป็นตัวกินเงินเราไปเยอะ ถ้าเราไม่ต้องจ่าย ผมทำโรงพยาบาลได้อีก 10 แห่งเลย มีเงินอีกเยอะแยะไปทำมหาศาล อย่าลืมว่าเงิน 3 หมื่นล้านบาท ต้องเอาไปจ่ายสิ่งในอดีต ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทำ และมีประโยชน์ต่อเมือง เพราะคนใช้บริการเยอะจริง
ส่วนเรื่องระบบการขนส่งทางราง แบ่งเป็น 2 เรื่อง 1.การโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน และสีเทา ให้แก่ คมนาคม โดยผ่านมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เรียบร้อยแล้ว เนื่องจาก กทม.ไม่เงินลงทุนในการก่อสร้าง และการไม่เชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
อย่างนโยบายรัฐบาลรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ท่านนายกฯยังถามอยู่เลยว่าทำได้ไหม กทม. ผมบอกว่าเราติดสัญญาสัมปทาน เราไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเขาเลย ถ้ารัฐบาลจะทำ เราก็ยินดีเลย เพราะว่าเรามีเรื่องอื่นอีกเยอะแยะที่ต้องทำ
2.การเจรจากับบีทีเอสซี ผู้ให้บริการ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาจ้างเดินรถไปถึงปี 2585 แต่ในปี 2572 ตัวสัญญาสัมปทานเดิมจะหมดอายุ ต้องมีการเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งต้องมีการจ้างที่ปรึกษา เพื่อประโยชน์ประชาชนสูงสุด ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือกที่ปรึกษา
⦁ ปัญหาคนออกขอทานต่างด้าว คนไร้บ้าน มีการจัดการอย่างไร?
‘ขอทานต่างด้าว คนไร้บ้าน’ เป็นแบบทดสอบช่วงส่งท้ายปี โดยเฉพาะขอทานต่างด้าว ที่มาปักหลักแถวนานา ยาวไปจนถึงพระโขนง ไม่นานมานี้ก็ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขอให้ตำรวจช่วยจับกุม ส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนทางคนไร้บ้าน กทม.เตรียมจัดระเบียบครั้งใหญ่ ให้ไปอยู่สถานที่พักฟื้นบ้านอิ่มใจ ที่การประปาแม้นศรี
ต้องแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ คนไร้บ้าน ขอทาน คนต่างด้าว โดยต้องจัดการกับคนต่างด้าวก่อน เพราะเข้ามาผิดกฎหมาย ซึ่งได้ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และตำรวจ จับส่งออกไปทางชายแดน ส่วนขอทาน ถ้ามีการแจ้งเข้ามาก็จะมีการกวดขันร่วมกับทาง พม. ส่วนคนไร้บ้าน ดูแล้วอาจจะเยอะ แต่ไม่ได้เยอะมากอย่างที่เราคิด ต้องแยกระหว่างคนจนเมือง กับคนไร้บ้าน สมมุติไปแจกอาหารที่ ถนนราชดำเนิน จะมีคนจนเมืองมารับกว่า 90% คนไร้บ้าน 10% แต่พอคนรู้ว่ามีการแจกอาหารก็จะขออาหารร่วมด้วย กทม.มีการนับคนไร้บ้าน โดยการให้พี่กวาดถนนนับพร้อมกันตอนตี 4 ก็มีประมาณ 400-500 คน ตัวเลขอาจจะไม่ถึงหลักพัน หลักหมื่น ก็คงค่อยๆ แก้ไขไป
อย่าไปมองว่าเขาเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งเขาเป็นคนโชคร้าย อาจจะเป็นคนต่างจังหวัดหางานทำไม่ได้ หลักๆ คือต้องฟื้นฟู ให้สิทธิเขาเหมือนประชาชนทั่วไป อีกปัญหาที่เจอคือคนไร้บ้านบางทีมาอยู่เพราะว่ามีการแจกอาหาร โดยเฉพาะตามถนน แจกตังค์ ทำให้เขาต้องอยู่ริมถนน เพราะต้องรอแจกอาหาร ถ้าเราจัดเป็นหมวดเป็นหมู่ เช่น ถ้าไปอยู่ที่บ้านอิ่มใจ เอาอาหารไว้ตรงนี้ เขาก็จะไปจุดที่มีอาหาร เราต้องแก้ที่แรงจูงใจเขาด้วย ผมเจอคนไร้บ้านทุกเช้าที่ออกมาวิ่ง มีคนนึงเขาเป็นไกด์ พอมีจังหวะเขาก็กลับไปเป็นไกด์ ต้องพยายามหางานให้พวกเขาด้วย
ถ้าอยู่ยาวต้องให้ พม.เป็นผู้ดูแลต่อ เพราะมีศูนย์ดูแลระยะยาว ที่บ้านอิ่มใจอาจจะให้พักหนึ่งคืน เป็นที่พักพิงชั่วคราว ไว้ตัดผม อาบน้ำ ทำบัตรประชาชน ดูสิทธิต่างๆ หางานให้ทำ ถ้าไม่มีก็ส่งกลับภูมิลำเนา
⦁ เรื่องที่ไม่เป็นไปตามเป้าของปี 2567?
เป็นตัวโครงการที่มีความล่าช้าในปีงบ 2567 เช่น โครงการมอเตอร์ไซค์กู้ชีพ (Motorlance) ให้ครบ 50 เขต โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีดับเพลิง ที่ยังออกแบบล่าช้าอยู่ เช่น ที่เขตสายไหม เพราะยังมีประชาชนรุกล้ำที่ดิน โครงการก่อสร้างเขื่อนคลองเปรมประชากร ที่ กรุงเทพฯเหนือยังมีบ้านเรือนประชาชนรุกล้ำคลอง แต่ก็เป็นเรื่องหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พอมีเป้า เราก็จี้ได้ อันไหนที่ไม่ตรง ก็เรียกมาคุย
⦁ อะไรคือความยากในการบริหาร?
เป็นเรื่องความโปร่งใส ที่ผ่านมาดีใจที่ข้าราชการจำนวนมากปรับกับเรา พี่กวาดถนน คนเก็บขยะ ก็ทำงานหนักขึ้น บางทีมีคนจำนวนนึงเป็นตัวที่ทำให้ภาพลักษณ์เสียไป ถ้าเราไม่พูดเรื่องความโปร่งใส เราคงไปไม่รอด ซึ่งก็มีเครื่องมือการโยกย้ายแต่งตั้ง เราใช้หลักการอาวุโส บวกกับความสามารถ ไม่เคยมีนโยบายเก็บตังค์ค่าโยกย้าย ถ้าเราตั้งคนไม่ดีเราเจ๊งเลย ถ้าไปรับตังค์จากคนไม่ดี เราเป็นทาสเขาไปตลอดชีวิต เราเอาคนเก่งๆ เข้าสู่หน้าที่ เราไม่มีทางเก่งกว่า ผลงานผมไม่มีทางดีกว่าคนที่ผมแต่งตั้งได้ หัวใจเราต้องใช้ระบบความสามารถ ให้โอกาสคนเก่งได้มาทำงาน ก็จะลดเรื่องพวกนี้ได้
อย่างที่บอก ทำดีก็โดนด่า บางเรื่อง อย่างกรณีผู้รับเหมาเทปูนบนฟุตปาธ จนเก้าอี้ที่รอรถเมล์จมไปกับปูนด้วย กลายเป็นว่าเรื่องเล็กๆ ทำให้คนลืมโครงการใหญ่ที่ยกระดับถนนให้ดีขึ้น ถึงต้องบอกให้ ผอ.เขต ผอ.สำนักต่างๆ ลงไปดู ต้องไปเดินให้ละเอียด ให้เห็นเหมือนฝ่ามือตัวเอง เรื่องนี้ไร้สาระแต่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำถนนทั้งเส้นไม่ได้พูดถึงเลย
⦁ การขออนุญาตก่อสร้างทางออนไลน์ ประมูลรถขยะไฟฟ้า เป็นมาอย่างไร?
กทม.มีการปรับปรุงระบบการขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์ เพื่อลดการรับเงินใต้โต๊ะ ปัจจุบันตั้งเป้าให้การขอใบอนุญาตทั้งหมดต้องผ่านออนไลน์ รวมถึงการสร้างความโปร่งใสด้านอื่นๆ เช่น การใช้งบน้อยลงในการจัดการขยะฝังกลบ จากเดิม 700 บาทต่อตัน เป็น 500-600 บาทต่อตัน ประหยัดลงวันละ 500,000 บาท รวมถึงการจัดการขยะทั้ง 16 โครงการ เช่น จ้างเอกชนกำจัดสิ่งปฏิกูล ไขมัน เก็บขน/กำจัดมูลฝอย และเช่ารถเก็บขน ตั้งแต่ปีงบ 2566 ถึงปัจจุบัน ประหยัดงบประมาณ 3,572.83 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.23 เมื่อเทียบกับสัญญาโครงการที่ทำก่อนปี 2566
รถขยะไฟฟ้าเป็นตัวอย่างสำคัญเลยว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่าย เพราะเป็นสิ่งที่ทำกันมานาน 20-30 ปี มีทั้งคนที่เสียผลประโยชน์ ทั้งกลัว แต่เชื่อว่าก็ต้องทำ สุดท้ายแล้วที่ประมูลชั่วคราวก็เป็นรถน้ำมัน ลดราคากลางไปได้ 30%
เรารู้สึก 2 ปีที่ผ่านมา ได้ความไว้ใจจากประชาชนมากขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่ได้ขาดงบแต่ขาดความไว้วางใจจากประชาชน เหมือนกับต่างคนต่างอยู่ แต่พอเราทำให้เขาไว้ใจขึ้น หลายๆ อย่างประชาชนมาช่วยเรามหาศาลเลย พวกเราจัดงานอะไรกันไม่เป็นหรอก จะเห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีเอกชนเข้ามาร่วม ทราฟฟี่ฟองดูว์ก็คือความไว้ใจที่ประชาชนให้เราเลย ถ้าไม่ไว้ใจก็คงไม่ด่ามา 8 แสนเรื่อง ไม่ควักโทรศัพท์มาถ่ายรูปแล้วแจ้งเรา
⦁ นโยบายดูแลคนพิการ ทำอะไรไปแล้วบ้าง?
เราจ้างงานคนพิการเยอะที่สุดแล้วกว่า 400 คน มีการปรับฟุตปาธทางเท้า ในอนาคตกำลังมี ‘ศูนย์ฟื้นฟูศักยภาพเด็กพิการ’ โดยเฉพาะเด็กหูหนวก ได้ไปคุยกับสมาคมคนหูหนวก ว่าไม่มีที่ให้เด็กฝึกพูด พอไปเรียนร่วมกับเด็กปกติจะเรียนไม่ทัน ต้องมีการตั้งศูนย์เพื่อให้เด็กมาเรียนตรงนี้ก่อน พัฒนาภาษาแล้วค่อยกลับไปเรียนร่วม เรื่องของคนพิการ ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่หมายถึงการให้อาชีพ ให้โอกาสทางเศรษฐกิจ และให้ความรู้
⦁ ได้ยินว่ามีการเชื่อมโยงข้อมูลกล้องจราจรกับทาง ตร.ด้วย?
ต่อไปจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกล้องจราจรของ กทม. กับระบบใบสั่งของทาง ตร. ในระบบ Police Ticket Management โดยมีการให้เงินสนับสนุนในงบปี 2568 เกือบ 5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อก่อนทาง กทม.ต้องส่งภาพไปให้ตำรวจเลือกรูปแล้วออกใบสั่ง ซึ่งระบบใหม่จะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลออกใบสั่งจราจรได้อัตโนมัติด้วย
⦁ ผลงานสาธารณสุข การศึกษา?
นโยบายสาธารณสุข และการศึกษาใช้เวลานานในการก่อผล อย่างที่บอกคนไม่เข้าใจว่าทำอะไรบ้าง แต่มันจะต้องเห็นผลแล้วล่ะ มีคนโทรมาชมว่าโรงพยาบาลสิรินธร บริการดีขึ้นมากใน 2 ปีที่ผ่านมา เราจะทำยังไงให้คนเห็น
⦁ มีบทบาทด้านงานต่างประเทศด้วย?
ตอนแรกไม่คิดว่าจะทำด้านต่างประเทศ แต่พอมาเป็นผู้ว่าฯ ถึงรู้ว่าสำคัญ คือเชื่อมโยงเรากับทั้งโลก เขามีตัวอย่างที่ทำสำเร็จแล้ว แก้ปัญหาของเมืองได้ ดึงนักท่องเที่ยวนักลงทุนเข้ามา ซึ่งได้ผลดี มีการแลกเปลี่ยน เมืองพี่เมืองน้อง อย่างโครงการ Food Bank ก็ได้แนวคิดจากเมืองมิลาน การลดทุจริตคอร์รัปชั่น มาจากอังกฤษ อเมริกาก็ช่วยเราหลายด้าน ก็เป็นตัวนึงที่อนาคตกรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่เชื่อมโยงโลกให้ได้
⦁ เมกะโปรเจ็กต์ในอนาคตมีไหม?
ก็มีโครงการเขื่อนกันน้ำทะเลกัดเซาะเขตบางขุนเทียน กว่า 2,000 ล้านบาท โครงการศูนย์ราชการที่เขตคลองสาน บนพื้นที่ 12 ไร่ โดยจะรวมที่ดินสำนักงานเขตคลองสาน สำนักการศึกษา แล้วเพิ่มหอศิลป์ ของฝั่งธนบุรีเข้าไปด้วย
⦁ ชาวโซเชียลบางส่วนชอบแซะว่า ศึกษามาแล้ว 2 ปี?
โอ้ยยยย ก็พูดแบบนี้เหมือนเดิม ไม่ท้อ ทำดีที่สุดแล้ว
⦁ มีข้อครหาว่าผู้ว่าฯทิ้งโครงการพัฒนาคลองโอ่งอ่าง?
สมัยก่อนใช้เงินลงไปเท่าไหร่ แต่ก่อนที่มันดังเพราะมีออร์แกไนเซอร์ไปจัดงาน แต่ผมว่าทุกชุมชนอยู่ด้วยออร์แกไนเซอร์ไม่ได้ ต้องพัฒนาอัตลักษณ์ ปัญหาของคลองโอ่งอ่างคือเป็นหลังบ้านของคน ซึ่งก็มีการทำสำเร็จบางส่วน เช่น ตรงลิตเติ้ลอินเดีย หน้าที่เราต้องประคับประคองให้เขา และให้หาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอว่าคืออะไร
ถ้าจัดอีเวนต์ทุกวัน จัดได้ ถ้ามีตังค์ไปจ้างคน แต่ชุมชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ต้องไปดูที่ทรงวาด เขาก็พัฒนาชุมชนขึ้นมาเองได้ ผมว่าอย่าไปกังวลเรื่องนี้มาก เพราะว่าต้องเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่พัฒนาตัวเอง
⦁ ให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่?
ตัวเองผมให้ 5 ทีมงานผมให้ 8-9 ทำได้ค่อนข้างดี หลายเรื่องก็ไม่คาดคิดว่าจะทำได้ดี ทำงานหนักทุกคน หน้าที่เราไม่ใช่เอาใจข้าราชการ ข้าราชไม่ชอบผมก็เยอะ จะเปิดให้ประชาชนโหวต เดี๋ยวก็มีสำนักโพลต่างๆ ทำให้อยู่แล้ว
เราเลือกรองผู้ว่าฯได้ดี เราต่อเนื่อง ผมไม่ต้องเปลี่ยนรองผู้ว่าฯ เราเป็นอิสระ เราไม่ต้องไปฟังคนอื่น เชื่อมั่นในทีม ซึ่งก็ทำงานได้ดี ที่เราเลือกมาไม่ต้องมีใครฟังใคร ทุกคนก็ทำงานแมชต์กันได้อย่างดี แต่รองผู้ว่าฯ น้อยไปหน่อย น่าจะมีเยอะกว่านี้
⦁ จะลงเลือกตั้งอีกสมัยไหม?
ลงดีไหม เดี๋ยวดูก่อนละกันมีประโยชน์ต่อประเทศชาติไหม ส่วนจะใช้ทีมงานเดิมไหม ของผมมันง่าย ผมไม่ได้ใช้ตังค์หาเสียงอะไรเลย ผมตัดสินใจได้วันเดียวเลยว่าจะลงไม่ลง เพราะผมไม่ต้องใช้ทุน เราไม่เคยใช้ มันก็จะง่าย
Passion ผมไม่ใช่การเป็นผู้ว่าฯ แต่เป็นการเห็นชีวิตคนดีขึ้น นิดเดียวเราก็แฮปปี้แล้ว ผมไม่ได้อยากมีอำนาจ ผมไม่ชอบ ไม่อยากให้มีคนมาเดินตาม แต่ถ้ามีคนบอก ไฟติดแล้ว น้ำท่วมลงเร็ว แม้ว่าจะนิดเดียว เราก็มีความสุขแล้ว ถ้าคนด่าก็ยิ่งดี ยิ่งเห็นเป้าที่ชัดเจนขึ้น ทำให้เราก็สบายๆ เพราะเราไม่ได้ยึดติดกับอำนาจอะไร ถ้าเกิดทำได้ต่อก็ทำต่อ แต่ถ้าถึงจุดนึงมีคนอื่นดีกว่า เราก็ต้องให้คนอื่น
⦁ มีวิธีอย่างไรในการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน?
อย่างไปงานกาชาดที่ผ่านมา มีคนขอบคุณเราเยอะมาก คือเขาไม่ได้ตะโกนด่าเรา อย่างน้อยก็ได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเขาดีขึ้น แต่ก็จะมีอีกกลุ่มที่ชอบถามว่า ‘ทำไรวะ’ ซึ่งเราก็คงเอาใจทุกคนไม่ได้ หลักๆ คือทำงานให้เต็มที่ แต่อย่าประชาสัมพันธ์เยอะ เยอะไปก็เหมือนยัดเยียด คือถ้าเกิดเขาไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น แสดงว่าเรายังทำไม่ดีพอ
อย่างน้อยไฟหน้าบ้านเขาดวงนึงสว่าง ทราฟฟี่ฟองดูว์ช่วยนะ เพราะทุกคนที่มีปัญหาเราไปทำให้เขา เขาจำได้เลย
ศศวัชร์ คมนียวนิช – เรื่อง
วรพงษ์ เจริญผล – ภาพ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แพชชั่นผม ไม่ใช่การเป็นผู้ว่าฯ’ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับ 2 ปีครึ่งที่แฮปปี้ อยากเห็นคนกรุงชีวิตดี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th