โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'บอลจบ คนไม่จบ' สมรภูมิฟุตบอลไทย-เวียดนาม เมื่อกีฬากลายเป็นสงคราม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ม.ค. 2568 เวลา 02.20 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 02.20 น.

Agora ฅ กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

‘บอลจบ คนไม่จบ’

สมรภูมิฟุตบอลไทย-เวียดนาม

เมื่อกีฬากลายเป็นสงคราม

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ASEAN Mitsubishi Electric Cup 2024 โดยทีมชาติเวียดนามบุกมาคว้าแชมป์กลับฮานอยไปด้วยการเอาชนะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย 3:2 ถึงถิ่นราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2568 พร้อมกับดราม่าร้อนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการตัดสินที่น่ากังขาของกรรมการ

รวมทั้งประตูสุดสวยแต่เต็มไปด้วยข้อถกเถียงมากมายของ “เช็ค” สุภโชค สารชาติ มิดฟิลด์ชื่อดังของไทยจากสโมสรคอนซาโดเล ซัปโปโร อันนำมาสู่วิวาทะเดือดเต็มโลกโซเชียล ทั้งจากบรรดาแฟนบอลและนักฟุตบอลเวียดนาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ราฟาเอลสัน เบเซอร์รา เฟอร์นันเดส” (Rafaelson Bezerra Fernandes) หรือ “เหงียน ซวน ซอน” (Nguy?n Xu?n Son) ดาวยิงเลือดบราซิลที่โอนสัญชาติมาเล่นให้ทัพดาวทองในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งต่างกับไทยที่ยอมรับเฉพาะนักเตะลูกครึ่งเท่านั้น เพราะสายเลือดไทยในตัวน่าภาคภูมิใจกว่า “รวยทางลัด” ด้วยการดึงนักเตะสายเลือดอื่น

แมตช์หยุดโลกระหว่างไทยกับเวียดนามซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เอล กลาซิโอ” (El Cl?sico) แห่งภูมิภาคอาเซียน จบลงโดยเวียดนามคว้าแชมป์สมัยที่สาม และเหงียน ซวน ซอน หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “เซือน ซอน” หัวหอกแซมบ้าที่เพิ่งได้รับสัญชาติเวียดนามมาหมาดๆ พิชิตรางวัล MVP หรือผู้เล่นทรงคุณค่าประจำทัวร์นาเมนต์ (Most Valuable Player)

ในขณะที่ไทยยังคงหยุดสถิติการคว้าแชมป์เอาไว้ที่เจ็ดสมัย และ “แบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา สตาร์หนุ่มวัย 22 ปี ที่คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมไปเป็นการปลอบใจ

แม้การแข่งขันจะจบลงที่ฝ่ายเวียดนามเป็นผู้สมหวัง แต่หลังเกมบรรดาแฟนบอลเวียดนามยังคงโหมกระหน่ำใส่โซเชียลมีเดียของนักฟุตบอลไทยและเพจฟุตบอลอาเซียนต่างๆ อย่างหนักหน่วง จากการที่สุภโชคทำประตูให้ทีมไทยด้วยการซัดไกลแทนที่จะส่งบอลกลับให้เวียดนาม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นผู้รักษาประตูเวียดนามโยนบอลออกข้างสนามเมื่อมีผู้เล่นเวียดนามนอนอยู่

ซึ่งแม้สุภโชคจะไม่ได้ทำผิดกติกาแต่อย่างใด ทว่า โดยทั่วไปแล้วถือเป็นธรรมเนียมว่าฝ่ายตรงข้ามควรส่งบอลคืนกลับให้ฝ่ายที่เคลียร์ลูกออก แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้นจึงเกิดการปะทะอารมณ์กันอย่างดุเดือดตามมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกมร้อนแรงเกินขีดปกติไปไกล ก็เพราะการทำหน้าที่ของทีมผู้ตัดสินจากเกาหลีใต้ที่ค้านสายตาผู้ชมอย่างมาก และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามได้ ทำให้นักฟุตบอลตอบโต้กันเองอย่างรุนแรงราวกับอยู่ในสนามรบ

ตัวอย่างเช่น หลังเหตุการณ์ที่สุภโชคทำประตูที่สองให้ไทยได้ นักฟุตบอลเวียดนามก็หันมาเล่นงานสุภโชคอย่างเปิดเผยโดยผู้ตัดสินก็ปล่อยปละละเลย จนนำมาสู่การได้ใบเหลืองที่สองของ “เตอร์” วีระเทพ ป้อมพันธุ์ ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

จากนั้นบรรยากาศในสนามก็ยิ่งตึงเครียดและเลวร้ายลงทุกขณะ

เสียงก่นด่ากรรมการขยายวงไปถึงการทำหน้าที่ของสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนหรือ AFF ด้วย เนื่องจากการเลือกทีมผู้ตัดสินจากเกาหลีใต้ที่มีสัญชาติเดียวกับ “คิม ซัง ซิก” เฮดโค้ชของเวียดนาม ซึ่งถูกมองว่าไม่เหมาะสมและอาจทำให้เกิดความไม่เป็นกลางได้

กรณีการตัดสินของกรรมการถูกตั้งคำถามมาก่อนหน้านี้แล้วจากบทบาทของผู้ตัดสินชาวกาตาร์ที่ทำหน้าที่ในนัดแรกที่เวียดนาม กระทั่งกลายมาเป็นวิกฤตมาตรฐานการตัดสินที่กรุงเทพฯ ในนัดที่สอง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่อง VAR ในรอบชิงชนะเลิศที่มีก็เหมือนไม่มี ไม่รวมกับนัดอื่นๆ อย่างเช่นที่มะนิลา ซึ่ง VAR เสียจนไม่สามารถใช้การได้ในระหว่างแข่งขัน

สมรภูมิฟุตบอลอาเซียนกลายเป็นสงครามระหว่างแฟนบอลสองชาติหนักขึ้นหลังการแข่งขันยุติไปแล้ว จากการถาโถมเข้ามาซัดกันนัวเนียในโลกโซเชียลตามแพลตฟอร์มต่างๆ เมื่อบอลจบแต่คนไม่จบ

พอเวียดนามไม่ยอมจบ ไทยก็โต้กลับ เกิดความเกลียดชังระหว่างกันจนคาดหมายว่าศึกฟุตบอลซีเกมส์ปลายปีนี้ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคงเป็นยิ่งกว่าศึกแห่งศักดิ์ศรีแน่นอน แต่จะเป็นสงครามที่อุดมไปด้วยแรงแค้นอันร้อนแรงตามมา

เชื้อเพลิงที่โหมไฟให้คุโชนแม้นัดชิงจบลงไปหลายวันแล้วไม่ได้มาจากแฟนบอลแต่เพียงอย่างเดียว ทว่า มาจากสื่ออีกด้วย เมื่อสื่อต่างๆ ของเวียดนามยังคงขยี้ดราม่าเรื่องลูกยิงของสุภโชคอย่างต่อเนื่องทุกวัน พร้อมกับวาทะเผ็ดร้อนจากนักเตะเวียดนามรายต่างๆ

วาทะที่กระฉ่อนที่สุดมาจากเหงียน ซวน ซอน นั่นเอง จากการที่เขาไปคอมเมนต์ด่าสุภโชคในเพจ ASEAN United FC ใต้คลิปที่สุภโชคกับแฟนสาวกำลังกอดปลอบใจกันว่า “Idiot” หมายถึงไอ้งั่ง งี่เง่า น่าเกลียด ทุเรศ อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ไอ้โง่แบบที่หลายสื่ออ้าง เพราะการด่าในบริบทนี้ไม่เกี่ยวกับสติปัญญาอะไรเลย แต่เป็นลักษณะประณามหยามเหยียด ซึ่งทำให้แฟนบอลไทยเดือดดาลมาก

แต่ในอีกด้านหนึ่งซวน ซอนก็ได้ใจแฟนเวียดนามเข้าไปใหญ่ การเดินทางกลับฮานอยของเขาในครั้งนี้จึงได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษของชาติ และได้รับการยอมรับเป็นชาวเวียดนามเต็มตัว

ควันหลงจากเกมในสนามสะท้อนให้เห็นถึงการที่กีฬาเป็นมากกว่ากีฬา ทว่า เป็นสารพัดมิติ ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม

และไม่อาจแยกขาดจากความเป็น “ชาตินิยม” ได้เลย

กีฬานั้นไม่ใช่แค่เกม แต่มีอิทธิพลที่กำหนดความสุขความทุกข์ของผู้คน ความสำเร็จหรือล้มเหลวของทีมชาติจึงผูกพ่วงอารมณ์ร่วมของประชาชนไปด้วย

กรณีไทยกับเวียดนามยิ่งเห็นได้ชัด เพราะสถานะของไทยในสายตาชาวเวียดนามไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงคู่ปรับตัวฉกาจด้านฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่แข่งในทุกๆ เรื่อง

ดังนั้น ชัยชนะที่ทัพดาวทองมีต่อทีมช้างศึกจึงเป็นเรื่องใหญ่และมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด ความพยายามโอนนักเตะต่างชาติของเวียดนามก็เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ และปูทางไปสู่ชัยชนะในสงครามนั่นเอง

ในขณะที่ชาวไทยจำนวนหนึ่งใช้เวลาไม่น้อยกับการทุ่มเถียงกันเรื่อง “ก้าวข้ามอาเซียน” แต่ชาวเวียดนามมุ่งมั่นจะคว้าบัลลังก์อาเซียนมาครองให้ได้แบบไม่ลังเล

แฟนบอลไทยหลายคนเสนอว่าให้ส่งเยาวชนไปแข่งแทน ราวกับว่ามาตรฐานฟุตบอลของไทยเหนือกว่าใครๆ แบบไม่เห็นฝุ่น ความคิดเช่นนี้ไม่น่าจะถูก อันที่จริงไทยควรก้าวข้ามอาเซียนในความหมายของการยกระดับมาตรฐานขึ้นไป ให้มีลุ้นกับฟุตบอลโลกและการันตีชัยชนะในอาเซียนได้ทุกรายการ หาใช่การดูถูกดูแคลนการแข่งขันในระดับภูมิภาคและไม่เตรียมพร้อมให้เต็มที่

ทีมชาติไทยไม่ว่าชุดใดก็ล้วนแข่งขันในฐานะตัวแทนประเทศ จึงต้องมีเป้าหมายพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้นพร้อมๆ กับรักษาแชมป์เดิมที่เคยได้ เหมือนที่ฟุตซอลชายกับวอลเลย์บอลหญิงเป็น โดยให้ความสำคัญกับทุกรายการอย่างมียุทธศาสตร์ ตลอดจนปรับตารางการแข่งขันให้สอดคล้องกันระหว่างลีกอาชีพกับทีมชาติ แบบไม่ต้องปิดลีกให้ทีมชาติอย่างที่เวียดนามทำ

ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยากแต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ และมิใช่เอาแค่บางรายการแล้วละเลยบางรายการ แบบที่บางกลุ่มเสนอให้ส่งเยาวชนไปแข่งแทน ทั้งๆ ที่มีเวทีของเยาวชนมากมายอยู่แล้ว และการแข่งขันซีเกมส์ก็ใช้ทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี จึงไม่มีความจำเป็นต้องส่งชุดเยาวชนไปแข่งขันซ้ำซ้อนกันอีก

นอกจากนั้น การแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนยังเป็นเวทีเดียวที่ฟุตบอลทีมชาติไทยมีลุ้นคว้าแชมป์อย่างแท้จริง ต่างกับระดับทวีปซึ่งได้แค่เข้าร่วม การนำความภาคภูมิใจมาให้คนในชาติจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาในระดับรากฐานด้วย เพราะสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกันจนต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง

ดังนั้น แนวทางที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฟุตบอลไทยวางไว้โดยให้ความสำคัญทุกทัวร์นาเมนต์

จึงเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘บอลจบ คนไม่จบ’ สมรภูมิฟุตบอลไทย-เวียดนาม เมื่อกีฬากลายเป็นสงคราม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...