โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศัตรูหมายเลข 1 ของทรัมป์ไม่ใช่'จีน' แต่เป็น'Deep state'ที่กุมอำนาจเบื้องหลังรัฐ

The Better

อัพเดต 10 พ.ย. 2567 เวลา 05.16 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2567 เวลา 04.33 น. • THE BETTER

เมื่อเดือนมีนาคาม ปี 2023 โดนัลด์ ทรัมป์ (ซึ่งในเวลานี้คือว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่อีกสมัยหนึ่ง) ได้ประกาศแผนการที่จะ "คืนอำนาจกลับคืนสู่ประชาชนชาวอเมริกัน" ด้วยการกำจัดกลุ่ม Deep state ด้วยการไล่ข้าราชการนอกกฎหมายและนักการเมืองอาชีพออก และกำจัดการทุจริตในรัฐบาล

แผนนี้ยังจะยุติการนำระบบยุติธรรมมาใช้เป็นอาวุธ (หรือ 'นิติสงคราม') ซึ่งมีเป้าหมายโจมตีศัตรูทางการเมืองเพียงเพราะความเชื่อทางการเมืองหรือศาสนาของพวกเขา

Deep state คืออะไร?
รัฐซ้อนรัฐ หรือ Deep state คือรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่ประกอบด้วยเครือข่ายอำนาจที่เป็นความลับและไม่ได้รับอนุญาตซึ่งดำเนินการอย่างอิสระจากผู้นำทางการเมืองของรัฐเพื่อแสวงหาวาระและเป้าหมายของตนเอง

แนวคิดนี้แพร่หลายในหมู่ผู้ที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองของอเมริกา โดยพวกเขาเชื่อว่า Deep state เป็นเครือข่ายลับของสมาชิกในรัฐบาลกลาง (โดยเฉพาะภายใน FBI และ CIA) ที่ทำงานร่วมกับองค์กรและผู้นำทางการเงินและอุตสาหกรรมระดับสูงเพื่อใช้พลังอำนาจควบคู่ไปหรือภายในรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการเลือกตั้ง

เครือข่ายของ Deep state คือกลุ่มอีลีทที่ควบคุมผลประโยชน์ของตัวเองและวาระทางการเมืองของตัวเองไม่้วาสหรัฐฯ จะเปลี่ยนผู้นำไปกี่คนแล้วก็ตาม กลุ่มนี้ก็ยังจะชักใยและบงการอยู่เบื้องหลังโดยผ่านระบบราชการที่ซับซ้อน นักการเมืองที่มีอิทธิพลมายาวนาน ไปจนถึงสื่อมวลชนในมือของกลุ่มการเงินขนาดใหญ่

การสำรวจความคิดเห็นที่ดำเนินการในปี 2017 และ 2018 แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันประมาณครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามี Deep state หรือ รัฐซ้อนรัฐ อยู่ในสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในคนที่เชื่อเรื่องนี้ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เขาไม่ได้แค่เชื่อ เขายังประกาศที่จะโค่นล้มมันอีกด้วย

ทำไมทรัมป์ถึงเป็นศัตรูกับ Deep state?
ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกทรัมป์และนักยุทธศาสตร์ของเขาได้กล่าวหาว่ากลุ่มรัฐซ้อนรัฐกำลังแทรกแซงวาระของเขา และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มรัฐซ้อนรัฐ และผู้สนับสนุนทรัมป์ยังอ้างว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกำลังมีอิทธิพลต่อนโยบายของประเทศ ผ่านการปล่อยข้อมูลหรือวิธีการบ่อนทำลายจากภายในวิธีการต่างๆ

ต่อมาในการหาเสียงเพื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Time เมื่อเดือนเมษายนพูดถึงแผนของเขาในการรื้อถอนรัฐซ้อนรัฐว่า "มันหมายความว่าเราต้องการกำจัดคนเลว คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ได้ดีในรัฐบาล และเรามองคนเหมือนที่บริษัทมองคน คุณรู้ไหมว่าเมื่อคุณซื้อบริษัท คุณเข้าไปและมองว่าคุณชอบงานนั้นอย่างไร ประสิทธิภาพในการทำงาน พวกเขามีมาตรฐานประสิทธิภาพในการทำงาน ใช่แล้ว เราต้องการกำจัดคนที่ทำงานได้ไม่ดีออกไป และยังมีอีกหลายคน”

ครั้งนี้เขาต้องการล้างบางระบบราชการครั้งใหญ่ โดยในการชุมนุมหาเสียงเมื่อเดือนกันยายน ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลกลาง ยุบกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดเป้าหมายใหม่ให้กระทรวงยุติธรรม และไล่ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินนโยบายของรัฐบาลไบเดนที่เขาไม่เห็นด้วยออกไป

ทรัมป์จะเชือด Deep state แบบนี้
ต่อไปนี้คือแผนของทรัมป์ที่จะทำลายล้าง Deep state และคืนอำนาจให้กับประชาชนชาวอเมริกัน เขาแถลงว่า “ผมจะทำลายล้างรัฐซ้อนรัฐและฟื้นฟูรัฐบาลที่ควบคุมโดยประชาชน”

ในการกำจัดรัฐซ้อนรัฐ ทรัมป์ได้ประกาศแผน 10 ประการที่จะทำลายและ "นำประชาธิปไตยของเรากลับคืนมาจากพวกทุจริตในวอชิงตัน" ดังนี้

1. ในวันแรก เขาจะรื้อฟื้นคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2020 (ตอนที่เขาอยู่ในตำแหน่งสมัยแรก) อีกครั้งเพื่อคืนอำนาจของประธานาธิบดีในการไล่ข้าราชการที่ทุจริต

2. ยกเครื่องหน่วยงานและแผนกของรัฐบาลกลาง ไล่ผู้ทุจริตทั้งหมดในหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติและข่าวกรองของประเทศ ทรัมป์กล่าวว่า "เราจะกำจัดผู้ทุจริตทั้งหมดในหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยข่าวกรองของเรา และยังมีพวกเขาอยู่มากมาย หน่วยงานและแผนกต่างๆ ที่ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธจะถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อที่ข้าราชการที่ไม่มีตัวตนจะไม่สามารถโจมตีและข่มเหงพวกอนุรักษ์นิยม คริสเตียน หรือศัตรูทางการเมืองของพวกฝ่ายซ้ายได้อีกต่อไป ซึ่งพวกเขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ในระดับ (ความรุนแรง) ที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้"

3. ปฏิรูปศาล FISA (ศาลที่ตัดสินคดีว่าด้วยกฎหมายการเฝ้าระวังข่าวกรองต่างประเทศ) อย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าการทุจริตจะถูกกำจัดให้หมดสิ้น เนื่องจาก ทรัมป์เห็นว่ากระบวนการของศาล FISA ถูกบ่อนทำลายโดยรัฐบาลของโอบามา-ไบเดน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2016 ศาล FISA ได้ออกหมายจับหลายฉบับเพื่อสอดส่องสมาชิกทีมหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งต่อมาผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรมประกาศว่าเป็นโมฆะ เนื่องจาก FBI ได้ "ให้ข้อมูลเท็จอย่างสำคัญ" ในการขอหมายจับพวกเขา

4. จัดตั้งคณะกรรมการความจริงและการปรองดองเพื่อเปิดเผยและเผยแพร่เอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับการสอดส่อง การเซ็นเซอร์ และการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐซ้อนรัฐ

5. เริ่มการปราบปรามผู้ปล่อยข้อมูลของรัฐบาลที่สมคบคิดกับสื่อเพื่อสร้างเรื่องราวเท็จ โดยแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาเมื่อเหมาะสม

6. ยกเครื่องสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทุกแห่ง ให้เป็นอิสระจากกระทรวงที่ดูแลตรวจสอบอยู่ เพื่อที่หน่วยงานเหล่สนี้จะได้ไม่กลายเป็นผู้ปกป้องรัฐซ้อรัฐ

7. จัดตั้งระบบการตรวจสอบอิสระเพื่อเฝ้าติดตามหน่วยข่าวกรองของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้สอดส่องพลเมืองอเมริกันหรือดำเนินการปล่อยข้อมูลเท็จต่อชาวอเมริกัน

8. ต่อยอดความพยายามของรัฐบาลทรัมป์เมื่อสมัยที่แล้วต่อไปเพื่อย้ายบางส่วนของระบบราชการของรัฐบาลกลางออกไปนอกกรุงวอชิงตัน เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ายสำนักงานจัดการที่ดินไปที่รัฐโคโลราโด โดยตำแหน่งในรัฐบาลสูงสุด 100,000 ตำแหน่งอาจถูกย้ายออกจากวอชิงตัน เพราะเขาเชื่อว่าระบบราชการคือสิ่งที่รองรับรัฐซ้อนรัฐอยู่

9. ห้ามข้าราชการของรัฐบาลกลางเข้าทำงานในบริษัทที่พวกเขาติดต่อและควบคุมดูแล เช่น บริษัทเวชภัณฑ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากเขาเชื่อว่าข้าราชการเหล่านี้จะทำงานรับใช้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่กุมชะตาชีวิตของประชานเอาไว้ โดยใช้เส้นสายและอำนาจที่มีอยู่เดิมในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับบริษัทเทคใหญ่ๆ ด้วย โดยที่เจ้าหน้าที่จาก FBI และ DHS (กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา) สมคบคิดโดยตรงกับบริษัทโซเชียลมีเดียในช่วงการเลือกตั้งปี 2020 เพื่อเซ็นเซอร์ความเห็นของชาวอเมริกัน

10. ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา เพราะเชื่อว่านักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งนานเกินไป และมีอิทธิพลควบคุมคณะกรรมาธิการต่างๆ ที่สำคัญของชาติ จะคอยสนองผลประโยชน์ของพวกรัฐซ้อนรัฐ

จากการศึกษาพบว่า อัตราการเลือกตั้งซ้ำเข้ามารับตำแหน่งเดิมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ที่ 94% และในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อัตราการเลือกตั้งซ้ำสำหรับวุฒิสภาในปี 2022 อยู่ที่ 100% และไม่เคยลดลงต่ำกว่า 75% ตั้งแต่ปี 1982 ดังนั้น ทรัมป์จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของรัฐสภาเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของนักการเมืองอาชีพ

ทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by Giorgio Viera / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...